533.jpg
ปราชญ์ สามสี กาง รธน. ฟาดเจ็บปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี

ปราชญ์ สามสี กาง รธน. ฟาดเจ็บปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.51 น.

24 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" โพสต์ข้อความระบุว่า ปิยบุตรเสนอเลิกองคมนตรี อ้างประหยัดงบ?

จะถกต่างประเทศก็ต้องเข้าใจให้ครบ จะประหยัดงบก็ต้องเริ่มจากนักการเมืองก่อน


วิเคราะห์โดย #ปราชญ์สามสี

ปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน แต่ก่อนจะใช้คำว่า “ประหยัดงบ” เป็นธงทางการเมือง ควรพูดให้ครบก่อนว่า เงินประจำตำแหน่งขององคมนตรีไม่ใช่เงินที่ใครจะจ่ายกันตามอำเภอใจ

หากแต่เป็นเรื่องที่มีกฎหมายรองรับ และอยู่ในระบบงบประมาณของส่วนราชการในพระองค์ ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงบประมาณอย่างเป็นทางการ

ในทางรัฐธรรมนูญ คณะองคมนตรีไม่ใช่ “ตำแหน่งการเมือง” แบบ ส.ส. เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา และยังห้ามองคมนตรีเป็น ส.ส., ส.ว., ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิก/เจ้าหน้าที่พรรคการเมือง รวมถึงต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ ด้วย

ดังนั้น หากจะถกเถียงเรื่องงบประมาณ ก็ต้องถกบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ระบุให้สำนักพระราชวังรวบรวมความต้องการใช้งบประมาณจากส่วนราชการในพระองค์ แล้วแจ้งต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่อไป

หมดนี้เป็นพระราชอำนาจของของพระองค์ทรงตัดสินใจนะครับว่าเงินที่ได้รับมาเนี่ยจะใช้จ่ายส่วนใดเพื่ออะไร … การที่จะให้องคมนตรีไปช่วยให้คำปรึกษาในการบรรเทาทุกข์สุขร่วมกับรัฐบาลก็เป็นเป็นความตั้งใจซึ่งฝ่ายค้านไม่มีสิทธิ์ไปตัดสิทธิ์ส่วนนั้นเลยครับ

ถ้าปิยบุตรจะอ้างเรื่อง “ประหยัดงบ” จริง คำถามที่ควรถามกลับคือ ทำไมไม่เริ่มจากสิทธิประโยชน์ของนักการเมืองก่อน โดยเฉพาะสิ่งที่ประชาชนเรียกรวม ๆ ว่า “บำนาญ ส.ส.” ซึ่งในทางกฎหมายใช้คำว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 โดยกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่ส่งเงินเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ และยังมีสิทธิประโยชน์อื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินกรณีทุพพลภาพ ค่าเล่าเรียนบุตร และสวัสดิการอื่นตามระเบียบของกองทุน

ตรงนี้ต่างหากที่ควรถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะ ส.ส. คือผู้ใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง เป็นตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้ง หาเสียง สังกัดพรรค ลงสนามแข่งขันทางการเมือง และดำรงตำแหน่งเป็นวาระ ไม่ใช่อาชีพราชการประจำตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว สังคมจึงมีสิทธิถามว่า เหตุใดนักการเมืองจึงควรมีระบบสิทธิประโยชน์ระยะยาวจากเงินภาษีประชาชน

การปฏิรูปที่จริงใจจึงไม่ควรเริ่มจากการชี้นิ้วไปยังสถาบันอื่นเพียงด้านเดียว แต่ควรเริ่มจาก “บ้านของนักการเมืองเอง” ก่อน ถ้าจะลดภาระงบประมาณ ก็ต้องกล้าทบทวนสิทธิประโยชน์ของฝ่ายการเมืองก่อน ถ้าจะพูดแทนประชาชน ก็ต้องกล้าตัดอภิสิทธิ์ของคนการเมืองก่อน

เพราะฉะนั้น หากข้ออ้างคือ “ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน” การยกเลิกหรือทบทวนบำนาญ ส.ส. และสิทธิประโยชน์หลังพ้นตำแหน่งของนักการเมือง น่าจะตรงจุดกว่า ชัดกว่า และตอบคำถามประชาชนได้มากกว่า

พูดให้สั้นที่สุด ถ้าจะปฏิรูป ต้องเริ่มจากบ้านตัวเองก่อน ถ้าจะประหยัดงบ ต้องเริ่มจากกระเป๋านักการเมืองก่อน ไม่ใช่เลือกชี้นิ้วไปที่สถาบันอื่น แล้วเว้นผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองไว้ข้างหลัง

ประเด็นนี้ยังเชื่อมกับข้อถกเถียงอีกด้านหนึ่ง ซึ่ง ช่อ พรรณิการ์ พูดไว้ในรายการ Friends Talk ในทำนองว่า การนำระบบของต่างประเทศมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยต้องระวัง เพราะแต่ละประเทศมีบริบทไม่เหมือนกัน ประเด็นนี้ในหลักการถือว่าถูกต้อง เพราะอังกฤษไม่เหมือนสวีเดน สวีเดนไม่เหมือนญี่ปุ่น ญี่ปุ่นไม่เหมือนเดนมาร์ก และประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนอังกฤษแบบตรงตัวทุกประการ

แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อยอมรับแล้วว่าประเทศต่าง ๆ เทียบกันตรงตัวไม่ได้ ก็ต้องยอมรับต่อไปด้วยว่า การมีอยู่ของกลไกถวายคำปรึกษาหรือกลไกสนับสนุนพระราชกรณียกิจในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์นั้น ไม่ได้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด บางประเทศมี Privy Council บางประเทศมี Council of State บางประเทศมีราชสำนักหรือหน่วยงานสนับสนุนพระราชภารกิจในชื่ออื่น บางประเทศเคยมีแล้วปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกไปตามพัฒนาการทางรัฐธรรมนูญของตนเอง

ดังนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาไม่ใช่การถามว่า “ประเทศนั้นเหมือนไทยหรือไม่” แต่ควรถามว่า “แต่ละประเทศออกแบบกลไกถวายคำปรึกษาและกลไกสนับสนุนพระราชกรณียกิจไว้อย่างไร” เพราะอำนาจ หน้าที่ ขอบเขต และธรรมเนียมของกลไกเหล่านี้แตกต่างกันไปตามประวัติศาสตร์ รัฐธรรมนูญ และวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละประเทศ บางแห่งอาจมีอำนาจมากกว่าไทย บางแห่งอาจมีบทบาทน้อยกว่าไทย และบางแห่งอาจอยู่ในรูปแบบที่แทบไม่ใช้ชื่อว่าองคมนตรีเลยก็ได้

เพราะฉะนั้น การบอกว่า “ต่างประเทศเทียบกับไทยตรงตัวไม่ได้” นั้นถูกต้อง แต่ข้อสรุปที่ตามมาไม่ควรเป็นการใช้ความแตกต่างนั้นเพื่อปฏิเสธการมีอยู่ขององคมนตรีไทยทั้งหมด ตรงกันข้าม ความแตกต่างของแต่ละประเทศยิ่งยืนยันว่า ประเทศไทยย่อมมีสิทธิออกแบบกลไกของตนเองตามรัฐธรรมนูญ ประเพณีการปกครอง และบริบททางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

พูดให้ชัดคือ เราไม่ควรเอาโมเดลอังกฤษมาทับซ้อนกับประเทศไทย แล้วบอกว่าถ้าไม่เหมือนอังกฤษก็ผิด หรือถ้าอังกฤษทำแบบหนึ่ง ประเทศไทยต้องทำแบบเดียวกันเท่านั้นจึงจะถูกต้อง เพราะอังกฤษมีประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญของอังกฤษ สวีเดนมีธรรมเนียมของสวีเดน ญี่ปุ่นมีระบบของญี่ปุ่น เดนมาร์กมีกรอบของเดนมาร์ก และประเทศไทยก็มีโครงสร้างรัฐธรรมนูญของประเทศไทยเอง

เมื่อมองทั้งสองประเด็นร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของปิยบุตรเรื่องการยกเลิกองคมนตรี หรือข้อถกเถียงของช่อเรื่องการเปรียบเทียบต่างประเทศ ทั้งหมดล้วนวนกลับมาที่คำถามเดียวกัน คือ เรากำลังเข้าใจบทบาทขององคมนตรีในฐานะกลไกตามรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง หรือกำลังพยายามลากกลไกถวายคำปรึกษาของพระมหากษัตริย์ลงมาอยู่ในสนามการเมืองแบบเดียวกับ ส.ส. พรรคการเมือง และการหาเสียง

คณะองคมนตรีไม่ใช่สนามเลือกตั้ง ไม่ใช่พรรคการเมือง และไม่ใช่เครื่องมือหาเสียง แต่เป็นกลไกถวายคำปรึกษาและสนับสนุนพระราชกรณียกิจตามกรอบของรัฐธรรมนูญไทย จะวิจารณ์ได้หรือไม่ วิจารณ์ได้ แต่ต้องวิจารณ์บนฐานความเข้าใจ ไม่ใช่ยกคำว่า “ประหยัดงบ” มาเป็นค้อน แล้วเลือกทุบเฉพาะสถาบันที่ตัวเองไม่ชอบ

ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะกดดันพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ หรือพยายามกำหนดว่ากลไกถวายคำปรึกษาตามรัฐธรรมนูญควรมีหรือไม่มีเพียงเพราะไม่สอดคล้องกับจุดยืนทางการเมืองของตนเอง หากจะพูดเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างใด ๆ ก็ต้องพูดผ่านหลักรัฐธรรมนูญ กระบวนการทางกฎหมาย และความเข้าใจต่อประเพณีการปกครอง ไม่ใช่ใช้แรงกดดันทางการเมืองเป็นตัวตั้ง

ท้ายที่สุด หากจะปฏิรูปจริง ต้องเริ่มจากความเข้าใจ ถ้าจะอ้างต่างประเทศ ต้องอ้างให้ครบ ถ้าจะประหยัดงบ ต้องเริ่มจากกระเป๋าของนักการเมืองก่อน และถ้าจะพูดแทนประชาชนจริง ก็ต้องกล้าทบทวนอภิสิทธิ์ของฝ่ายการเมืองก่อน ไม่ใช่เลือกชี้นิ้วไปยังสถาบันอื่น แล้วเว้นผลประโยชน์ของนักการเมืองไว้ข้างหลัง

เพราะการปฏิรูปที่ดี ไม่ควรเริ่มจากการชี้นิ้วไปที่คนอื่น แต่ควรเริ่มจากความกล้าที่จะลดอภิสิทธิ์ของตัวเองก่อน

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top