วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
15 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" โพสต์ข้อความระบุว่า ปรากฏการณ์ Spectre C : เมื่อ “สื่อที่เราดูทุกวัน” อาจไม่เป็นกลางอย่างที่คิด
สิ่งที่อธิบายปรากฏการณ์ของ Spectre C ได้ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามว่าบริษัทนี้คือใคร หากแต่คือการ “ถูกจับโป๊ะ” ของโครงข่ายสื่อและคอนเทนต์จำนวนมากที่ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ รับชมอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะผ่าน TikTok, Podcast หรือรายการยอดนิยมบน YouTube ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับบริษัทปริศนาที่จดทะเบียนในนาม “บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย”
ในทางรูปแบบ Spectre C ถูกวางตัวให้เป็นบริษัทด้านกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตคอนเทนต์ทางการเมืองอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายในการสนับสนุนภาพลักษณ์และวาทกรรมของพรรคการเมือง ผ่านการสร้างเนื้อหา การจัดการกระแส และการกำหนดทิศทางการรับรู้ของสาธารณชน
ประเด็นสำคัญคือโครงสร้างทางการเงินของบริษัทดังกล่าว ซึ่งปรากฏข้อมูลว่ามีการใช้ “เงินกู้จากนักการเมืองในพรรค” เป็นแหล่งทุนในการดำเนินกิจการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการกู้เงินเพื่อนำมาขับเคลื่อนบริษัทสื่อโซเชียลมีเดียในคราบบริษัทกฎหมาย ทำให้การสนับสนุนทางการเมืองถูกซ่อนอยู่ภายใต้รูปแบบธุรกิจสื่อมวลชนเอกชน
เพื่อให้เห็นภาพเชิงโครงสร้าง ผู้เขียนขออนุญาตยกข้อมูลจากโปรไฟล์สาธารณะ (LinkedIn) ของบุคคล 4 รายที่เคยทำงานหรือมีบทบาทใน Spectre C ซึ่งเป็นข้อมูลที่เจ้าตัวระบุไว้เอง
เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะเห็นว่าบุคคลเหล่านี้มิได้เป็นเพียงพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป แต่มีความสามารถเชื่อมโยงกันในระดับโครงสร้าง ทั้งด้านกฎหมาย การเมือง การสื่อสารมวลชน และระบบข้อมูล
ในด้านกฎหมายและการเมือง บุคลากรเหล่านี้มีบทบาทในการผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และประเด็นทางการเมืองร่วมสมัย พร้อมการทำงานประสานกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง ซึ่งสะท้อนว่าเนื้อหาดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในสนามการเมือง
ในด้านสื่อและเทคโนโลยี พบความสามารถในการกำหนดกลยุทธ์การสื่อสาร ควบคุมกองบรรณาธิการออนไลน์ บริหารทีมผลิตสื่อ รวมถึงการใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้รับสารและสนับสนุนการสื่อสารเชิงกลยุทธ์
เมื่อเชื่อมโยงองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่ภาพของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายธรรมดา หากแต่เป็นโครงสร้างที่สามารถควบคุมวาทกรรมทางการเมืองและดำเนินปฏิบัติการด้านข้อมูลบนโซเชียลมีเดียได้อย่างเป็นระบบ
ด้วยศักยภาพดังกล่าว Spectre C จึงสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ หรือบัญชีสนับสนุน เพื่อขยายหรือจัดกรอบข้อมูลบางชุดให้กลายเป็นกระแสหลักในโลกออนไลน์
ผลกระทบของการมีตัวตนของบริษัทลักษณะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสนามการเมือง แต่ลุกลามไปถึงระบบนิเวศของโซเชียลมีเดียและวงการ influencer ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “สื่ออิสระ” กับ “เครื่องมือทางการเมือง” พร่าเลือนลงอย่างเห็นได้ชัด
พฤติกรรมในลักษณะนี้มีกรณีเปรียบเทียบในระดับสากล เช่น กรณีของ Nast Daily ซึ่งเคยโปรโมตบุคคลในแวดวงคริปโทเคอร์เรนซี ก่อนจะพบภายหลังว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงินขนาดใหญ่ ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของ influencer เองถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง
กรณี Spectre C จึงสะท้อนบทเรียนเดียวกันในบริบทไทยว่า เมื่อสื่อและ influencer กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ความเป็นกลางและความโปร่งใสย่อมถูกตั้งคำถาม และผู้รับสารจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณมากกว่าที่เคยเป็นมา
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี