วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
ทำไม “การทูตโดยกษัตริย์และพระราชวงศ์” (Royal Diplomacy) จึงเป็นทุนเชิงอารยธรรมของรัฐที่ไม่อาจทดแทนได้
ในโลกการเมืองระหว่างประเทศที่เปลี่ยนเร็ว รัฐบาลมีวาระ พรรคการเมืองมีแรงกดดัน และนโยบายต่างประเทศอาจเปลี่ยนไปตามผลการเลือกตั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐจึงมักเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน วันนี้ผู้นำชุดหนึ่งให้คำมั่น พรุ่งนี้รัฐบาลใหม่อาจทบทวนหรือเปลี่ยนทิศทางได้ทันที
แต่ประเทศที่ยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์ มีเครื่องมือทางการทูตที่รัฐสมัยใหม่จำนวนมากไม่มี นั่นคือ การทูตโดยกษัตริย์และพระราชวงศ์ หรือ Royal Diplomacy ซึ่งทำหน้าที่มากกว่าพิธีการ เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้ตั้งอยู่บนรัฐบาลชั่วคราว แต่ตั้งอยู่บนความต่อเนื่องของรัฐทั้งรัฐ
หัวใจสำคัญของ Royal Diplomacy คือ ความมั่นคงและความต่อเนื่อง ขณะที่นักการเมืองเปลี่ยนได้ รัฐบาลเปลี่ยนได้ แต่องค์ประมุขแห่งรัฐทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่ยืนยาวกว่าวาระทางการเมือง การเยือนระดับประมุขจึงทำให้ต่างชาติเห็นว่า ความสัมพันธ์นั้นมีรากฐานลึก มีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ และไม่ผันผวนไปตามกระแสการเมืองรายวัน
กรณีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13–17 พฤศจิกายน 2568 ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน จึงมีความหมายมากกว่าการเยือนต่างประเทศทั่วไป เพราะเป็นการยืนยันความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความไว้วางใจระยะยาว
เช่นเดียวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2569 ในวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส รัฐพิธีเช่นนี้มิใช่เพียงภาพแห่งเกียรติยศ แต่เป็นภาษาทางการทูตที่บอกว่า ประเทศไทยมีสถานะ มีประวัติศาสตร์ และมีพื้นที่สำคัญบนเวทีโลก
หลายคนอาจมองพิธีการ กองทหารเกียรติยศ งานเลี้ยง หรือการแลกเปลี่ยนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ในทางการทูต สัญลักษณ์คือภาษาชั้นสูงของรัฐ มันช่วยสร้างบรรยากาศ ความเคารพ และความไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นจริง
ประวัติศาสตร์โลกก็เคยพิสูจน์เรื่องนี้มาแล้ว เช่น การเสด็จเยือนกรุงปารีสของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักรในปี 1903 ซึ่งช่วยปรับบรรยากาศระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ก่อนนำไปสู่ข้อตกลง Entente Cordiale ในปี 1904 หรือกรณี Trent Affair ในปี 1861 ที่เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงช่วยลดความแข็งกร้าวของถ้อยคำทางการทูต จนอังกฤษกับสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงสงครามได้
ในมิติทางเศรษฐกิจ Royal Diplomacy ไม่ได้ทำงานแบบการขายของเป็นรายโครงการ แต่ทำงานในระดับความเชื่อมั่นระยะยาว โครงการใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง พลังงาน เทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ หรือระบบอวกาศ ล้วนต้องอาศัยความมั่นใจว่า ประเทศคู่ค้าจะมีเสถียรภาพและความต่อเนื่องเพียงพอ
ในมิติความมั่นคง ความสัมพันธ์ระดับประมุขยังช่วยเปิดทางให้หน่วยงานของรัฐทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หน่วยข่าวกรอง หรือหน่วยงานชายแดน โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งประเทศเดียวไม่อาจจัดการได้ลำพัง
ดังนั้น การนำประเด็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโจมตีอย่างผิวเผิน จึงเป็นการมองเรื่องใหญ่ด้วยแว่นที่เล็กเกินไป งบประมาณรัฐควรตรวจสอบได้ แต่การตรวจสอบที่ดีต้องมองทั้งต้นทุนและผลตอบแทน ไม่ใช่มองเพียงตัวเลขค่าใช้จ่าย แล้วละเลยโอกาสทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นทางการทูต ความร่วมมือด้านความมั่นคง และเกียรติภูมิของประเทศ
Royal Diplomacy จึงเป็นมากกว่าการเดินทาง มากกว่าพิธีการ และมากกว่าภาพถ่ายในหน้าข่าว แต่มันคือ ทุนเชิงอารยธรรมของรัฐ ที่สั่งสมผ่านประวัติศาสตร์ ความต่อเนื่อง และความไว้วางใจ เป็นทุนที่ซื้อไม่ได้ สร้างใหม่ไม่ได้ในชั่วข้ามคืน และไม่อาจประเมินค่าด้วยเครื่องคิดเลขเพียงเครื่องเดียว
มันคือภาษาชั้นสูงของรัฐ
คือสะพานแห่งความไว้วางใจระหว่างประเทศ คือมรดกทางยุทธศาสตร์ที่สั่งสมผ่านกาลเวลา และคือทุนเชิงอารยธรรมของรัฐที่ไม่อาจทดแทนได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี