วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ปราชญ์ สามสี ผ่าแนวคิด ปิยบุตร และพวก ลั่น ตกลงจะให้สถาบันฯ ช่วยประชาชนทางไหน? เตือนสังคมต้องแยกให้ออกระหว่าง หลักการประชาธิปไตย กับ อคติที่ถูกห่อด้วยภาษาหลักการ
เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า "ตกลงจะให้พระมหากษัตริย์ช่วยประชาชนทางไหน? วิเคราะห์โดย ปราชญ์ สามสี
ประเด็นเรื่ององคมนตรีเข้าร่วมประสานงานด้านการบรรเทาสาธารณภัย ไม่ควรถูกมองแยกขาดจากแนวคิดเดิมของปิยบุตร แสงกนกกุล เพราะย้อนกลับไปในบทความเก่าของ MGR Online เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2555 เคยระบุถึงข้อเสนอของปิยบุตรว่า เขาเสนอให้ “ห้ามพระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะ” ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ต้องการจำกัดการสื่อสารของพระมหากษัตริย์กับประชาชนอย่างชัดเจน
เมื่อวางหลักเช่นนั้น หากพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชห่วงใยต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วม หรือความเดือดร้อนจากสาธารณภัย วิธีที่เหมาะสมตามระบบก็ย่อมต้องผ่านกลไกที่มีอยู่ เช่น องคมนตรี รัฐบาล และหน่วยงานราชการ เพราะในเมื่อไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์ตรัสหรือสื่อสารโดยตรงต่อสาธารณะ พระราชห่วงใยก็ต้องถูกส่งผ่านผู้ทำหน้าที่ประสานงานตามระเบียบ
แต่พอองคมนตรีเข้ามารับฟังปัญหา ประสานงาน และติดตามการช่วยเหลือประชาชน กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองอีก แบบนี้จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ตกลงต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทำอย่างไร ถ้าตรัสเองก็ถูกห้าม ถ้าทรงใช้กลไกองคมนตรีก็ถูกกล่าวหา ถ้าทรงห่วงใยประชาชนก็ถูกจับผิด แล้วพื้นที่ใดกันที่ฝ่ายปิยบุตรยอมรับว่าเหมาะสม
นี่คือความย้อนแย้งที่ควรถูกตั้งคำถาม เพราะองคมนตรีมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับสนองพระราชดำริและถวายงานพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว การที่องคมนตรีไปประสาน รับฟัง หรือติดตามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดในบริบทของประเทศไทย ตรงกันข้าม มันคือช่องทางที่ทำให้พระราชห่วงใยเดินไปถึงหน่วยงานปฏิบัติ โดยไม่ทำให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงลงมาสื่อสารหรือสั่งการเองในพื้นที่สาธารณะ
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “ไม่ควรให้พระมหากษัตริย์ตรัสกับประชาชนโดยตรง” แต่พอพระราชห่วงใยถูกส่งผ่านองคมนตรี ก็กลับบอกว่า “องคมนตรีแทรกแซง” แบบนี้จึงไม่ใช่การตั้งคำถามด้วยหลักการอย่างเป็นธรรม หากแต่คล้ายการตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า ไม่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์หรือองคมนตรีจะขยับอย่างไร ก็ต้องถูกมองในทางลบเสมอ
สุดท้าย เรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าองคมนตรีเข้าประชุมแล้วผิดหรือถูกเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามใหญ่กว่านั้นว่า ปิยบุตรและฝ่ายเดียวกันต้องการจำกัดบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์จนไม่เหลือช่องทางใดในการช่วยเหลือประชาชนเลยหรือไม่ เพราะถ้าตรัสเองก็ไม่ได้ ผ่านองคมนตรีก็ไม่ได้ แล้วพระราชห่วงใยต่อประชาชนจะถูกส่งต่อไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้สังคมต้องแยกให้ออก ระหว่าง “หลักการประชาธิปไตย” กับ “อคติที่ถูกห่อด้วยภาษาหลักการ” อย่างระมัดระวัง
อย่ารังแกพระองค์"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี