533.jpg
ชิงสุกก่อนห่าม! คณะราษฎร กับ ภาพประชาธิปไตยในหัวไม่เหมือนกัน

ชิงสุกก่อนห่าม! คณะราษฎร กับ ภาพประชาธิปไตยในหัวไม่เหมือนกัน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

15 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" โพสต์ข้อความระบุว่า ถอดรหัส “ชิงสุกก่อนห่าม” เมื่อสุภาษิตหนึ่งกลายเป็นคำอธิบายประวัติศาสตร์ 2475 เขียนโดย ปราชญ์ สามสี

คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” เดิมทีเป็นสุภาษิตไทย ใช้เตือนคนที่ทำอะไรเร็วเกินไป ทำก่อนเวลาอันควร หรือทำก่อนที่เงื่อนไขทั้งหลายจะสุกงอมพอ


แต่เมื่อคำนี้ถูกนำมาใช้กับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มันไม่ได้เป็นเพียงสุภาษิตธรรมดาอีกต่อไป หากกลายเป็นคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ เป็นวาทกรรมทางการเมือง และเป็นกุญแจดอกหนึ่งที่ใช้ถอดรหัสว่า ในเวลานั้น ใครกำลัง “รอจังหวะ” และใครกำลัง “ช่วงชิงจังหวะ”

ใครเป็นคนแรกที่ใช้คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” กับ 2475 นั้น ข้าพเจ้ายังไม่ขอฟันธง เพราะหลักฐานที่ชี้ชัดว่าใครพูดเป็นคนแรกยังไม่แน่นพอ แต่หากมองตามเค้ารางทางประวัติศาสตร์ คำอธิบายเช่นนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นหลัง พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นช่วงที่คณะราษฎรถูกลดบทบาทลงอย่างมาก และความทรงจำเกี่ยวกับ 2475 เริ่มถูกเล่าใหม่ในอีกกรอบหนึ่ง

กล่าวอย่างง่ายคือ หลังจากคณะราษฎรไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ถืออำนาจนำเหมือนเดิมแล้ว ผู้คนจำนวนหนึ่งจึงเริ่มมองย้อนหลังกลับไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2475 นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะแก่เวลาจริงหรือไม่ หรือเป็นการเร่งรัดตัดหน้าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

ถ้าจะถอดรหัสคำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” ให้จริงจัง เราต้องเริ่มจากตัวคำก่อน คำว่า “ชิง” คือการช่วงชิง การตัดหน้า การแย่งเอาก่อน หรือการลงมือก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะทำ คำว่า “สุก” ในที่นี้เปรียบเหมือนผลไม้ที่พร้อมกินแล้ว คือสังคมที่พร้อมจะเปลี่ยนผ่าน ส่วนคำว่า “ห่าม” คือภาวะกึ่งกลาง ยังไม่ดิบ แต่ก็ยังไม่สุกเต็มที่

เมื่อนำมาใช้กับประวัติศาสตร์ 2475 คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประชาชนพร้อมหรือไม่พร้อม” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า อะไรคือสิ่งที่กำลังจะสุกตามเวลา และใครเป็นคนไปเด็ดมันลงมาก่อน

ในมุมของข้าพเจ้า “ชิงสุกก่อนห่าม” ไม่ควรถูกเข้าใจแค่ว่าเป็นคำดูถูกประชาชนว่าประชาชนยังโง่ ยังไม่พร้อม หรือยังไม่มีวุฒิภาวะพอ เพราะหากใช้เช่นนั้น คำนี้ก็จะกลายเป็นการมองประชาชนจากที่สูงอย่างไม่เป็นธรรม

แต่คำนี้ควรถูกถอดรหัสไปไกลกว่านั้น คือมันหมายถึงการช่วงชิงการนำของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้ประคองการเปลี่ยนแปลง กับฝ่ายที่ต้องการเข้ายึดจังหวะของการเปลี่ยนแปลงไว้ในมือของตนเอง นี่คือหัวใจของบทความนี้

ความคิดเรื่องประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญในสยามไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หากย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สยามก็เริ่มปฏิรูปบ้านเมืองครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับโลกสมัยใหม่ ทั้งด้านราชการ กฎหมาย การคลัง กองทัพ การศึกษา และระบบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะรัฐแบบเก่าไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันของมหาอำนาจและการปกครองดินแดนขนาดใหญ่ในโลกสมัยใหม่ได้อีกต่อไป

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ความคิดทางการเมืองแบบตะวันตกยิ่งแพร่เข้ามามากขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาความคิดสมัยใหม่หลายด้าน ทั้งเรื่องชาติ พลเมือง รัฐธรรมนูญ และระบอบการปกครองแบบต่าง ๆ ดุสิตธานีเองก็สะท้อนความพยายามทดลองแนวคิดเรื่องการปกครอง การเลือกตั้ง และหน้าที่พลเมืองในระดับเมืองจำลอง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สมัยรัชกาลที่ 6 ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แค่ในระดับการทดลองหรือการศึกษาอีกต่อไป นั่นคือเหตุการณ์ ร.ศ. 130

เหตุการณ์ ร.ศ. 130 เป็นการรวมตัวของนายทหารและปัญญาชนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 6 ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า คณะ ร.ศ. 130 มีการจัดโครงสร้างและแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เช่น ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์, ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง, ร.ท. เจือ ควกุล และ พ.ต. หลวงวิฆเนศร์ประสิทธิ์วิทย์ อีกทั้งหลายคนมีพื้นฐานการศึกษาสูง ทั้งสายทหาร กฎหมาย และแพทย์

เป้าหมายของคณะ ร.ศ. 130 ตามข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้า คือให้รัชกาลที่ 6 ทรงอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุด คือรัฐธรรมนูญ คล้ายประเทศญี่ปุ่น และหากไม่ทรงยินยอม ก็มีการคิดไปถึงขั้นทูลเชิญเจ้านายในพระราชวงศ์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกแห่งสาธารณรัฐไทย เช่น เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ หรือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นต้น

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่า “การช่วงชิงการนำ” ไม่ได้เริ่มในปี 2475 แต่เริ่มมีเค้ามาตั้งแต่ ร.ศ. 130 แล้ว คนบางกลุ่มในเวลานั้นไม่ได้ต้องการรอให้ระบบเดิมปรับตัวเอง แต่ต้องการลงมือเปลี่ยนแปลงด้วยการก่อการก่อน และหากสำเร็จ ประโยชน์ทางการเมืองและความชอบธรรมของการเปลี่ยนแปลงก็ย่อมตกอยู่กับผู้ก่อการ

อย่างไรก็ตาม ร.ศ. 130 ไม่สำเร็จ แต่ความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญ การจำกัดอำนาจ และการเปลี่ยนประเทศให้เข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ไม่ได้หายไป มันยังคงค้างอยู่ในสังคมไทย และสืบทอดต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 7

เมื่อมาถึงรัชกาลที่ 7 เราจึงไม่ควรพูดเหมือนว่า สยามไม่มีการเตรียมตัวเรื่องรัฐธรรมนูญเลย ตรงกันข้าม มีหลักฐานว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคิดเรื่องนี้อยู่แล้ว และมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญหรือข้อเสนอปรับรูปแบบการปกครองอย่างน้อย 2 สาย คือร่างของพระยากัลยาณไมตรี หรือ Francis B. Sayre และร่างของ Raymond B. Stevens กับพระยาศรีวิสารวาจา หรือ เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล

ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า “รัชกาลที่ 7 จะให้หรือไม่ให้รัฐธรรมนูญ” เพราะจากหลักฐานหลายด้าน เห็นได้ว่าพระองค์ทรงคิดเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ปมสำคัญอยู่ที่ว่า จะให้ในจังหวะใด ให้ในรูปแบบใด และจะประคองบ้านเมืองอย่างไรไม่ให้การเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความแตกหัก

มีคำบอกเล่าของปรีดี พนมยงค์เองในเวลาต่อมาว่า รัชกาลที่ 7 มีพระราชประสงค์จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อทรงปรึกษาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็มีผู้ไม่เห็นพ้อง และปรีดียังเล่าว่า พระองค์เคยตรัสถึงพระยาศรีวิสารวาจาและบันทึกของ Stevens ที่เห็นว่ายังไม่ถึงเวลา

ตรงนี้ต้องตีความให้เป็นธรรม การที่ที่ปรึกษาและข้าราชการบางส่วนเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ไม่จำเป็นต้องแปลว่าเขาต้องการปิดประตูรัฐธรรมนูญตลอดไป แต่อาจหมายถึงเขาเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านต้องมีไม้ประคอง ต้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีบทบาทมากพอในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อไม่ให้ประเทศเสียหลัก

เมื่อมองจากบริบทโลกเวลานั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ความกลัวลอย ๆ เพราะหลายประเทศที่เปลี่ยนการปกครองอย่างฉับพลันก็เผชิญความรุนแรง การลอบสังหาร การปฏิวัติซ้อน หรือสงครามกลางเมือง

สยามเองก็มองเห็นบทเรียนเหล่านี้ และในสมัยรัชกาลที่ 5–6 ก็ได้ทดลองและรับรู้ปัญหาการเปลี่ยนผ่านมาพอสมควรแล้ว ดังนั้น การที่รัฐธรรมนูญที่รัชกาลที่ 7 จะพระราชทานยังคงรักษาบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ไม่น้อย จึงควรถูกมองในฐานะ “การประคองการเปลี่ยนผ่าน” มากกว่าการปิดประตูประชาธิปไตย

นี่คือจุดที่คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” เริ่มมีความหมายชัดขึ้น เพราะถ้ารัฐธรรมนูญกำลังจะเกิดขึ้นจากพระราชดำริและการประคองของสถาบันเดิม ความชอบธรรมของการเปลี่ยนผ่านก็จะอยู่กับรัชกาลที่ 7 และระบอบเดิมที่ปรับตัว แต่ถ้ารัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากการยึดอำนาจ ความชอบธรรมของการเปลี่ยนผ่านก็จะตกอยู่กับคณะผู้ก่อการ

นี่แหละคือคำว่า “ชิง” ไม่ใช่ชิงเพียงตัวรัฐธรรมนูญ แต่ชิงความเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง ชิงจังหวะประวัติศาสตร์ และชิงสถานะว่าใครคือผู้พาประเทศเข้าสู่ระบอบใหม่

และเมื่อพูดถึงการช่วงชิงการนำ เราต้องไม่ลืมบทบาทของพระองค์เจ้าบวรเดช คนจำนวนมากมักจดจำพระองค์เจ้าบวรเดชในฐานะผู้นำกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 และมักมองว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมโดยอัตโนมัติ แต่หากมองลึกลงไป ภาพของบวรเดชไม่ได้แบนราบเพียงเท่านั้น

ในทางการเมือง บวรเดชเป็นนายทหารชั้นสูง เป็นอดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม และเป็นคนที่มองเห็นความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นอาจไม่ใช่การตัดขาดจากสถาบันเดิม แต่เป็นการเดินไปสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในลักษณะที่คล้ายแบบอังกฤษมากกว่า

ข้อเท็จจริงหลัง 2475 ก็ช่วยสะท้อนเรื่องนี้ เพราะเมื่อเกิดกบฏบวรเดช คณะกู้บ้านกู้เมืองของพระองค์เจ้าบวรเดชประกาศหลักความมุ่งหมาย 6 ประการ โดยข้อแรกระบุว่าต้องการให้สยามมีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ และข้อที่สองระบุว่าต้องการให้ดำเนินการโดยรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง รวมถึงเปิดให้มีคณะการเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย

แน่นอน ฝ่ายคณะราษฎรย่อมมองการยกกำลังของบวรเดชว่าเป็นการกบฏ และข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าก็ชี้ว่าคณะกู้บ้านกู้เมืองเป็นแนวร่วมที่มีหลายความคิดปะปนกัน ทั้งกลุ่มนิยมกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญและกลุ่มที่ยังเอนเอียงไปทางสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แต่ประเด็นที่ข้าพเจ้าต้องการชี้คือ แม้แต่คนที่ต่อมาถูกมองว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างบวรเดช ก็ยังไม่ได้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา หากมีแนวคิดเรื่องกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญอยู่ในสมการของเขา

นั่นยิ่งทำให้เห็นว่า ก่อนและหลัง 2475 สังคมไทยไม่ได้มีเพียงฝ่ายที่อยากเปลี่ยนกับฝ่ายที่ไม่อยากเปลี่ยน แต่มีคนหลายกลุ่มที่ “รู้ว่าต้องเปลี่ยน” เพียงแต่แย่งกันว่า ใครจะเป็นคนเปลี่ยน และจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใด

คณะราษฎรจึงไม่ได้ชิงจากความว่างเปล่า แต่ชิงจากสนามที่มีคนอื่นกำลังคิด กำลังประเมิน และกำลังขยับอยู่แล้ว หากพูดให้ชัดขึ้น คณะราษฎรชิงการนำจากทั้งรัชกาลที่ 7 ที่กำลังคิดจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ และจากกลุ่มทหารหรือชนชั้นนำบางส่วนที่กำลังประเมินว่าจะเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบรัฐธรรมนูญอย่างไร

ปมต่อมาคือปรีดี พนมยงค์ ในสายตาของฝ่ายสนับสนุน ปรีดีคือผู้นำทางความคิดของคณะราษฎร เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางหลักอำนาจสูงสุดของราษฎร และเป็นผู้ร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ซึ่งประกาศใช้วันที่ 27 มิถุนายน 2475 แหล่งข้อมูลหลายแห่งยืนยันว่าธรรมนูญฉบับแรกนี้ร่างโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือปรีดี พนมยงค์

แต่ในสายตาของฝ่ายวิจารณ์ ปรีดีไม่ได้เป็นเพียงผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากเป็นผู้ที่ “ช่วงชิงการนำไปสุดขบวน”

กล่าวคือ แม้ในคณะราษฎรเอง โดยเฉพาะฝ่ายทหารจำนวนหนึ่ง จะคิดในกรอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ หรืออย่างน้อยก็ต้องการระบอบที่ประคองสถาบันเดิมไว้ในฐานะหลักของชาติ แต่ปรีดีกลับผลักหลักการในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไปสู่การวางอำนาจสูงสุดไว้ที่ราษฎรโดยตรง และจัดวางกลไกใหม่ที่คณะราษฎรมีบทบาทสูงมาก

ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 วางหลักไว้ในมาตรา 1 ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และมาตรา 2 กำหนดผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล

ในทางหลักการ นี่คือการเปลี่ยนใหญ่ แต่ในทางการเมือง มันทำให้เกิดคำถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตรงกับความคาดหวังของผู้ก่อการทุกฝ่ายจริงหรือไม่ หรือเป็นการที่ปรีดีและสายพลเรือนของคณะราษฎรสามารถช่วงชิงการกำหนดทิศทางของระบอบใหม่ไปก่อน

ถ้าพูดในสำนวนของฝ่ายวิจารณ์ ก็อาจพูดได้ว่า ปรีดี “หักหลัง” ผู้ก่อการบางส่วน โดยเฉพาะฝ่ายทหารที่อาจต้องการรูปแบบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษมากกว่า แต่เพื่อให้เป็นธรรมทางประวัติศาสตร์ ต้องเขียนให้ชัดว่า คำว่า “หักหลัง” เป็นถ้อยคำเชิงวิจารณ์และเชิงตีความ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับตรงกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธยากคือ ภายในคณะราษฎรเองมีความคิดหลากหลาย ไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมด และรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2475 กลายเป็นจุดแรก ๆ ที่ทำให้เห็นความแตกต่างนั้น

ตรงนี้จึงนำไปสู่คำถามใหญ่ที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ปรีดีไม่รู้จริง ๆ หรือว่า รัชกาลที่ 7 กำลังจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายสถาบันปรีดีและฝ่ายที่สนับสนุนปรีดีอาจอธิบายว่า คณะราษฎรไม่ได้ทราบแน่ชัดว่าพระองค์จะพระราชทานรัฐธรรมนูญเมื่อใด หรือรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นอย่างไร

แต่ฝ่ายวิจารณ์ย่อมตั้งคำถามกลับว่า ปรีดีไม่รู้ได้อย่างไร ในเมื่อความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่พูดกันในหมู่ชนชั้นนำและผู้มีการศึกษาอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 มาถึงรัชกาลที่ 7 และแม้ปรีดีเองในเวลาต่อมาก็เคยกล่าวถึงพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 7 ว่าจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ข้าราชการชั้นสูงบางส่วนยังไม่เห็นด้วย

ดังนั้น ในมุมวิจารณ์ การอ้างว่าไม่ทราบจึงอาจถูกมองว่าเป็นเพียงคำอธิบายภายหลัง มากกว่าจะเป็นความไม่รู้จริง เพราะหากรู้ว่าพระมหากษัตริย์กำลังจะให้รัฐธรรมนูญ แต่ยังเลือกใช้วิธีการยึดอำนาจและนำรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ตนร่างไปให้พระองค์ลงพระปรมาภิไธย นั่นย่อมถูกตีความได้ว่าเป็นการชิงการนำอย่างชัดเจน

และหากมองแรงกว่านั้น ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นการบังคับจังหวะของพระมหากษัตริย์ให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะราษฎร โดยเฉพาะปรีดี วางโครงไว้แล้ว

ตรงนี้เองคือแก่นของคำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” ในแบบที่ลึกกว่าการบอกว่าประชาชนไม่พร้อม มันคือการชิงจังหวะจากคนที่กำลังจะให้ ชิงรูปแบบจากคนที่กำลังจะประคอง และชิงความเป็นเจ้าของประวัติศาสตร์จากทุกฝ่ายที่กำลังคิดเรื่องการเปลี่ยนผ่านอยู่แล้ว

หลังจากนั้น ความแตกต่างภายในคณะราษฎรก็ระเบิดออกมาอย่างชัดเจนในกรณี “สมุดปกเหลือง” หรือเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี

ปรีดีเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจในปี 2476 โดยมีแนวคิดให้รัฐมีบทบาทสูงมากในการจัดระบบเศรษฐกิจ การจัดหางาน การจัดการที่ดิน แรงงาน ทุน และระบบสหกรณ์ ฝ่ายสนับสนุนมองว่านี่คือแนวคิดรัฐสวัสดิการล้ำยุค แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าเป็นการรวมศูนย์เศรษฐกิจของรัฐมากเกินไป

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีข้อวินิจฉัยต่อเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าวว่าเป็นแนวคิดที่ “ลอกเลียนบอลเชวิกของโซเวียต” และนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์ ก่อนที่ปรีดีจะลาออกและเดินทางออกนอกประเทศตามคำขอร้องของรัฐบาล

ตรงนี้คือหลักฐานสำคัญว่า หลังจากชิงการนำในการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาได้แล้ว คณะราษฎรเองก็ไม่ได้มีเอกภาพทางความคิด ฝ่ายทหารบางส่วนอาจมองไปทางอังกฤษ คือกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายปรีดีมองไปไกลกว่านั้น ทั้งในเชิงรัฐธรรมนูญและเศรษฐกิจ ฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดาและฝ่ายที่คัดค้านปรีดีก็เริ่มมองว่าแนวคิดนี้อันตรายต่อบ้านเมือง

ผลคือความขัดแย้งในหมู่คณะราษฎรเอง การรัฐประหารครั้งแรกของไทยในปี 2476 การเนรเทศปรีดีออกนอกประเทศ การกลับมาของปรีดีหลังพระยาพหลพลพยุหเสนายึดอำนาจจากพระยามโนฯ และต่อมาความขัดแย้งก็ลุกลามไปสู่กบฏบวรเดช

นี่คือภาพของการช่วงชิงซ้อนการช่วงชิง ตอนแรก คณะราษฎรชิงการนำจากสถาบันเดิม ต่อมา ปรีดีชิงทิศทางจากภายในคณะราษฎรเอง แล้วจากนั้น ฝ่ายต่าง ๆ ในคณะราษฎรและฝ่ายต่อต้านคณะราษฎรก็ชิงการนำกลับไปกลับมา จนบ้านเมืองเข้าสู่ความขัดแย้งรุนแรง

เมื่อมองเช่นนี้ คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” จึงไม่ใช่คำที่ควรใช้แบบตื้น ๆ ว่า ประชาชนไม่พร้อม เพราะถ้าใช้แบบนั้น มันอาจกลายเป็นการดูถูกประชาชน

คำถามที่แท้จริงไม่ใช่เพียงว่า ประชาชนพร้อมหรือยัง แต่คือ ใครกันแน่ที่แย่งกันตัดสินแทนประชาชน

รัชกาลที่ 7 กำลังจะประคองบ้านเมืองไปสู่รัฐธรรมนูญตามจังหวะของพระองค์ โดยมีที่ปรึกษาเตือนให้รั้งอำนาจบางส่วนไว้เพื่อไม่ให้ประเทศเสียหลัก บวรเดชและนายทหารบางกลุ่มก็มองเห็นความจำเป็นของระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญในแบบหนึ่ง คณะราษฎรฝ่ายทหารจำนวนหนึ่งก็ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่อาจคิดถึงแบบอังกฤษมากกว่า แต่ปรีดีและสายความคิดของเขากลับสามารถช่วงชิงการร่างกติกาแรกสุด วางหลักอำนาจสูงสุดของราษฎร และผลักดันทิศทางเศรษฐกิจแบบรัฐรวมศูนย์ในเวลาต่อมา

นี่คือเหตุผลที่ในมุมของฝ่ายวิจารณ์ ปรีดีจึงไม่ใช่เพียงผู้ร่วมอภิวัฒน์ แต่เป็นผู้ช่วงชิงการนำไปสุดขบวน และเมื่อชิงการนำไปแล้ว ระบอบใหม่ก็ไม่ได้ราบรื่น บ้านเมืองไม่ได้เข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างเรียบร้อยในทันที แต่กลับเกิดความแตกแยก การกล่าวหา การจับกุม การเนรเทศ การกบฏ และความรุนแรงทางการเมืองตามมา

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง ในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติภายหลัง ได้ทรงระบุชัดว่า พระองค์เต็มพระทัยจะสละอำนาจเดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ไม่ยินยอมยกอำนาจให้แก่ผู้ใดหรือคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร

ข้อความนี้สะท้อนใจกลางของปัญหาอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ใช่การปฏิเสธประชาธิปไตย แต่เป็นการปฏิเสธไม่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอ้างประชาชน แล้วผูกขาดอำนาจแทนประชาชนเสียเอง

ดังนั้น หากจะสรุปคำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” ในกรอบนี้ ข้าพเจ้ามองว่า มันไม่ได้หมายถึงการด่าว่าประชาชนไม่พร้อม และไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธประชาธิปไตย แต่มันหมายถึงการที่คนบางกลุ่มช่วงชิงจังหวะของประวัติศาสตร์ ก่อนที่การเปลี่ยนผ่านจะสุกงอมตามกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่

มันคือการชิงจากรัชกาลที่ 7 ซึ่งกำลังจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ มันคือการชิงจากกลุ่มนายทหารและชนชั้นนำบางส่วนที่กำลังมองหารูปแบบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ มันคือการชิงจากความเป็นไปได้ที่บ้านเมืองอาจค่อย ๆ ประคองไปสู่ระบอบใหม่โดยไม่แตกหัก

และในที่สุด มันยังกลายเป็นการชิงกันเองภายในคณะราษฎร ระหว่างฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน ฝ่ายปรีดี ฝ่ายพระยามโนฯ และกลุ่มอำนาจอื่น ๆ ที่ต่างมีภาพประชาธิปไตยในหัวไม่เหมือนกัน

ปรีดีจึงกลายเป็นตัวละครสำคัญในคำอธิบายนี้ เพราะเขาเป็นผู้ที่ผลักการเปลี่ยนแปลงไปไกลกว่าการมี “กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” แบบอังกฤษ และนำไปสู่การวางระบบที่ฝ่ายวิจารณ์จำนวนหนึ่งมองว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คณะราษฎรและรัฐมากเกินไป

ถ้าจะพูดแรงตามภาษาการเมือง ฝ่ายวิจารณ์จึงมองว่า ปรีดีไม่ได้เพียงชิงจากระบอบเดิม แต่ยังชิงจากเพื่อนร่วมก่อการบางส่วนด้วย

นี่คือความหมายที่ลึกที่สุดของ “ชิงสุกก่อนห่าม” ไม่ใช่ผลไม้ไม่ควรสุก แต่มีคนรีบเด็ดผลไม้นั้นลงมาก่อน แล้วหลังจากเด็ดลงมาแล้ว คนที่แย่งกันถือผลไม้นั้นกลับทะเลาะกันเองว่า จะกินอย่างไร จะแบ่งอย่างไร และใครมีสิทธิ์บอกว่าผลไม้ลูกนี้เป็นของประชาชน

ประชาธิปไตยไทยจึงไม่ได้ล้มลุกคลุกคลานเพราะประชาชนไม่พร้อมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเพราะคนที่อ้างประชาชน ทั้งฝ่ายเก่าและฝ่ายใหม่ ต่างแย่งกันเป็นผู้กำหนดแทนประชาชน

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ประชาชนยังไม่พร้อม จึงต้องประคอง อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ จึงต้องรีบเปลี่ยน แต่เมื่อถึงเวลาจริง ประชาชนกลับไม่ได้เป็นผู้เลือกจังหวะนั้นด้วยตนเอง

นี่แหละคือปมของ 2475

และนี่แหละคือเหตุผลที่คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” ยังไม่ควรถูกโยนทิ้ง เพราะหากถอดรหัสให้ลึก มันไม่ใช่คำดูถูกประชาชน แต่มันคือคำถามกลับไปยังทุกฝ่ายว่า ใครกันแน่ที่ช่วงชิงสิทธิในการกำหนดอนาคตของประชาชนไปจากประชาชนเอง

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top