วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569
ในวันที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับพันธมิตรสหรัฐฯและอิสราเอลทวีความรุนแรงขึ้นทุกวินาที สายตาคนทั้งโลกต่างจับจ้องไปที่จุดยุทธศาสตร์ที่ร้อนแรงที่สุดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อมีการยกระดับไปสู่คำขู่ปิดช่องแคบซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่อาจพังทลายลงในพริบตา ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามและยังคงสงสัยอยู่ก็คือ ตกลงแล้วพื้นที่แห่งนี้เป็นอธิปไตยของอิหร่าน หรือเป็นน่านน้ำสากลที่ใครจะผ่านก็ได้กันแน่
หากจะทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราต้องเริ่มจากการรื้อความเข้าใจผิดที่ว่าท้องทะเลเป็นพื้นที่เสรีที่ไม่มีใครครอบครองออกไปก่อน เพราะในทางกฎหมายและภูมิศาสตร์อย่างแท้จริง ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่พื้นที่ไร้เจ้าของ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการขีดเส้นแบ่ง โฉนดบนผืนน้ำ ไว้อย่างชัดเจนภายใต้กติกาโลกที่ชื่อว่า UNCLOS 1982

UNCLOS 1982 หรือชื่อเต็มคือ United Nations Convention on the Law of the Sea เป็นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลที่ถูกเปรียบให้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร หน้าที่หลักของมันคือการยุติยุคสมัยแห่งการมือยาวสาวได้สาวเอาและเปลี่ยนมหาสมุทรให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีระเบียบผ่านการแบ่งเขตอำนาจออกเป็นส่วนสำคัญ ดังนี้
ประการแรกคือการกำหนดเขต ทะเลอาณาเขต ซึ่งให้สิทธิรัฐชายฝั่งสามารถอ้างอำนาจเหนือผืนน้ำได้กว้าง 12 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง พื้นที่ส่วนนี้เปรียบเสมือนดินแดนบนบกที่เจ้าของประเทศมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายของตนเอง แต่ทว่าในกรณีของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งส่วนที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเล เมื่ออิหร่านและโอมานต่างลากเส้นอาณาเขตออกมาฝั่งละ 12 ไมล์ น่านน้ำของทั้งสองประเทศจึงชนกันและทับซ้อนกันพอดี จนไม่เหลือพื้นที่ที่เป็น ทะเลหลวง หรือน่านน้ำสากลหลงเหลืออยู่เลย
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ประการต่อมาคือการกำหนดเขต เศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งขยายออกไปไกลถึง 200 ไมล์ทะเล เขตนี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่น้ำทั้งหมดเหมือนทะเลอาณาเขต แต่เป็นสิทธิขาดในการบริหารจัดการทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงจับปลา หรือการขุดเจาะทรัพยากรพลังงานอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสิทธินี้จะตกเป็นของรัฐชายฝั่งเพียงผู้เดียว ประเทศอื่นอาจเดินเรือผ่านได้แต่ไม่มีสิทธิเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของพื้นที่ใช้กฎรั้วบ้านมาปิดกั้นเส้นเลือดใหญ่ของโลก UNCLOS จึงได้ตรากฎเหล็กที่เป็นหัวใจสำคัญขึ้นมานั่นคือ สิทธิการผ่านแดน กฎข้อนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อใช้กับช่องแคบสำคัญของโลกโดยเฉพาะ โดยระบุไว้อย่างหนักแน่นว่า แม้ช่องแคบนั้นจะมีสถานะทางกฎหมายเป็น ทะเลอาณาเขต ของประเทศใดก็ตาม แต่รัฐเจ้าของพื้นที่ ห้ามระงับ หรือขัดขวางการสัญจรของเรือและอากาศยานระหว่างประเทศเด็ดขาด
เจตนารมณ์ของสิทธิการผ่านแดนนี้มีไว้เพื่อให้เรือสินค้าที่บรรทุกพลังงานไปเลี้ยงโลก และแม้กระทั่งเรือรบของทุกชาติ สามารถแล่นผ่านจุดยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยมีความสะดวกเสมือนกับการแล่นอยู่ในทางหลวงโลก เพื่อให้มั่นใจว่าความขัดแย้งระดับท้องถิ่นจะไม่กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจและการเดินเรือของมวลมนุษยชาติต้องหยุดชะงักลง
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ช่องแคบฮอร์มุซมีส่วนแคบที่สุดเพียง 21 ไมล์ทะเล เมื่ออิหร่านและโอมานต่างประกาศเขตทะเลอาณาเขตของตนออกมาฝ่ายละ 12 ไมล์ น่านน้ำทั้งหมดในช่องแคบจึงชนกันและทับซ้อนกันพอดี จนไม่เหลือพื้นที่ที่เป็นทะเลหลวงหรือน่านน้ำสากลหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว นั่นหมายความว่าในเชิงอธิปไตย น่านน้ำทุกตารางไมล์ในช่องแคบฮอร์มุซนั้นตั้งอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของอิหร่านและโอมานมาอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ถึงแม้ในเชิงอธิปไตยจะเป็นน่านน้ำของรัฐชายฝั่ง แต่เนื่องจากฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้เดินเรือระดับโลก กฎหมายระหว่างประเทศจึงต้องสร้างกลไกพิเศษขึ้นมาเพื่อไม่ให้เจ้าของพื้นที่สั่งปิดเส้นทางตามใจชอบ โดยมีการตีความกฎหมายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่
1. ฝ่ายเสรีภาพการเดินเรือ (สหรัฐฯ และ UNCLOS)
ยึดถือระบอบ สิทธิการผ่านแดนซึ่งระบุว่าแม้จะเป็นทะเลอาณาเขต แต่เรือและเครื่องบินทุกลำ (รวมถึงเรือรบ) มีสิทธิผ่านได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยที่รัฐชายฝั่ง ไม่มีสิทธิระงับหรือขัดขวาง การผ่านแดนนี้ได้เลยไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการค้าโลกจะไม่หยุดชะงัก
2. ฝ่ายอธิปไตยรัฐชายฝั่ง (มุมมองอิหร่าน)
อิหร่านซึ่งไม่ได้ให้สัตยาบันใน UNCLOS แย้งว่ากฎการผ่านแดนแบบพิเศษนั้นเป็นสิทธิเฉพาะรัฐภาคีเท่านั้น สำหรับอิหร่านแล้ว น่านน้ำนี้ควรอยู่ภายใต้กฎการผ่านโดยสุจริตที่เก่าแก่กว่า ซึ่งให้อำนาจรัฐชายฝั่งเข้มงวดกว่า เช่น เรือดำน้ำต้องโผล่พ้นน้ำและแสดงธง หรือห้ามเครื่องบินทหารบินผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อขัดแย้งนี้เองที่เป็นแกนกลางของความตึงเครียดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
จุดนี้เองที่นำไปสู่ความย้อนแย้งอย่างรุนแรงในจุดยืนของอิหร่าน เพราะในขณะที่อิหร่านอ้างว่าตนขัดแย้งกับสหรัฐฯ และทำเพื่อป้องกันตนเอง แต่ในทางปฏิบัติ เรือที่ถูกโจมตีหรือยึดกลับเป็นเรือสินค้าของรัฐที่เป็นกลาง เช่น ญี่ปุ่น, นอร์เวย์ หรือโปรตุเกส ซึ่งทำให้ข้ออ้างทางกฎหมายของอิหร่านฟังไม่ขึ้นด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ
การละเมิดสิทธิรัฐที่เป็นกลาง แม้อิหร่านจะพยายามเลี่ยงไปใช้กฎการผ่านโดยสุจริต แต่อิหร่านเองก็ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาเจนีวา 1958 ซึ่งระบุชัดเจนว่า "ห้ามระงับการผ่านโดยสุจริตในช่องแคบระหว่างประเทศ" ดังนั้นต่อให้อิหร่านมองว่าเรือบางลำไม่สุจริต แต่อิหร่านก็ไม่มีสิทธิสั่งปิดช่องแคบที่กระทบต่อเรือพาณิชย์ของประเทศอื่นทั่วโลกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม
นิติสงครามและการใช้กฎหมายบังหน้า บ่อยครั้งที่อิหร่านจับเรือสินค้าโดยไม่อ้างเรื่องสงคราม แต่อ้างเหตุผลทางเทคนิค เช่น เรือทำผิดกฎจราจรทางน้ำ (TSS) หรือทำน้ำมันรั่ว เพื่อหลีกเลี่ยงข้อหาปิดน่านน้ำสากลและลดแรงกดดันจากศาลโลก แต่นักกฎหมายมองว่านี่คือการสร้างสภาวะ "การปิดกั้นโดยพฤตินัย" โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
การกำหนดเป้าหมายที่พลเรือน ตามกฎหมายสงครามทางทะเล เรือสินค้าของรัฐที่เป็นกลางจะถูกโจมตีได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานว่าช่วยเหลือกิจกรรมทางทหารของศัตรูอย่างชัดเจนเท่านั้น การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันทั่วไปจึงขัดต่อหลักการพื้นฐานที่ต้องแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารและพลเรือนอย่างรุนแรง
.jpg)
แฟ้มภาพ
ในยามที่ความขัดแย้งทางอาวุธพุ่งสูงขึ้น กฎหมายว่าด้วยความขัดแย้งทางอาวุธในทะเลจะเริ่มเข้ามามีบทบาทควบคู่ไปกับกฎหมายทะเล แม้รัฐคู่สงครามจะมีสิทธิปฏิบัติการทางทหาร แต่สิทธิของรัฐที่เป็นกลางในการใช้ช่องแคบระหว่างประเทศยังคงได้รับความคุ้มครองตามจารีตประเพณีโลกที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้
หากถามว่าช่องแคบฮอร์มุซคือน่านน้ำสากลหรือไม่ คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ ไม่ใช่ในเชิงอธิปไตย แต่ใช่ในเชิงสิทธิการเข้าถึง มันมีสถานะเป็นทางผ่านสาธารณะที่รัฐชายฝั่งเป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ไม่มีสิทธิเด็ดขาดในการสั่งปิดทาง ความเปราะบางของฮอร์มุซจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ามหาอำนาจและรัฐเจ้าของพื้นที่จะเลือกหยิบยกกฎหมายฉบับใดมาสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง ในสมรภูมิที่เดิมพันด้วยน้ำมันกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันแห่งนี้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ejiltalk.org, betterworldcampaign.org, asil.org, lieber.westpoint.edu
ขอขอบคุณภาพจาก Google
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี