วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569
3 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" โพสต์ข้อความระบุว่า เงินมาจากนอก วาระงอกในไทย: รื้อสาย NED–USAID จากม็อบสามนิ้ว พรรคส้ม ถึงชายแดนใต้
ภาพที่อยู่ใกล้คนไทยที่สุดในปี 2569 คือ รอมฎอน ปันจอร์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน แต่ประวัติที่พรรคประชาชนเปิดเผยเองระบุว่า ก่อนเข้าสู่การเมือง รอมฎอนเคยเป็นบรรณาธิการของ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ หรือ Deep South Watch—DSW นี่คือจุดเริ่มต้นที่ควรใช้รื้อเรื่องทั้งหมด เพราะแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า บุคลากรซึ่งเคยผลิตข้อมูลและกรอบความคิดเกี่ยวกับ “ปาตานี” กระบวนการสันติภาพ การจัดการตนเอง และขบวนการเอกราช ได้เดินเข้าสู่พรรคก้าวไกล ก่อนต่อเนื่องมายังพรรคประชาชนและรัฐสภาแล้วจริง ไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการภายนอกที่พรรคหยิบงานมาอ่านเป็นครั้งคราว.
รอมฎอนไม่ได้ทำงานกับ DSW เพียงในฐานะผู้รายงานสถิติความรุนแรง เขาเป็นบรรณาธิการหนังสือ “ถอดความคิดขบวนการเอกราชปาตานี” ฉบับปี 2556 ซึ่งอธิบายประวัติ โครงสร้าง และเส้นทางเข้าสู่การต่อสู้เพื่อเอกราชของขบวนการในพื้นที่ หนังสือมีเนื้อหาไปถึงการสนทนากับหัวหน้ากอมปีและผู้ปฏิบัติการฝ่ายขบวนการ ขณะเดียวกันเขายังจัดทำรายงาน “เลือกอนาคต: ชายแดนใต้จัดการตนเอง” ซึ่งสังเคราะห์ทางเลือกด้านรูปแบบการปกครอง การกระจายอำนาจ และเขตบริหารพิเศษจากเวทีภาคประชาชน นี่คือการสร้างกรอบนโยบายที่พร้อมถูกนำเข้าสู่สนามการเมืองในภายหลัง ไม่ใช่เพียงการบันทึกเหตุการณ์รายวัน.
เมื่อรอมฎอนเข้าสู่พรรคก้าวไกลและต่อมาพรรคประชาชน สิ่งที่เดินทางเข้าสู่พรรคพร้อมตัวบุคคลจึงไม่ได้มีเพียงความรู้เรื่องจำนวนเหตุรุนแรง แต่รวมถึงภาษา ชุดคำอธิบาย และทางเลือกเชิงนโยบายที่ถูกพัฒนามานานแล้ว เช่น “ปาตานี” “การกำหนดอนาคตตนเอง” “การจัดการตนเอง” การลดบทบาทกฎหมายพิเศษ การปรับโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง และการมอง BRN ในฐานะตัวแสดงทางการเมืองที่ต้องถูกกดดันให้ปรับตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ รอมฎอนเขียนถึง BRN โดยตรงตั้งแต่ปี 2559 ว่าขบวนการถูกจับตาจากโลกภายนอกอย่างไร.
ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้กับเรื่องอิทธิพลระหว่างประเทศไม่สามารถแยกออกจากกันได้ง่าย ๆ เพราะองค์กรที่ผลิตข้อมูลหลักในพื้นที่อย่าง DSW ไม่ได้เติบโตอยู่ด้วยทรัพยากรภายในประเทศไทยเพียงลำพัง เอกสารของ DSW ระบุว่าการปรับปรุงฐานข้อมูลเหตุการณ์ความขัดแย้ง ฐานข้อมูลความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ตลอดจนฐานข้อมูลเชิงนโยบายในช่วงแรก ได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการ Studying and Strengthening the Quality and Accessibility of Data on the Deep South for CSOs, Research Institutions and Government ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทุนจาก USAID.
บทบาทของต่างประเทศไม่ได้หยุดอยู่ที่ USAID เพราะ The Asia Foundation ระบุเองว่าให้ทั้งเงินทุนและความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ระบบติดตามความรุนแรงของ DSW ขณะที่เอกสารของธนาคารโลกกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2557 DSW และศูนย์ศึกษาความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ร่วมมือกับ World Bank และ The Asia Foundation เพื่อปรับโครงสร้าง Deep South Incident Database การจำแนกประเภทเหตุการณ์ และวิธีใช้ข้อมูลสำหรับสื่อ นักวิจัย หน่วยงานรัฐ ตลอดจนสถานทูตต่างประเทศ.
อีกเส้นหนึ่งมาจากเยอรมนีผ่าน Berghof Foundation ซึ่งระบุ Deep South Watch เป็นองค์กรภาคีในเครือข่าย และทำงานในชายแดนใต้ผ่าน Insider Peacebuilders Platform มาตั้งแต่ปี 2554 โครงการนำชาวพุทธ ชาวจีน และชาวมลายูมุสลิมที่มีจุดยืนทางการเมืองต่างกันเข้ามาวิเคราะห์ความขัดแย้งร่วมกัน ก่อนพัฒนาเป็นพื้นที่สร้างบุคลากรและเครือข่ายกระบวนการสันติภาพ.
ดังนั้น เส้นทางที่มาถึงรอมฎอนไม่ได้เริ่มที่พรรคประชาชน แต่เริ่มจาก องค์กรระหว่างประเทศ → เงินทุนและความช่วยเหลือทางเทคนิค → DSW และฐานข้อมูลชายแดนใต้ → งานวิจัยและกรอบนโยบาย → รอมฎอน ปันจอร์ → พรรคก้าวไกล → พรรคประชาชน → รัฐสภา นี่คือสายบุคลากรและองค์ความรู้ที่มีหลักฐานอยู่ในประวัติองค์กร เอกสารโครงการ หนังสือ และประวัติผู้สมัครของพรรคเองครบทุกช่วง.
จากรอมฎอนย้อนมาถึงโครงการ USAID ที่วางรากในชายแดนใต้
ก่อน USAID จะเข้าไปช่วยพัฒนาฐานข้อมูลของ DSW สหรัฐฯ เคยวางโครงสร้างภาคประชาสังคมและสื่อในประเทศไทยผ่าน โครงการ SAPAN มาก่อนแล้ว โครงการนี้เริ่มเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 โดย USAID ทำสัญญากับบริษัทอเมริกัน Development Alternatives, Inc.—DAI มูลค่าเริ่มต้น 19.7 ล้านดอลลาร์ พร้อมทางเลือกขยายอีกสองปีรวม 10.7 ล้านดอลลาร์ วัตถุประสงค์ระบุชัดสามข้อ คือ เสริมองค์กรตรวจสอบของรัฐ เสริมศักยภาพภาคประชาสังคมและสื่อให้เป็นกลไกตรวจสอบกระบวนการทางการเมือง และสนับสนุนงานสร้างสันติภาพเพื่อลดการยกระดับความรุนแรงกับแนวคิดสุดโต่งในภาคใต้ของประเทศไทย.
DAI อธิบายชื่อ SAPAN ว่าหมายถึง “สะพาน” ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมผู้นำ นักวิชาการ ผู้จัดการองค์กร สื่อ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐเข้าหากัน โครงการรายงานว่าฝึกอบรมตัวแทนจากองค์กรประชาสังคม มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และสื่อมากกว่า 6,000 คน พร้อมสร้างคณะกรรมการและเครือข่ายระดับท้องถิ่นเพื่อให้กลุ่มเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง แม้เงินโครงการจะสิ้นสุดไปแล้วก็ตาม.
องค์กรไทยที่รับเงินจากโครงการนี้โดยตรงคือ มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน หรือ FCEM ซึ่งเป็นองค์กรแม่ของประชาไทและศูนย์การเรียนรู้สื่อ ประชาไทเปิดเผยเองว่าในช่วงปี 2554–2555 ได้รับเงินจาก SAPAN ซึ่งดำเนินการโดย DAI จำนวน 2,019,556 บาท เพื่อการเสริมพลังและพัฒนาศักยภาพ นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่าได้รับเงินจาก National Endowment for Democracy—NED ปีละ 50,000 ดอลลาร์ หลายปีติดต่อกัน ได้รับเงินจาก Open Society Foundation และรับทุนโครงการนักข่าวพลเมืองกับการพัฒนาสื่อใหม่จาก Heinrich Böll Foundation ของเยอรมนี.
เมื่อนำตัวเลขนี้ไปประกอบกับภารกิจของ SAPAN จะเห็นว่าประชาไทไม่ได้เป็นเพียงผู้รายงานข่าวจากชายแดนใต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพัฒนาศักยภาพสื่อและภาคประชาสังคม ประชาไทกับ Media Learning Center อยู่ภายใต้ FCEM เดียวกัน ทำหน้าที่จัดอบรม ผลิตองค์ความรู้ และเชื่อมสื่อกับนักกิจกรรมในส่วนกลางและภูมิภาค.
รายงานตรวจสอบของ USAID เองยอมรับว่า ภาคประชาสังคมในชายแดนใต้เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ เพราะผู้จัดทำโครงการเห็นว่าองค์กรภาคประชาชนและสื่อในพื้นที่ยังอ่อนแอ และไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลรัฐบาลได้ตามที่ผู้สนับสนุนต้องการ โครงการจึงถูกออกแบบให้พัฒนาทั้งทักษะการรณรงค์ การติดตามสิทธิมนุษยชน การสื่อสาร การจัดการองค์กร และความสามารถในการกำหนดกรอบประเด็นสาธารณะ.
แต่รายงานตรวจสอบช่วงต้นก็พบว่า SAPAN มีความคืบหน้าจำกัด งานสร้างสันติภาพยังไม่มีผลที่รายงานได้ การติดตามผู้เข้าอบรมและผลลัพธ์ไม่รัดกุม เป้าหมายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ และมีค่าใช้จ่ายการเดินทาง โรงแรมกับเบี้ยเลี้ยงของผู้เข้าอบรมบางส่วนที่ไม่มีหลักฐานการเข้าร่วมเพียงพอ ผู้ตรวจการจึงสั่งให้ USAID และ DAI ปรับระบบตัวชี้วัด การตรวจสอบ และการติดตามหลังอบรม.
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่าโครงการหนึ่งทำได้ครบเป้าหมายหรือไม่ แต่คือ SAPAN ได้วางรากเครือข่ายไว้แล้ว ทั้งองค์กร สื่อ ผู้ผ่านการอบรม และช่องทางประสานงานในพื้นที่ เมื่อ SAPAN จบในปี 2558 สหรัฐฯ ก็ยังมีโครงการอื่นเข้ามาสานต่อ รวมถึง TOGETHER และโครงการพัฒนาข้อมูลของ DSW ภายใต้เงิน USAID จนฐานข้อมูลบางชุดถูกพัฒนาต่อด้วยงบ Fundamental Fund และล่าสุดด้วยเงินจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นั่นหมายความว่าเครื่องมือซึ่งเริ่มต้นด้วยทุนต่างประเทศได้ถูกส่งต่อเข้าสู่ระบบงบประมาณและสถาบันของประเทศไทยเองแล้ว.
จากชายแดนใต้กลับมาที่ม็อบสามนิ้วและองค์กรรอบการชุมนุม
เส้นทางอีกแขนหนึ่งของทุนต่างประเทศไม่ได้ลงไปที่ปัตตานี ยะลา หรือนราธิวาส แต่เข้ามาสร้างองค์กรกฎหมาย สื่อ และสิทธิมนุษยชนในส่วนกลาง องค์กรที่เห็นชัดที่สุดคือ iLaw ซึ่งเปิดเผยเองว่า ระหว่างปี 2552–2557 ได้รับทุนจาก Open Society Foundation และ Heinrich Böll Foundation หลังปี 2557 จนถึงปี 2567 ได้รับงบดำเนินงานหลักจาก OSF, NED, Fund for Global Human Rights และ American Jewish World Service พร้อมทุนกิจกรรมจาก Heinrich Böll Stiftung Southeast Asia, Forum Asia, Access Now, OHCHR และสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์.
เงินเหล่านี้ถูกใช้สร้างงานฐานข้อมูล งานสื่อสาร การฝึกอบรม และการรณรงค์มาเป็นเวลาหลายปีก่อนม็อบสามนิ้วจะเกิดขึ้น iLaw ระบุเองว่าเคยจัดค่ายเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ จัดอบรมทนายความและนักกิจกรรม สร้างฐานข้อมูลคดีมาตรา 112 ติดตามกฎหมายความมั่นคง และออกแบบการรณรงค์เพื่อให้คนจำนวนมากเข้าร่วมการผลักดันกฎหมายกับรัฐธรรมนูญ.
เมื่อการชุมนุมเยาวชนปะทุขึ้นในปี 2563 โครงสร้างดังกล่าวจึงพร้อมใช้งานทันที iLaw ร่วมกับ Amnesty International Thailand พัฒนา Mob Data Thailand เพื่อเก็บข้อมูลการชุมนุมและการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกัน iLaw เปิดแคมเปญเข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ได้รายชื่อ 100,732 คนภายใน 43 วัน ก่อนนำร่างเข้าสู่รัฐสภา แม้จะถูกปฏิเสธในวันที่ 18 พฤศจิกายนปีเดียวกันก็ตาม.
นี่ทำให้เห็นว่าม็อบสามนิ้วไม่ได้มีเพียงคนขึ้นเวทีและคนถือป้าย แต่มีโครงสร้างแวดล้อมครบชุด ทั้งองค์กรเก็บข้อมูล องค์กรสิทธิ นักกฎหมาย สื่อ และกลไกแปลงข้อเรียกร้องบนถนนให้เป็นข้อเสนอรัฐธรรมนูญหรือข้อเสนอทางนโยบาย เมื่อม็อบเกิดขึ้น สิ่งที่ผู้ให้ทุนต่างประเทศลงทุนสร้างมาหลายปีจึงเข้ามาทำหน้าที่ของตนเองได้ทันที.
จุดที่เรื่องม็อบสามนิ้วเดินไปพบกับการเมืองสายสีส้มอยู่ที่ช่วงหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 การชุมนุมของนักศึกษาและเยาวชนขยายตัวในเวลาต่อมา บุคลากรฝ่ายรัฐสภาของอนาคตใหม่เดินไปสู่พรรคก้าวไกลและต่อมาพรรคประชาชน ขณะที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจและปิยบุตร แสงกนกกุลทำงานคู่ขนานผ่านคณะก้าวหน้า ดังนั้น แม้ iLaw, Amnesty หรือประชาไทจะไม่ใช่ส่วนราชการภายในพรรค แต่ระบบข้อมูล กฎหมาย สื่อ และวาระขององค์กรเหล่านี้เดินคู่ขนานกับวาระของอนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชนอย่างต่อเนื่อง.
ความเชื่อมโยงจึงไม่ได้อยู่ในรูปเอกสารแผ่นเดียวเขียนว่า “ผู้ให้ทุนต่างประเทศสั่งพรรค” แต่อยู่ในโครงสร้างที่เห็นได้จริงว่า ผู้ให้ทุนสร้างองค์กร องค์กรสร้างข้อมูลและบุคลากร นักกิจกรรมใช้ข้อมูลขับเคลื่อนม็อบ พรรคการเมืองรับข้อเรียกร้องไปผลักดันในรัฐสภา และบุคลากรจากองค์กรภาคประชาสังคมเดินเข้าสู่พรรคโดยตรง กรณีรอมฎอนจาก DSW เข้าพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนคือตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการเดินทางลักษณะนี้.
NED และ USAID คือรากที่ชัดเจนที่สุด
หากย้อนกลับไปหาต้นน้ำจริง ๆ ชื่อที่ปรากฏชัดที่สุดไม่ใช่ชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ NED และ USAID NED ระบุว่าตัวเองเป็นมูลนิธิเอกชนไม่แสวงกำไรซึ่งให้ทุนมากกว่า 2,000 โครงการในกว่าร้อยประเทศเพื่อสนับสนุนสื่อ องค์กรสิทธิมนุษยชน การเลือกตั้ง หลักนิติธรรม และภาคประชาสังคม ขณะที่เอกสารทางคดีของ NED ระบุว่าประมาณร้อยละ 95 ของเงินทั้งหมดมาจากงบประมาณที่รัฐสภาสหรัฐฯ จัดสรรให้.
NED จึงมีสถานะเป็นองค์กรเอกชนในทางรูปแบบ แต่ใช้เงินภาษีของสหรัฐฯ เป็นหลัก ส่วน USAID เป็นหน่วยงานรัฐบาลซึ่งดำเนินโครงการผ่านสัญญากับบริษัทอย่าง DAI หรือผู้รับเหมารายอื่น ทั้งสองกลไกทำหน้าที่คนละระดับ NED ให้ทุนแก่องค์กรและสื่อโดยตรง ขณะที่ USAID ใช้โครงการขนาดใหญ่สร้างเครือข่าย ฝึกอบรม พัฒนาฐานข้อมูล และเชื่อมภาคประชาสังคมกับนโยบายของรัฐ.
เมื่อนำรายชื่อผู้รับมาวางเทียบกัน จะพบว่า ประชาไทรับทั้งเงิน NED และเงิน SAPAN ของ USAID ส่วน iLaw รับเงิน NED พร้อมเงิน OSF และมูลนิธิจากเยอรมนี ขณะที่ DSW ได้รับการสนับสนุนฐานข้อมูลจาก USAID และความช่วยเหลือจาก The Asia Foundation, World Bank และ Berghof Foundation เส้นทางเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญของทุนเล็ก ๆ กระจัดกระจาย แต่เป็นการลงทุนระยะยาวในสื่อ งานกฎหมาย ข้อมูลความขัดแย้ง องค์กรภาคประชาชน และการสร้างบุคลากร.
Soros, Project Syndicate และเครือข่ายสื่อเยอรมัน
เมื่อย้อนขึ้นไปอีกชั้น ชื่อ George Soros ไม่ได้ปรากฏอย่างลอย ๆ เพราะ Open Society Foundation ของเขาถูกระบุเป็นผู้สนับสนุน iLaw และประชาไทโดยองค์กรผู้รับเอง ขณะเดียวกันเอกสารของ Open Society Institute ระบุว่า Project Syndicate ถูกก่อตั้งขึ้นโดย Privatization Project ของ OSI ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เพื่อเสริมความเป็นอิสระของสื่อและยกระดับมาตรฐานของหนังสือพิมพ์ในยุโรปหลังคอมมิวนิสต์ ก่อนขยายเป็นเครือข่ายเผยแพร่บทความความคิดเห็นทั่วโลก.
Project Syndicate จึงเป็นตัวอย่างของการลงทุนที่ไม่ได้ผลิตม็อบโดยตรง แต่ผลิตโครงข่ายกระจายกรอบความคิด นักเขียนคนหนึ่งสามารถเผยแพร่บทความผ่านระบบแล้วถูกนำไปตีพิมพ์ต่อในสื่อหลายประเทศ การส่งผ่านอิทธิพลจึงเกิดผ่านภาษา แนวคิด ประเด็นถกเถียง และการคัดเลือกบุคคลให้กลายเป็นเสียงระดับสากล.
เส้นเยอรมันยังปรากฏผ่าน Heinrich Böll Foundation ซึ่งให้ทุน iLaw และประชาไท และผ่าน BILD ในเครือ Axel Springer ซึ่งให้เวทีแก่โจชัว หว่องในงาน BILD100 เมื่อเดือนกันยายน 2562 BILD รายงานเองว่าโจชัวขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ พบรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี และถ่ายภาพร่วมกับ Mathias Döpfner ผู้บริหาร Axel Springer.
ก่อนหน้านั้น Freedom House ได้ให้พื้นที่แก่โจชัว หว่อง, Benny Tai และ Martin Lee ในกรุงวอชิงตันตั้งแต่ปี 2558 จากนั้นโจชัวร่วมก่อตั้ง Demosistō และเดินทางรณรงค์ในสหรัฐฯ กับยุโรป ก่อนมาปรากฏร่วมงาน Open Future Festival ของ The Economist ที่ฮ่องกงในเดือนตุลาคม 2562 ซึ่งมีชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อยู่ในรายชื่อผู้ร่วมงานด้วย.
วันที่ 30 มิถุนายน 2563 Demosistō ประกาศยุบตัว หลังจีนผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติซึ่งมุ่งจัดการการแบ่งแยกดินแดน การบ่อนทำลายอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมคบกับต่างชาติ แต่ก่อนองค์กรจะยุติบทบาท รูปแบบการเคลื่อนไหวของฮ่องกงได้ถูกถ่ายทอดออกไปแล้ว ทั้งการกระจายศูนย์ การใช้แอปสื่อสาร การเปลี่ยนจุดนัดหมายกะทันหัน การใช้ร่มและสัญลักษณ์ ตลอดจนเครือข่าย Milk Tea Alliance.
Reuters บันทึกว่าผู้ชุมนุมไทยปี 2563 เรียนรู้ยุทธวิธีจากฮ่องกง ใช้ Telegram เปลี่ยนสถานที่ชุมนุม และใช้รูปแบบกระจายศูนย์คล้ายกัน นี่คือเส้นทางการถ่ายทอดยุทธวิธีจากความขัดแย้งในต่างประเทศเข้ามาสู่ม็อบสามนิ้วในประเทศไทยอย่างเปิดเผย.
แล้วทั้งหมดนี้ไปถึง BRN และ PULO อย่างไร
การเดินทางไปถึง BRN และ PULO ไม่ได้เกิดจากการส่งเงินถุงเดียวจากวอชิงตันไปวางที่กองกำลัง แต่เกิดจากการสร้าง “สนามทางข้อมูลและการเมือง” รอบปัญหาชายแดนใต้ เงินต่างประเทศถูกใช้พัฒนาฐานข้อมูล สื่อ นักวิจัย เวทีสาธารณะ และเครือข่ายสันติภาพ ซึ่งต่อมานำ BRN, PULO และขบวนการเอกราชเข้ามาอยู่ในภาษาเชิงนโยบายและกระบวนการเจรจา.
หนังสือที่รอมฎอนเป็นบรรณาธิการใช้ชื่อ “ถอดความคิดขบวนการเอกราชปาตานี” อย่างตรงไปตรงมา DSW ยังเผยแพร่การวิเคราะห์และบทความเกี่ยวกับ BRN อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฐานข้อมูลซึ่ง USAID, The Asia Foundation และ World Bank ช่วยพัฒนา ถูกนำไปใช้สร้างข้อสรุปเกี่ยวกับธรรมชาติของความขัดแย้ง คู่ขัดแย้ง และแนวทางสันติภาพ เมื่อผู้ผลิตกรอบข้อมูลเหล่านี้เดินเข้าสู่พรรคประชาชน ภาษาและข้อเสนอจากสนามสันติภาพจึงเดินเข้าสู่รัฐสภาตามไปด้วย.
ในอีกด้านหนึ่ง เครือข่ายนักกิจกรรมอย่าง PerMAS และ Patani Baru ขยับจากเวทีนักศึกษาและภาคประชาสังคมเข้าสู่การเลือกตั้ง โดยพรรคเป็นธรรมเปิดตัวบุคลากรจาก Patani Baru เป็นผู้สมัครในปี 2566 รวมถึง สุไฮมี ดูละสะ อดีตผู้นำ PerMAS ที่ลงสมัครในจังหวัดปัตตานี เส้นทางนี้แสดงการเปลี่ยนวาระจากขบวนการนักศึกษาไปสู่พรรคการเมืองแบบเดียวกับที่เครือข่ายภาคประชาสังคมส่วนกลางเดินเข้าสู่การเมืองสายสีส้ม.
BRN, PULO, MARA Patani, PerMAS, DSW หรือพรรคการเมืองไม่ใช่องค์กรเดียวกัน แต่ต่างเคลื่อนไหวอยู่ในสนามประเด็นเดียวกัน ได้แก่ สถานะของ “ปาตานี” การกระจายอำนาจ การกำหนดอนาคตตนเอง กฎหมายพิเศษ บทบาททหาร และความชอบธรรมของผู้ที่อ้างเป็นตัวแทนคนในพื้นที่ เงินต่างประเทศจึงมีผลไม่ใช่เพราะไปซื้ออาวุธให้ใคร แต่เพราะช่วยสร้างผู้ผลิตข้อมูล ผู้กำหนดภาษา ผู้จัดเวที และผู้ผลักวาระเข้าสู่ระบบการเมือง.
ปี 2569 ผู้ให้ทุนเริ่มรื้อโครงการของตัวเอง แต่โครงสร้างยังอยู่
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ เมื่อมาถึงปี 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ เองกลับเป็นฝ่ายทบทวนระบบความช่วยเหลือต่างประเทศที่สร้างขึ้นมา รายงาน USAID Office of Inspector General ซึ่งเผยแพร่เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า USAID/RDMA ยุติโครงการในประเทศไทย 17 สัญญา มูลค่าประมาณ 214 ล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 20 มกราคมถึง 26 กุมภาพันธ์ 2568 ภายใต้นโยบายทบทวนความช่วยเหลือต่างประเทศ.
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อธิบายนโยบายโดยรวมในเดือนมีนาคม 2568 ว่า USAID เบี่ยงออกจากภารกิจเดิม ผลที่ได้มีน้อยเกินไป ขณะที่ต้นทุนสูงเกินไป นี่เป็นเหตุผลทางนโยบายที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในการปรับโครงสร้าง ไม่ใช่คำพิพากษาว่าองค์กรไทยทุกแห่งทุจริต แต่ก็สะท้อนว่าผู้จ่ายเงินต้นทางเองเริ่มตั้งคำถามเรื่องผลลัพธ์และความคุ้มค่าของเครื่องจักรความช่วยเหลือที่ดำเนินมานาน.
ถึงกระนั้น การปิดสัญญาไม่ได้ย้อนเวลากลับไปลบองค์กร บุคลากร ฐานข้อมูล และเครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นแล้ว ในปี 2569 รอมฎอนยังเป็น สส.พรรคประชาชน iLaw และ Amnesty ยังมีฐานข้อมูลกับเครือข่ายผู้สังเกตการณ์ ประชาไทยังเป็นสื่อ DSW ยังผลิตข้อมูล และฐานข้อมูลบางส่วนที่เริ่มจาก USAID ได้รับทุนต่อจากหน่วยงานวิจัยกับรัฐสภาของประเทศไทยเอง.
ดังนั้น เมื่อถามว่าเรื่องม็อบสามนิ้ว พรรคการเมืองสายสีส้ม จังหวัดชายแดนใต้ และการเข้ามาขององค์กรระหว่างประเทศเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ คำตอบคือ มันเป็นเรื่องเดียวกันในระดับโครงสร้างระบบนิเวศทางการเมือง แม้จะไม่ใช่องค์กรเดียวกันและไม่ได้ใช้บัญชีธนาคารเดียวกันก็ตาม.
ระบบนี้มีผู้ให้ทุนอย่าง NED, USAID และ Open Society Foundations มีองค์กรเยอรมันอย่าง Heinrich Böll Foundation และ Berghof Foundation มีโครงข่ายเผยแพร่ความคิดอย่าง Project Syndicate มีเวทีสื่ออย่าง BILD/Axel Springer และ The Economist มีนักกิจกรรมข้ามประเทศอย่าง โจชัว หว่องและ Demosistō มีองค์กรไทยอย่าง iLaw, Amnesty International Thailand, FCEM, ประชาไท และ Deep South Watch มีการเคลื่อนไหวบนถนนอย่าง ม็อบสามนิ้ว และมีประตูเข้าสู่การเมืองอย่าง อนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชน รวมถึง Patani Baru–พรรคเป็นธรรม ในชายแดนใต้.
สิ่งที่ถูกลงทุนสร้างไม่ใช่เพียงการชุมนุมหนึ่งครั้ง แต่คือความสามารถระยะยาวในการผลิตข้อมูล สร้างคน กำหนดถ้อยคำ ขยายประเด็น สร้างความชอบธรรมจากต่างประเทศ และส่งข้อเรียกร้องเข้าสู่พรรคการเมือง เมื่อเริ่มรื้อจากปี 2569 ย้อนกลับไป จึงเห็นชัดว่าเหตุการณ์ที่ดูแยกกัน—ม็อบสามนิ้ว พรรคส้ม โจชัว หว่อง รอมฎอน ปันจอร์ DSW และวาระปาตานี—ไม่ได้ลอยอยู่คนละโลก หากเติบโตและเคลื่อนไหวอยู่ภายในเครือข่ายทุน สื่อ ความรู้ และการเมืองระหว่างประเทศชุดเดียวกันมานานกว่าสิบปี.
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี