533.jpg
อย่าตัดตอนประวัติศาสตร์ ประชาธิปไตยไม่ใช่เริ่มจากคณะราษฎร

อย่าตัดตอนประวัติศาสตร์ ประชาธิปไตยไม่ใช่เริ่มจากคณะราษฎร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.46 น.

14 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" โพสต์ข้อความระบุว่า 2475 ไม่ได้เกิดจากสุญญากาศ: รัชกาลที่ 5 กับรากฐานประชาธิปไตยที่ถูกเล่าข้าม โดย ปราชญ์ สามสี

การยกคณะราษฎรขึ้นเป็น “ผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตยไทย” เพียงฝ่ายเดียว เป็นปัญหาใหญ่ของการเล่าประวัติศาสตร์ 2475 ในหมู่ผู้สนับสนุนคณะราษฎรบางท่าน เพราะการเล่าเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่า ก่อนการยึดอำนาจในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ประเทศไทยไม่มีพัฒนาการใด ๆ ไปสู่รัฐธรรมนูญเลย ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กลับชี้ชัดว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เริ่มวางรากฐานของรัฐสมัยใหม่ ระบบสภาที่ปรึกษา ระบบกฎหมาย ระบบราชการ และแนวคิดเรื่องการจำกัดพระราชอำนาจไว้อย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงปี 2475 จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ และคณะราษฎรก็ไม่ได้สร้างประชาธิปไตยขึ้นมาจากความว่างเปล่า


สิ่งที่ผู้สนับสนุนคณะราษฎรบางท่านพยายามสื่อสาร คือ ก่อน 2475 ประเทศไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่มีวันยอมเปลี่ยนแปลงตนเอง หากไม่มีคณะราษฎรเข้ามาหักล้างระบอบเดิม ประเทศไทยก็คงไม่มีวันมีรัฐธรรมนูญ ไม่มีสภา และไม่มีหลักการว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน การเล่าเช่นนี้ทำให้คณะราษฎรถูกวางไว้ในฐานะ “ผู้ปลดปล่อย” ส่วนระบอบเดิมถูกวางไว้ในฐานะ “ผู้ขัดขวางประชาธิปไตย” อย่างเบ็ดเสร็จ

ข้าพเจ้ามองว่า การเล่าเช่นนี้ง่ายเกินไป และตัดตอนประวัติศาสตร์มากเกินไป เพราะหากย้อนกลับไปดูพัฒนาการตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จะพบว่า พระองค์ไม่ได้ทรงปกครองด้วยพระราชอำนาจแบบไร้ระบบ หากแต่ทรงค่อย ๆ เปลี่ยนประเทศจากรัฐจารีตที่กระจัดกระจาย ให้กลายเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีระบบกฎหมาย ระบบราชการ ระบบกระทรวง ทบวง กรม และกลไกปรึกษาหารือทางราชการมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคของประชาธิปไตย แต่เป็นพื้นฐานที่ทำให้ประชาธิปไตยในอนาคตสามารถเกิดขึ้นได้จริง

ผู้สนับสนุนคณะราษฎรบางท่านมักอธิบายว่า การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 คือการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง จึงเป็นเพียงการสร้าง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์สมัยใหม่” ข้อสังเกตนี้มีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงดึงอำนาจจากหัวเมือง ระบบเจ้าเมือง และโครงสร้างจารีตเดิมเข้ามาสู่ราชการส่วนกลางมากขึ้น แต่การหยุดคำอธิบายไว้เพียงเท่านี้ คือการมองประวัติศาสตร์เพียงครึ่งเดียว

เพราะการรวมศูนย์ในเวลานั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อรวบอำนาจอย่างไร้เหตุผล หากเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก อังกฤษอยู่ด้านหนึ่ง ฝรั่งเศสอยู่อีกด้านหนึ่ง ประเทศรอบบ้านจำนวนมากตกเป็นอาณานิคมไปแล้ว หากประเทศไทยยังคงเป็นรัฐหลวม ๆ แบบจารีต ไม่มีระบบราชการกลาง ไม่มีระบบภาษี ไม่มีระบบกฎหมาย ไม่มีแผนที่ ไม่มีการจัดระเบียบหัวเมือง ก็ยากที่จะรักษาเอกราชและยืนอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้

ดังนั้น การรวมศูนย์ในรัชกาลที่ 5 จึงควรถูกมองว่าเป็น “การสร้างรัฐให้รอด” ก่อนจะไปสู่การเมืองแบบมีรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การรวมศูนย์เพื่อปิดประตูประชาธิปไตยอย่างที่บางคนพยายามเล่าให้เข้าใจ

ยิ่งไปกว่านั้น รัชกาลที่ 5 ไม่ได้ทรงสร้างเพียงระบบราชการ แต่ยังทรงสร้างกลไกที่มีลักษณะ “สภา” ขึ้นมาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือ Council of State และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ หรือ Privy Council แม้สภาเหล่านี้จะยังไม่ใช่รัฐสภาประชาธิปไตยในความหมายปัจจุบัน เพราะสมาชิกไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการปรึกษาหารือ การเสนอความเห็น การจัดระเบียบการออกกฎหมาย และการทำให้ราชการแผ่นดินเดินผ่านสถาบันมากกว่าพระราชอัธยาศัยล้วน ๆ

จุดนี้สำคัญมาก เพราะประชาธิปไตยไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวเสมอไป ในประวัติศาสตร์การเมืองตะวันตก จุดเริ่มต้นสำคัญจำนวนมากเกิดจากการทำให้อำนาจของผู้ปกครองมี “ขอบเขต” เสียก่อน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Magna Carta ของอังกฤษในปี ค.ศ. 1215 ซึ่งไม่ได้ทำให้อังกฤษกลายเป็นประชาธิปไตยทันที และไม่ได้ให้สิทธิประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมในความหมายสมัยใหม่ แต่ความสำคัญของมันอยู่ที่การวางหลักว่า กษัตริย์ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย และพระราชอำนาจต้องถูกกำกับด้วยกติกา

เมื่อย้อนกลับมามองรัชกาลที่ 5 ในบริบทประเทศไทย เราจึงไม่ควรมองเพียงว่า พระองค์ทรง “รวมศูนย์อำนาจ” เท่านั้น แต่ต้องมองด้วยว่า พระองค์ทรงเริ่มสร้างกลไกที่จะทำให้อำนาจรัฐเดินผ่านระบบและสถาบันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน สภาที่ปรึกษาในพระองค์ รัฐมนตรีสภา ระบบกฎหมาย ระบบราชการ และการปรับโครงสร้างการบริหารประเทศ สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง แต่เป็นการเริ่มวางหลักว่า การใช้อำนาจของแผ่นดินควรมีกระบวนการ มีที่ปรึกษา มีการพิจารณา มีการบันทึก มีข้อกฎหมาย และมีขอบเขตหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ หาก Magna Carta คือหมุดหมายแรก ๆ ของอังกฤษในการทำให้พระราชอำนาจอยู่ภายใต้กฎหมาย การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็อาจมองได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการทำให้ราชการแผ่นดินค่อย ๆ เคลื่อนจากอำนาจส่วนพระองค์ ไปสู่อำนาจที่ถูกจัดระเบียบผ่านสถาบัน กฎหมาย และระบบบริหารสมัยใหม่ นี่คือรากของการปกครองแบบมีรัฐธรรมนูญ แม้จะยังไม่ใช่รัฐธรรมนูญในรูปแบบที่สมบูรณ์ก็ตาม

ดังนั้น หากใครจะบอกว่า ก่อน 2475 ประเทศไทยไม่มีรากฐานใด ๆ ของรัฐธรรมนูญเลย คำกล่าวนี้จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะการมีสภาที่ปรึกษา การมีคณะเสนาบดี การมีระบบราชการสมัยใหม่ และการเริ่มวางหลักกฎหมายอย่างเป็นระบบ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเปลี่ยนด้วยการยึดอำนาจในคืนเดียว

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือในสมัยรัชกาลที่ 5 มีข้อถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญและการจำกัดพระราชอำนาจเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะกรณี ร.ศ. 103 ที่มีเจ้านายและข้าราชการบางส่วนเสนอให้ประเทศเดินไปสู่ระบอบ constitutional monarchy หรือราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เรื่องนี้สะท้อนว่า แนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้เพิ่งตกลงมาจากฟ้าในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และไม่ได้เป็นสิ่งที่คณะราษฎรค้นพบเป็นกลุ่มแรก หากแต่มีการคิด มีการเสนอ และมีการถกเถียงกันในชนชั้นนำไทยมาก่อนหน้านั้นแล้ว

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือพระราชดำริที่มักถูกกล่าวถึงว่า รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้สมเด็จเจ้าฟ้าวชิราวุธ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว มอบ “ปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น” เป็นของขวัญแก่พลเมือง หากพิจารณาข้อความนี้ควบคู่กับพัฒนาการทางการเมืองในรัชสมัยของพระองค์ จะเห็นได้ว่า รัชกาลที่ 5 ไม่ได้ทรงมองรัฐธรรมนูญเป็นศัตรูของราชบัลลังก์ หากแต่ทรงมองว่ารัฐธรรมนูญควรเกิดขึ้นเมื่อประเทศมีความพร้อมเพียงพอ ทั้งในด้านการศึกษา ระบบราชการ กฎหมาย และความมั่นคงของบ้านเมือง

นี่คือจุดที่ข้าพเจ้ามองต่างจากผู้สนับสนุนคณะราษฎรบางท่าน เพราะพวกเขามักเล่าว่า ถ้าไม่มีคณะราษฎร ประเทศไทยคงไม่มีวันมีรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงกลับชี้ว่า แนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญมีอยู่แล้ว และกำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายใต้เงื่อนไขของสังคมไทยในเวลานั้น เพียงแต่ไม่ได้เดินด้วยจังหวะเร่งร้อนแบบการปฏิวัติ หากเดินด้วยจังหวะของการปฏิรูปจากบนลงล่าง

แน่นอนว่า เราไม่ควรพูดเกินจริงว่า รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างประชาธิปไตยสำเร็จแล้ว เพราะในความเป็นจริง พระองค์ยังทรงอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสภาที่เกิดขึ้นก็ยังไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร แต่การยอมรับว่ายังไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ไม่ได้แปลว่าไม่มีพัฒนาการไปสู่รัฐธรรมนูญเลย ความแตกต่างอยู่ตรงนี้เอง ระหว่างการพูดว่า “ยังไม่สมบูรณ์” กับการพูดว่า “ไม่มีอะไรเลย”

การเล่าแบบผู้สนับสนุนคณะราษฎรบางท่านมักกระโดดจาก “ยังไม่สมบูรณ์” ไปสู่ “ไม่มีอะไรเลย” แล้วจึงสรุปว่า คณะราษฎรคือผู้สร้างประชาธิปไตยไทยขึ้นมาจากศูนย์ นี่คือการตัดตอนประวัติศาสตร์ เพราะความจริงแล้ว ประเทศไทยก่อน 2475 มีทั้งการปฏิรูประบบราชการ การสร้างกฎหมาย การจัดระเบียบรัฐ การตั้งสภาที่ปรึกษา การถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญ และเจตนารมณ์ที่จะนำประเทศไปสู่รูปแบบการปกครองสมัยใหม่ เพียงแต่ยังอยู่ในช่วงบ่มเพาะ

เมื่อมองเช่นนี้ คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” จึงไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีฐานทางประวัติศาสตร์รองรับอยู่พอสมควร เพราะคณะราษฎรไม่ได้ยึดอำนาจจากประเทศที่ไม่มีพัฒนาการใด ๆ หากแต่ยึดอำนาจจากประเทศที่กำลังค่อย ๆ เดินไปสู่การเปลี่ยนผ่านอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงจุดที่สถาบันการเมือง วัฒนธรรมประชาธิปไตย และความพร้อมของประชาชนจะสุกงอมเต็มที่

หลักฐานหลัง 2475 เองก็ยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี หากคณะราษฎรเชื่อว่าประชาชนพร้อมสำหรับประชาธิปไตยเต็มรูปแบบจริง เหตุใดจึงต้องเริ่มต้นด้วยสภาที่มีสมาชิกแต่งตั้ง เหตุใดจึงต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 ประเภท เหตุใดการเลือกตั้งระยะแรกจึงไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงเต็มรูปแบบ และเหตุใดต้องมีเงื่อนไขเรื่องการศึกษาและความพร้อมของประชาชนก่อนจะขยายประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

คำถามเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่คณะราษฎรเองก็รู้ดีว่า ประเทศไทยในเวลานั้นยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตยเต็มใบในทันที ดังนั้น การอ้างว่าคณะราษฎรคือผู้สร้างประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ จึงขัดกับพฤติกรรมทางการเมืองของคณะราษฎรเอง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลัง 2475 ไม่ใช่ประชาธิปไตยของประชาชนโดยตรงทันที แต่เป็นประชาธิปไตยแบบคณะนำ เป็นประชาธิปไตยที่ชนชั้นนำชุดใหม่เข้ามาควบคุมจังหวะการเปลี่ยนผ่านแทนชนชั้นนำชุดเดิม

ตรงนี้จึงทำให้ข้าพเจ้ามองว่า 2475 ไม่ควรถูกเล่าว่าเป็นการกำเนิดประชาธิปไตยจากความว่างเปล่า แต่ควรถูกเล่าว่าเป็นการเร่งและตัดตอนกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่มีมาก่อนหน้าแล้ว คณะราษฎรอาจมีบทบาทสำคัญในการประกาศหลักการเรื่องอำนาจอธิปไตยของราษฎร แต่ไม่ได้หมายความว่ารากฐานทั้งหมดของประชาธิปไตยไทยเริ่มต้นที่คณะราษฎร

ในทางตรงกันข้าม หากเล่าให้ครบ จะต้องยอมรับว่า รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นผู้วางโครงสร้างสำคัญหลายอย่างที่ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพจะเดินไปสู่รัฐธรรมนูญได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสมัยใหม่ ระบบราชการ ระบบกฎหมาย สภาที่ปรึกษา และแนวคิดเรื่องการปกครองโดยมีขอบเขตและกติกา สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่ไม่ควรถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ เพียงเพื่อทำให้คณะราษฎรดูเป็นผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตยเพียงฝ่ายเดียว

ปัญหาของการเปลี่ยนแปลงปี 2475 จึงไม่ได้อยู่ที่การมีรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีในที่สุดอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่วิธีการและจังหวะของการเปลี่ยนผ่าน ว่าควรเกิดขึ้นบนฐานของความพร้อม สถาบันที่เข้มแข็ง และความเข้าใจของประชาชน หรือควรเกิดขึ้นจากการยึดอำนาจโดยคณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง แล้วค่อยประกาศว่าจะสร้างประชาธิปไตยตามมาภายหลัง

เมื่อมองจากมุมนี้ คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” จึงไม่ได้หมายความว่า คณะราษฎรไม่มีอุดมการณ์ หรือไม่มีบทบาทใด ๆ ในประวัติศาสตร์ แต่หมายความว่า คณะราษฎรเลือกใช้วิธีเร่งประวัติศาสตร์ก่อนที่บ้านเมืองจะพร้อมเต็มที่ ผลคือ ประเทศไทยได้รัฐธรรมนูญเร็วก็จริง แต่ไม่ได้วัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มั่นคง ได้สภาเร็วก็จริง แต่เริ่มต้นด้วยสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชนทั้งหมด ได้คำว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรเร็วก็จริง แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจนั้นในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

ดังนั้น หากจะเล่าประวัติศาสตร์ 2475 ให้ตรงข้อเท็จจริงมากกว่าเดิม เราควรเล่าว่า ประชาธิปไตยไทยมีพัฒนาการก่อน 2475 แล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ที่ทรงวางรากฐานของรัฐสมัยใหม่และแนวคิดรัฐธรรมนูญไว้อย่างเป็นลำดับ ส่วนคณะราษฎรคือผู้เข้ามาเร่งและเปลี่ยนทิศทางของกระบวนการนั้นด้วยการยึดอำนาจ ไม่ใช่ผู้สร้างประชาธิปไตยจากศูนย์

นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฏิเสธบทบาทของคณะราษฎรทั้งหมด แต่หมายความว่าเราต้องไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ถูกเล่าแบบตัดตอน จนรากฐานก่อน 2475 ถูกทำให้หายไป และรัชกาลที่ 5 ถูกลดบทบาทเหลือเพียงผู้รวมศูนย์อำนาจ ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นผู้วางฐานสำคัญของประเทศไทยสมัยใหม่ และทรงมีเจตนารมณ์ชัดเจนในการพาประเทศไปสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

ท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยการประกาศในวันเดียว และไม่ใช่สิ่งที่สร้างได้ด้วยการยึดอำนาจเพียงครั้งเดียว ประชาธิปไตยต้องอาศัยเวลา การศึกษา สถาบัน กฎหมาย วัฒนธรรมทางการเมือง และความเข้าใจของประชาชน

นี่คือสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มวางรากฐานไว้

และนี่คือสิ่งที่คณะราษฎรเร่งตัดตอนก่อนที่กระบวนการนั้นจะสุกงอมเต็มที่

เพราะฉะนั้น หากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา 2475 ไม่ใช่จุดกำเนิดประชาธิปไตยไทยจากความว่างเปล่า แต่เป็นจุดหักทางการเมืองที่เกิดขึ้นบนรากฐานซึ่งมีมาก่อนแล้ว และในแง่นี้เอง การเปลี่ยนแปลงปี 2475 จึงมีลักษณะของการ “ชิงสุกก่อนห่าม” อย่างปฏิเสธได้ยาก.

ปราชญ์ สามสี

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top