533.jpg
เวทีมลายู หรือ เวทีการเมือง? ปราชญ์ สามสี แฉขบวนการบิดประวัติศาสตร์ไทย

เวทีมลายู หรือ เวทีการเมือง? ปราชญ์ สามสี แฉขบวนการบิดประวัติศาสตร์ไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.24 น.

22 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" โพสต์ข้อความระบุว่า เวทีมลายู หรือเวทีการเมือง? เมื่อผู้สนับสนุน BRN ชูอัตลักษณ์มลายูบิดประวัติศาสตร์ไทย และคำถามถึง พรรคPAS ก็เลี่ยงไม่ได้

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้มีข้อมูลเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ มูฮัมหมัด อาลาดี เด็งนิ พร้อมถ้อยคำที่ถูกวิพากษ์ว่าเป็นการโจมตีประเทศไทยและปลุกเร้าแนวคิดไม่ยอมอยู่ภายใต้รัฐไทย ทำให้สังคมเริ่มย้อนตรวจสอบว่าเขาไปพูดบนเวทีใดกันแน่ ก่อนจะพบความเชื่อมโยงไปยังงาน “The 5th International Assembly for Ummah Unity / Himpunan Alam Melayu 2026” ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์ว่าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 เมษายน 2026 ที่ Kompleks Sukan Negeri Terengganu รัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย โดยเว็บไซต์ Harakah Daily ลงข่าวประชาสัมพันธ์งานนี้อย่างชัดเจน


ในทางรูปแบบ งานนี้ถูกเสนอว่าเป็นการประชุมเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของชาวมุสลิมและการรวมตัวของโลกมลายู แต่เมื่อมองในทางการเมืองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บริบทของงานมีความละเอียดอ่อน เพราะ Harakah Daily เป็นสื่อที่เชื่อมโยงกับพรรค PAS และรัฐตรังกานูก็เป็นพื้นที่ที่ PAS มีอิทธิพลทางการเมืองสูงมาก โดยหลังการเลือกตั้งสภารัฐปี 2023 ฝ่ายที่นำโดย PAS และพันธมิตรได้ครองที่นั่งทั้งหมด 32 ที่นั่ง ขณะที่ตัวพรรค PAS เองก็มีฐานเสียงสำคัญในรัฐชายฝั่งตะวันออกและภาคเหนือของมาเลเซีย รวมถึงตรังกานูด้วย

อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การพูดเรื่อง อัตลักษณ์มลายู เพราะอัตลักษณ์ทางภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและควรได้รับความเคารพในสังคมพหุวัฒนธรรม แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การนำอัตลักษณ์นั้นไปใช้ในลักษณะที่ บิดเบือนประวัติศาสตร์ และพยายามยัดความหมายทางการเมืองแบบด้านเดียวให้กับผู้ฟังต่างประเทศ การทำเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดสันติภาพหรือความเข้าใจระหว่างผู้คนในพื้นที่ ตรงกันข้าม มันมีแนวโน้มจะทำให้ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างชุมชน วัฒนธรรม และรัฐ ถูกลดทอนให้เหลือเพียงภาพง่าย ๆ ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่

ทั้งที่ในความจริง พื้นที่ชายแดนใต้ไม่เคยมีประวัติศาสตร์แบบเส้นตรงหรือมีคำอธิบายเพียงด้านเดียว แต่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของการอยู่ร่วมกัน การปรับตัว การผสมผสาน และการเปลี่ยนผ่านตามยุคสมัย การหยิบเอาเพียงบางช่วงบางตอนมาประกอบเป็นเรื่องเล่าทางการเมือง แล้วตัดส่วนที่ไม่เข้ากับข้อสรุปของตนทิ้งไป จึงไม่ใช่การอธิบายประวัติศาสตร์อย่างซื่อสัตย์ หากแต่เป็นการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างแรงหนุนทางความคิดและอารมณ์

ที่สำคัญ การนำประเด็นนี้ไปพูดบนเวทีต่างประเทศ ยังสะท้อนปัญหาอีกระดับหนึ่ง คือความพยายามสร้างความชอบธรรมผ่าน “สายตาคนนอก” มากกว่าการถกเถียงกับสังคมไทยอย่างตรงไปตรงมา หากเชื่อว่าตนเองกำลังเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จริง ก็ควรพร้อมเผชิญกับการตรวจสอบทางวิชาการ การโต้แย้งด้วยหลักฐาน และการอภิปรายในพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้าง แต่เมื่อเลือกใช้เวทีที่รายล้อมด้วยผู้ฟังซึ่งมีแนวโน้มจะเห็นพ้องอยู่แล้ว การพูดเช่นนี้จึงดูคล้ายการตอกย้ำเรื่องเล่าเดิมเพื่อสร้างแรงหนุนทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการอธิบายอดีตอย่างตรงไปตรงมา

ในท้ายที่สุด ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเมื่อประวัติศาสตร์ถูกใช้แบบเลือกข้าง ตัดตอน และผลักผู้คนให้มองกันเป็นศัตรู ก็ย่อมไม่เหลือพื้นที่สำหรับข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน และไม่เหลือพื้นที่สำหรับการอยู่ร่วมกันในอนาคต คำถามที่สังคมไทยจำเป็นต้องถามอย่างตรงไปตรงมาก็คือ พรรค PAS กำลังเพียงสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมเท่านั้น หรือแท้จริงแล้วกำลังเปิดพื้นที่ให้แนวคิดที่กระทบต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยได้รับความชอบธรรมมากขึ้นหรือไม่?

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top