วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
ผู้โดยสารจะปลอดภัยกี่โมง...ถามหา“ยาแรง”จัดการแท็กซี่หื่น แฝงตัวแอปคุกคามหญิงสาว
ท่ามกลางข้อดีเรื่องความสะดวกสบายในการใช้บริการ “แอปเรียกรถ” ที่มีอยู่เต็มตลาดร่วม 10 ราย จำนวนรถที่อยู่บนทุกแพลตฟอร์มรวมกันทั้งแบบถูกกฎหมายและยังไม่จดทะเบียนรถสาธารณะ ประมาณ 500,000 คัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ถึงมาตรฐานการจัดการของแต่ละแอปว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง
แอปไหนดีก็ดีไป...แต่หลายๆ แอปยังทิ้งโจทย์ข้อใหญ่ “ปลอดภัยกี่โมง” ให้เป็นปัญหาของผู้โดยสาร
ขณะที่เมื่อดูจากกฎหมายเกี่ยวข้องก็ยังอยู่ในระดับที่ “อ่อนยวบ” ส่วนวิธีแก้ปัญหาของแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ก็มักจะตัดจบแค่ “แบนคนขับ” โดยไม่มีการพูดถึงประเด็นการคุ้มครองเยียวยาผู้เสียหาย!!
ยกตัวอย่างคดีเหยื่อ “แท็กซี่หื่น” เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ผู้โดยสารหญิงวัย 22 ปี เรียกรถผ่านแอปฯ เจ้าหนึ่ง จากสุขุมวิทมายังวัดสน ย่านสุขสวัสดิ์ เจอทั้งพฤติกรรมเรียกค่าโดยสารเพิ่ม เมื่อปฏิเสธการจ่ายเพิ่ม ก็ถูกลวนลาม แตะต้องร่างกาย จนต้องรีบหนีออกจากรถ และได้นำคลิปที่ถ่ายไว้ระหว่างเกิดเหตุไปเป็นหลักฐานแจ้งความที่สถานีตำรวจ จนผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
แต่เมื่อหันกลับมามองหน่วยงานที่ควบคุมดูแลการให้บริการด้านนี้ คือ กรมการขนส่งทางบก กลับพบว่า ในคดีนี้มีเพียงการเรียกตัวคนขับแท็กซี่ผู้ก่อเหตุเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง เมื่อเจ้าตัวสารภาพ ก็มีการสั่งปรับเงิน 1,500 บาท ในความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ข้อหา “กระทำการอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัยในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร” พร้อมทั้งพักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ 3 เดือน และส่งเข้ารับการอบรมจิตสำนึกความปลอดภัย และการให้บริการผู้โดยสาร เป็นเวลา 3 ชั่วโมง
“ของถูก” ย่อมได้ความเสี่ยงเป็นของแถม
ต้องยอมรับว่า ผู้บริโภคทั่วไปส่วนใหญ่มีพฤติกรรม “ชอบของถูก” ดังนั้นท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดของตลาดแอปเรียกรถในประเทศไทย ทำให้บางแพลตฟอร์มใช้กลยุทธ์ที่เน้นเพิ่มจำนวนคนขับในระบบ เช่น ค่าคอมมิชชันในอัตราต่ำกว่าคู่แข่ง การไม่เอาจริงกับกระบวนการคัดกรองคนขับทั้งในเรื่อง ประวัติอาชญากรรม และการซื้อขายไอดีสวมสิทธิ์คนขับ
ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็จูงใจผู้บริโภคด้วยค่ารถที่ถูกกว่า มีการแจกโค้ดส่วนลดจูงใจเพราะยิ่งได้ราคาถูกลงไปอีก เป็นต้น
ทั้งนี้ จากการลองรวบรวมเหตุการณ์คนขับหื่น ที่ปรากฏบนพื้นที่สื่อในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากคดีข้างต้นแล้ว ในเดือนมีนาคม 2568 เช่นกัน ยังเกิดเหตุผู้เสียหายที่เป็นพนักงานห้างสรรพสินค้าย่านพระราม 2 เรียกรถผ่านแอป และถูกพาออกนอกเส้นทางไปยังสวนสาธารณะเพื่อทำอนาจารและพยายามข่มขืน แต่หลังจากถูกจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา กลับพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนขับที่สวมไอดีคนอื่นในแอปนั้น
เดือนสิงหาคม 2568 โพสต์ของศูนย์ข้อมูลภูเก็ต Phuket Info Center และสื่ออีกหลายแห่งได้เผยแพร่ข่าว “โชเฟอร์แอปฯ ดัง ก่อเหตุฉุดครูสาวต่างชาติข่มขืนกลางป่าละเมาะ ถลาง จ.ภูเก็ต” โดยครูสาววัย 28 ปี เข้าแจ้งความว่า ใช้บริการรถผ่านแอปกลับจากสถานบันเทิง แต่ระหว่างทางกลับถูกคนขับฉุดลงไปก่อเหตุ พร้อมชิงโทรศัพท์มือถือแล้วหลบหนี ซี่งต่อมาตำรวจติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้ พบเป็นชายอายุ 19 ปี ทำให้เกิดคำถามขยายผลตามมาเกี่ยวกับแท็กซี่เทา เนื่องจากผู้ที่จะจดทะเบียนขับขี่รถยนต์สาธารณะได้ต้องมีอายุครบ 22 ปีบริบูรณ์
ขณะที่ช่วงปลายปีก็มีคลิปไวรัลที่ผู้โดยสารหญิงรายหนึ่ง แชร์บอกเล่าประสบการณ์เรียกรถแอปดังเจ้าหนึ่ง เดินทางจากสีลม-สุวรรณภูมิ ถูกคนขับแอบถ่ายรูป เมื่อจับได้ ก็อ้างว่าถ่ายเล่นๆ ท้ายสุดผู้โดยสารต้องบังคับให้ลบรูปทิ้ง ซึ่งกรณีนี้สอดคล้องกับที่เริ่มมีข่าวเตือนภัยให้สาวๆ ต้องระมัดระวังต่อความเสี่ยงนี้ เนื่องจากพบมีการแอบถ่ายรูปผู้โดยสารระหว่างนั่งรถแท็กซี่เพื่อไปปล่อยในกลุ่มลับ
ถามตรงๆ “ผู้โดยสารจะปลอดภัยกี่โมง”
จากตัวอย่างเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องถึงกรมขนส่งฯควรมีการปรับเพิ่มบทลงโทษผู้มีพฤติกรรม “แท็กซี่หื่น” เหล่านี้ให้หนักขึ้น เพราะจากหลาย ๆ คดีที่เกิดขึ้นทำให้เราได้รู้ว่า กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ใช้คุ้มครองดูแลพวกเราคนไทยยังอ่อนด้อยไม่ทันสถานการณ์ โดยเฉพาะการ “ตีราคา” ความปลอดภัยของผู้โดยสารหญิงในกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศแบบนี้ไว้แค่ 1,500 บาท และไม่ได้มีการลงโทษอย่างเข้มข้นกับแท็กซี่หื่น เพราะแค่พักใบอนุญาต 3 เดือน ไม่นานความเสี่ยงภัยของผู้หญิงรายนี้ก็จะกลับมาอยู่บนท้องถนนได้ตามเดิม
ขณะที่ ในด้านภาพรวมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการขนส่งทางบก และแพลตฟอร์มที่มักพบเคสคนขับพฤติกรรมหื่นบ่อยๆ ที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวบ้างแล้ว เช่น แพลตฟอร์มมีการเพิ่มฟีเจอร์ "Passenger Verification" เพื่อให้คนขับมั่นใจ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเข้มงวดในการแบนคนขับที่ถูกร้องเรียนเรื่อง "พฤติกรรมคุกคาม" โดยไม่มีการผ่อนปรน (Zero Tolerance) และเมื่อเกิดเหตุล่วงละเมิด ก็จะทำการ "ระงับบัญชีถาวร" ทันที และมีทีม Safety ประสานข้อมูลการเดินทาง (GPS/ประวัติคนขับ) ให้กับตำรวจเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ส่วนกฎหมายใหม่ของ “กรมการขนส่งทางบก” มีการเพิ่มความเข้มงวดกับการนำรถส่วนบุคคลมาวิ่งรับจ้างผ่านแอป เพื่อจัดระเบียบและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ รวมทั้งจะมีการควบคุมแพลตฟอร์ม (DPS) โดยแอปต้องจดทะเบียนเป็น "ผู้ควบคุมดูแล" ไม่ใช่แค่ตัวกลาง และมีบทลงโทษคือ หากแอปปล่อยให้คนขับที่ไม่มีใบอนุญาตสาธารณะ หรือคนที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงหลุดเข้ามาวิ่งงาน กรมฯ มีสิทธิ์สั่งปรับหนักหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการของแอปนั้นในไทย
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีกฎหมายใหม่ที่กำหนดให้ "แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ" แต่ในทางปฏิบัติ การพิสูจน์ว่าบริษัท "ละเลย" หรือไม่นั้น ในทางกฎหมายยังถือว่า “ทำได้ยาก” จึงเป็นช่องว่างที่อาจทำให้หลายบริษัทยังคงใช้วิธี "แบนคนขับ" เป็นทางออกหลักเพื่อตัดจบปัญหา มากกว่าการเข้าไปชดเชยเยียวยาผู้เสียหายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐอาจต้องหา “ยาแรง” เพื่อล้อมคอกความเสี่ยงจาก “แท็กซี่สีเทา” ไม่ให้แฝงตัวมาทำร้ายผู้โดยสารผ่านแอปต่างๆ ได้อีกต่อไป
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี