วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
22 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" โพสต์ข้อความระบุว่า จากข้อกังวลเรื่อง “เถียนมี่มี่” สู่คำตอบผ่าน “Thank You for the Music”
ปราชญ์ สามสี
ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ระหว่างงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่แสดงความห่วงใยต่อการเลือกบทเพลงดังกล่าว เพราะสถานที่ ผู้ฟัง และสถานะของผู้ขับร้อง ทำให้เพลงหนึ่งเพลงอาจมีความหมายมากกว่าความบันเทิงในงานเลี้ยงทั่วไป
งานเลี้ยงนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคม 2569 โดยรัฐบาลไทยระบุไว้ล่วงหน้าว่า นายกรัฐมนตรีจะหารือทวิภาคีกับนายหลี่ เฉียง ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจีนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะไทย ดังนั้น ทุกภาพและทุกถ้อยคำที่เกิดขึ้นในงานจึงอยู่ในบริบทของการทูตระดับผู้นำประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุใด “เถียนมี่มี่” จึงทำให้เกิดความห่วงใย
“เถียนมี่มี่” หรือ 甜蜜蜜 มีความหมายประมาณว่า “หวานชื่น” หรือ “หวานปานน้ำผึ้ง” เป็นเพลงภาษาจีนกลางที่เติ้ง ลี่จวินเผยแพร่ในปี 1979 เนื้อหากล่าวถึงรอยยิ้มอันแสนหวานและคุ้นเคยของใครคนหนึ่ง ก่อนที่ผู้ร้องจะนึกขึ้นได้ว่าเคยพบรอยยิ้มนั้นในความฝัน ทำนองของเพลงดัดแปลงมาจากเพลงพื้นบ้านอินโดนีเซียชื่อ “Dayung Sampan” จึงสะท้อนการเดินทางข้ามพรมแดนของวัฒนธรรมเอเชียได้อย่างน่าสนใจ
ในระดับเนื้อเพลง “เถียนมี่มี่” เป็นเพลงรักที่อ่อนโยน แต่ประวัติศาสตร์ของผู้ขับร้องทำให้เพลงนี้มีมิติที่ซับซ้อนกว่าเพลงรักธรรมดา เติ้ง ลี่จวินเป็นนักร้องจากไต้หวัน และเคยเป็นหนึ่งในศิลปินภาษาจีนที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อผู้ฟังในจีนแผ่นดินใหญ่
ในช่วงหนึ่ง เพลงของเธอเคยถูกทางการจีนมองว่าเป็นวัฒนธรรมแบบกระฎุมพีหรือมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของรัฐ กระนั้น เทปเพลงของเธอกลับแพร่หลายอย่างมากในหมู่ประชาชน จนเกิดคำกล่าวเปรียบเปรยว่า กลางวันผู้คนฟัง “เติ้งผู้ใหญ่” คือเติ้ง เสี่ยวผิง แต่กลางคืนกลับเลือกฟัง “เติ้งผู้น้อย” คือเติ้ง ลี่จวิน
ต่อมา เติ้ง ลี่จวินยังแสดงจุดยืนสนับสนุนนักศึกษาจีนในเหตุการณ์ปี 1989 และไม่เคยเดินทางไปเปิดการแสดงในจีนแผ่นดินใหญ่ แม้ข้อจำกัดต่อเพลงของเธอจะผ่อนคลายลงแล้วก็ตาม ประวัติศาสตร์ส่วนนี้ทำให้ชื่อของเธอสามารถเชื่อมโยงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันได้ แม้บทเพลง “เถียนมี่มี่” เองจะเป็นเพียงเพลงรักก็ตาม
ตรงนี้เองคือที่มาของความห่วงใยของข้าพเจ้า มิได้หมายความว่าการร้องเพลงดังกล่าวย่อมต้องสร้างปัญหาทางการทูต แต่เมื่อผู้ร้องคือนายกรัฐมนตรีไทย และผู้ฟังคือนายกรัฐมนตรีจีน ผู้ติดตามข่าวย่อมมีเหตุผลที่จะตั้งคำถามว่า มีการพิจารณาประวัติศาสตร์และความละเอียดอ่อนของบทเพลงมากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม เพลงของเติ้ง ลี่จวินได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมในโลกภาษาจีนไปแล้ว ผู้ฟังชาวจีนจำนวนมากยังคงรักและจดจำเธอ และ “เถียนมี่มี่” ก็เป็นบทเพลงที่ช่วยเชื่อมความรู้สึกของผู้คนทั้งในจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล เพลงนี้จึงมีทั้งด้านที่ละเอียดอ่อนทางประวัติศาสตร์ และด้านที่เป็นสะพานเชื่อมผู้คนในเวลาเดียวกัน
คำตอบผ่าน “Thank You for the Music”
ภายหลังเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลปรากฏขึ้น นายอนุทินได้โพสต์บทกลอนเกี่ยวกับดนตรี พร้อมเลือกเพลง Thank You for the Music ของวง ABBA เป็นเพลงประกอบ ข้าพเจ้ามองว่า การเลือกเพลงนี้เป็นคำตอบที่มีความหมาย และช่วยอธิบายเจตนาของการร้อง “เถียนมี่มี่” ได้พอสมควร
เพลง Thank You for the Music แต่งโดยเบนนี แอนเดอร์สัน และบียอร์น อุลเวอุส จุดเริ่มต้นของเพลงมิได้เป็นเพียงซิงเกิลป๊อปทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของมินิมิวสิคัลชื่อ The Girl with the Golden Hair ซึ่งเล่าเรื่องหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง ออกจากบ้านไปแสวงหาชื่อเสียง ก่อนจะพบทั้งความสุขและแรงกดดันจากการเป็นคนดัง
เพลงนี้เผยให้สาธารณชนได้ยินบางส่วนตั้งแต่ปลายปี 1976 ก่อนนำไปแสดงในการทัวร์ยุโรปและออสเตรเลียของ ABBA ในปี 1977 แล้วจึงบันทึกเสียงลงในอัลบั้ม ABBA – The Album ซึ่งออกในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เพลงจึงถือกำเนิดขึ้นจากความพยายามของวงที่จะเล่าเรื่องชีวิต ความฝัน และพลังของเสียงเพลงผ่านรูปแบบละครดนตรี
สาระสำคัญของเพลงคือความรู้สึกขอบคุณที่มนุษย์มีเสียงเพลง มีความสามารถในการร้องและเต้น และมีท่วงทำนองที่สามารถเข้าถึงหัวใจผู้คนได้ ผู้เล่าในเพลงไม่ได้ประกาศว่าตนเองเป็นบุคคลพิเศษ หากยอมรับว่าพรสวรรค์ในการร้องเพลงคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนรับฟัง และเป็นของขวัญซึ่งนำความสุขมาสู่ชีวิต
เมื่อนำเพลงนี้มาประกอบโพสต์ภายหลังเหตุการณ์ “เถียนมี่มี่” ความหมายที่ข้าพเจ้าได้รับจึงคล้ายกับคำอธิบายว่า นายกรัฐมนตรีร้องเพลงเพราะเห็นว่าดนตรีเป็นสิ่งสร้างความสุข เชื่อมความรู้สึก และลดระยะห่างระหว่างผู้คน มิได้มุ่งหยิบประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวันมาเป็นสารทางการเมือง
คำตอบนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยแยกระหว่าง ความหมายทางประวัติศาสตร์ของเพลง กับ เจตนาของผู้เลือกร้องเพลง แม้เพลงหนึ่งเพลงจะมีภูมิหลังซับซ้อน แต่ผู้ร้องในเหตุการณ์หนึ่งอาจเลือกเพลงนั้นเพราะทำนอง ความคุ้นเคย และความต้องการสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพก็ได้
กลอนนี้มาจากไหน และมีความหมายอย่างไร
ข้อความที่นายอนุทินนำมาโพสต์ว่า
> ชนใดไม่มีดนตรีกาล
ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ
เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
เป็นตอนหนึ่งจากพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง “เวนิสวานิช” ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงถ่ายทอดมาจากบทละคร The Merchant of Venice ของวิลเลียม เชกสเปียร์
ในคำนำของพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายว่า ทรงรักษารูปแบบละครโต้ตอบตามต้นฉบับของเชกสเปียร์ และทรงผูกถ้อยคำให้เป็นกลอนไทย เพื่อให้มีรูปแบบใกล้เคียงกับบทละครคำประพันธ์เดิมมากที่สุด ดังนั้น กลอนที่คนไทยคุ้นเคยนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำวรรณกรรมอังกฤษมาถ่ายทอดใหม่ด้วยศิลปะภาษาไทย
ถ้อยคำดังกล่าวอยู่ในองก์ที่ 5 ฉากที่ 1 ซึ่งเป็นฉากยามค่ำคืนที่เบลมอนต์ ตัวละครชื่อลอเรนโซกำลังพูดกับเจสสิกา ท่ามกลางแสงจันทร์และเสียงดนตรี ก่อนถึงข้อความเรื่องคนที่ไม่มีดนตรีในหัวใจ ลอเรนโซกล่าวถึงอำนาจของเสียงเพลงว่า แม้สัตว์ที่ดุร้ายหรือคึกคะนอง เมื่อได้ฟังเสียงดนตรีก็อาจสงบลงและเปลี่ยนธรรมชาติของตนได้ชั่วขณะ
จากนั้นลอเรนโซจึงกล่าวว่า ผู้ที่ไม่มีดนตรีอยู่ภายในตนเอง และไม่สะเทือนใจกับเสียงอันกลมกลืน ย่อมเหมาะแก่การทรยศ การใช้อุบาย และการปล้นชิง จิตใจของคนเช่นนั้นมืดมนเหมือนราตรี ความหมายเดิมจึงสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง “ความกลมกลืน” ทั้งในดนตรี จิตใจ และระเบียบของมนุษย์ มิได้หมายถึงเพียงว่า ผู้ที่ไม่ชอบเพลงจะต้องเป็นคนชั่วทุกคน
กลอนนี้จึงมีทั้งความงามและความแหลมคม ด้านหนึ่งเป็นการยกย่องว่าดนตรีสามารถทำให้จิตใจมนุษย์อ่อนโยนลง อีกด้านหนึ่งเป็นการเตือนว่า ผู้ที่ไม่อาจรับรู้ถึงความงามและความกลมกลืน อาจมองโลกด้วยความหวาดระแวง อุบาย และความมืดมน
เมื่อนำมาใช้ตอบข้อวิจารณ์ในครั้งนี้ กลอนดังกล่าวจึงอาจอ่านได้ว่า นายกรัฐมนตรีกำลังหยอกกลับผู้ที่ตีความการร้องเพลงไปถึงเรื่องขบถ ความขัดแย้ง หรือแผนการทางการเมือง โดยสื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของเสียงเพลงและความรื่นรมย์ มากกว่าจะเป็นสัญญาณลับใด ๆ
ความห่วงใยได้รับคำตอบ
ข้าพเจ้าขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ตอบต่อเสียงวิจารณ์และความห่วงใยด้วยบทเพลงและวรรณศิลป์ เพราะคำตอบลักษณะนี้ช่วยให้เข้าใจเจตนาของท่านได้ชัดเจนขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องโต้เถียงอย่างแข็งกร้าวหรือกล่าวตำหนิผู้ที่ตั้งคำถามโดยตรง
ความห่วงใยของข้าพเจ้ามีที่มาจากประวัติศาสตร์จริง เพลง “เถียนมี่มี่” มีความเกี่ยวข้องกับศิลปินชาวไต้หวัน ผู้มีสถานะซับซ้อนในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจีน และเคยอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองจริง การตั้งข้อสังเกตจึงเป็นการระมัดระวังต่อความละเอียดอ่อนทางการทูต มากกว่าความต้องการทำลายบรรยากาศแห่งมิตรภาพ
แต่เมื่อได้เห็นการตอบกลับผ่านเพลง Thank You for the Music และกลอนจาก เวนิสวานิช ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีต้องการวางเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ในบริบทของความรักในเสียงเพลง ความสุข และการสร้างไมตรีระหว่างผู้คน
เพลงของ ABBA ทำหน้าที่อธิบายว่า เหตุใดจึงร้องเพลง ส่วนกลอนจากเชกสเปียร์ในสำนวนพระราชนิพนธ์ทำหน้าที่ยืนยันว่า ดนตรีมีคุณค่าต่อจิตใจมนุษย์เพียงใด
สำหรับข้าพเจ้า คำตอบนี้ช่วยคลายความกังวลลงได้มาก และต้องขอขอบคุณที่เสียงห่วงใยได้รับการตอบกลับ แม้จะเป็นคำตอบที่ไม่ได้เขียนเป็นคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่กลับสื่อความหมายได้อย่างสุภาพ มีอารมณ์ขัน และสมกับเป็นการตอบกันผ่านภาษาของดนตรี
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี