533.jpg
ตะวันตกดินที่วอชิงตัน! ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่ปักกิ่ง

ตะวันตกดินที่วอชิงตัน! ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่ปักกิ่ง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.08 น.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” กับ “อิหร่าน” ในปัจจุบันได้ยกระดับเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบวงกว้างอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพียงปัญหาระดับภูมิภาคในตะวันออกกลาง แต่คือเงื่อนไขสำคัญที่ผูกโยงกับราคาพลังงาน ระบบโลจิสติกส์ และต้นทุนการผลิตทั่วโลก

โครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่ยังคงพึ่งพาพลังงานจากพื้นที่นี้ในระดับสูง ทำให้ความไม่แน่นอนเพียงจุดเดียวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทั้งระบบ ราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างหนักไม่ได้เป็นเพียงดัชนีในตลาดทุน แต่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริงในทุกภาคส่วนของประเทศผู้นำเข้า


รูปแบบการตอบโต้ของวอชิงตันที่ยังคงยึดติดกับการกดดันและกำลังทหารเป็นเครื่องมือหลัก ส่งผลให้ความเสี่ยงขยายตัวออกไปเกินกว่าพื้นที่ขัดแย้ง และย้อนกลับมากระทบต่อประเทศที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง

ภาวะดังกล่าวบีบบังคับให้มิตรสหายและประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ จากการพึ่งพามหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การกระจายความสัมพันธ์เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง

ในจังหวะที่วอชิงตันเริ่มเผชิญข้อจำกัด “จีน” ขยับบทบาทขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการทูตเชิงรุกและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ โดยวางตัวอยู่นอกวงการเผชิญหน้า และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือหลัก

แรงกดดันที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่สนามรบ แต่กำลังสะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการใช้อำนาจแบบเดิม ซึ่งนำไปสู่การประเมินใหม่ในระดับโครงสร้างของโลก

แนวทางของสหรัฐอเมริกาในการบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีลักษณะสืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยใช้กำลังทหารควบคู่กับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นแกนกลางในการรักษาอำนาจนำ

แนวทางดังกล่าวไม่ได้ดำเนินไปโดยตัวมันเอง แต่ผูกอยู่กับลักษณะการตัดสินใจของผู้นำในแต่ละช่วงเวลา เมื่ออำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ฝ่ายบริหารระดับสูง การเลือกใช้กำลังหรือการกดดันจึงสะท้อนวิธีคิดของผู้นำโดยตรง ในยุคของ “โดนัลด์ ทรัมป์” บุคลิกการตัดสินใจที่รวดเร็ว แข็งกร้าว และให้ความสำคัญกับการแสดงอำนาจ ทำให้ทิศทางนโยบายมีความผันผวนสูง และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์โลกโดยรวม

ในอดีต วิธีการนี้สามารถกำหนดทิศทางโลกได้ในระดับหนึ่ง แต่ในบริบทปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ผลลัพธ์กลับต่างออกไป ความขัดแย้งเพียงจุดเดียวสร้างแรงสะเทือนไปทั้งระบบ และย้อนกลับมาสร้างต้นทุนมหาศาลให้กับกลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯ เอง

กรณีของ “อิหร่าน” คือภาพสะท้อนที่ชัดเจน การกดดันอย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่กลับเพิ่มความตึงเครียดต่อเส้นทางเดินเรือและเสถียรภาพทางพลังงานของโลก

ประเทศที่ต้องพึ่งพาอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางจึงเริ่มประเมินใหม่ว่า การยึดโยงกับแนวทางของวอชิงตันเพียงฝ่ายเดียว สร้างความมั่นคง หรือเพิ่มภาระความเสี่ยงในระยะยาว

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือการเริ่ม “รักษาระยะห่าง” และเปิดพื้นที่ให้กับความร่วมมือในรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเจรจาและการประคับประคองเสถียรภาพมากขึ้น

แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านท่าทีของประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะรัฐในตะวันออกกลาง

กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียกำลังปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ จุดร่วมสำคัญคือการลดระดับความตึงเครียดและหลีกเลี่ยงการตกเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในเกมของมหาอำนาจ

กรอบความร่วมมืออย่าง “GCC” คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของอุปทานน้ำมันดิบโลก

ตรรกะของประเทศในภูมิภาคตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ชัดเจน หากเส้นทางพลังงานหยุดชะงัก ความเสียหายจะกระทบทุกฝ่ายโดยไม่แยกว่าอยู่ข้างใด

การเปิดช่องทางการทูตกับ “อิหร่าน” ที่เริ่มกลับมาเคลื่อนไหว สะท้อนว่าประเทศในภูมิภาคต้องการลดแรงปะทะ และไม่ต้องการเป็นเพียงตัวแปรในสมการอำนาจที่ตนไม่ได้กำหนด

เงื่อนไขนี้เปิดพื้นที่ให้กับมหาอำนาจที่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และเสนอทางออกโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเข้าสู่สถานการณ์

บทบาทของ “ตัวกลาง” จึงมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งยังไม่ยุติ และเป็นจุดที่ทำให้สายตาของหลายประเทศเริ่มหันไปยัง “ปักกิ่ง”

บทบาทของ “สี จิ้นผิง” ปรากฏชัดผ่านแนวทางที่แตกต่างจากวอชิงตัน โดยเสนอกรอบ 4 ประการที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเคารพอธิปไตย และการยึดกติกาสากลเป็นฐาน

หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการของหลายประเทศที่ต้องการลดแรงกดดันจากความขัดแย้ง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าการสะสมกำลัง

ในเชิงปฏิบัติ จีนกลายเป็นจุดหมายของการหารือระดับสูง ผู้นำและตัวแทนจากหลายประเทศเดินทางเข้าพบ “สี จิ้นผิง” อย่างต่อเนื่อง ทั้ง “เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ” จากรัสเซีย “เปโดร ซานเชซ” จากสเปน รวมถึงผู้นำจากตะวันออกกลางและเอเชีย

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนพฤติกรรมของรัฐที่เริ่มใช้ “ปักกิ่ง” เป็นพื้นที่ประสานผลประโยชน์ในช่วงที่ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่

ในมิติพลังงาน ความร่วมมือกับรัสเซียช่วยลดความเสี่ยงจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่ง ทำให้จีนมีความยืดหยุ่นและอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น

แนวทางนี้วางอยู่บนหลัก “ความมั่นคงผ่านความร่วมมือ” ซึ่งตรงกับความต้องการของประเทศจำนวนมากในสถานการณ์ปัจจุบัน

ความแตกต่างเชิงวิธีคิดระหว่างแนวทางของวอชิงตันกับปักกิ่ง จึงเริ่มสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมของรัฐต่าง ๆ อย่างชัดเจน

ดุลอำนาจของโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่โครงสร้างใหม่ “สหรัฐอเมริกา” ยังเป็นมหาอำนาจ แต่รูปแบบการใช้อำนาจที่ยึดกำลังทหารเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมประสิทธิภาพลงอย่างต่อเนื่อง

ต้นทุนจากความขัดแย้งที่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ทำให้หลายประเทศลดการพึ่งพาขั้วอำนาจเดียว และหันไปสร้างสมดุลใหม่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน

ในขณะเดียวกัน “จีน” ขยายอิทธิพลผ่านเศรษฐกิจ การทูต และเครือข่ายความร่วมมือ จนถูกมองเป็น “มหาอำนาจทางเลือก” ที่สามารถทำงานร่วมกับหลายประเทศได้โดยไม่ต้องเผชิญแรงปะทะโดยตรง

สิ่งที่ปรากฏชัดคือ “สภาวะอัสดงของแนวทางวอชิงตัน” ซึ่งยิ่งเด่นชัดขึ้นในยุคผู้นำแบบ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ให้ความสำคัญกับแรงกดดันมากกว่าการสร้างฉันทามติระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเคลื่อนไปสู่ “ขั้วอำนาจใหม่” ที่ไม่ได้วัดกันด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงผลประโยชน์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

“ถนนทุกสายมุ่งสู่ปักกิ่ง” จึงสะท้อนการเปลี่ยนทิศของอิทธิพลในระดับโครงสร้าง มากกว่าจะเป็นเพียงถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมี “ปักกิ่ง” เป็นศูนย์กลางของขั้วอำนาจใหม่ที่ขยายบทบาทขึ้นมาแทนรูปแบบเดิมของ “วอชิงตัน” อย่างชัดเจน

- ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top