วิเคราะห์ 6 กลยุทธ์ พิมรี่พาย ไลฟ์ขายทุเรียนลูกละ 100 ดึงคนดูทะลุ 800,000 คนได้ยังไง?
ขึ้นไลฟ์กันไปสดๆร้อนๆในช่วงค่ำของวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา กับปรากฏการณ์ไลฟ์สด ของ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์เบอร์ต้นของไทย เปิดคลังไลฟ์ขาย "ทุเรียนลูกละ 100 บาท" ตามที่ได้ประกาศเอาไว้จริงๆ
ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเรียกได้ว่าสร้างสถิติใหม่ให้กับวงการ Live Commerce ของไทยเลยทีเดียวด้วยยอดผู้ชมไลฟ์สดพร้อมกันทุกช่องทาง พุ่งสูงสุดทะลุ 800,000 คน
ภายในไลฟ์ พิมรี่พายทำตามสัญญาโดยการเปิดขายทุเรียนในราคาเริ่มต้นลูกละ 100 บาทจริงๆ เพื่อใช้เป็นสินค้า Magnet เรียกยอดคนดูและยอดแชร์ในช่วงแรก
หลายคนตั้งคำถามว่า ทุเรียนหมอนทองน้ำหนักเฉลี่ย 2 กิโลกรัม ต้นทุนหน้าสวนก็ปาเข้าไปเกิน 200 บาทแล้ว การนำมาขายในราคา 100 บาท ย่อมหมายถึงการ "ขาดทุน" ตั้งแต่ยังไม่เริ่มส่ง
แล้วพิมรี่พายทำได้ยังไง? คำตอบของเรื่องนี้คือกลยุทธ์ 6 ข้อ เบื้องหลัง Live ขายทุเรียนครั้งนี้
1. สร้างกระแส Pre-Live Hype & Earned Media
ยอดคนดูระดับ 8 แสนคน เกิดขึ้นได้เพราะการจุดพลุสร้างกระแสมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้า
โดยพิมรี่พายได้ดึงเอา คุณศุภจี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาร่วมทำคอนเทนต์โปรโมต
พร้อมประกาศว่าจะขายทุเรียนเกรด A จากปกติลูกละ 600-700 บาท มาขายเพียง 100 บาท โดยจะขายทุเรียนจำนวน 1 ล้านลูก
การประกาศครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล และกลายเป็นกระแสดราม่าขนาดย่อมๆ บนโลกออนไลน์
โดยมีทั้งกลุ่มที่เชียร์รอ CF และกลุ่มที่ตั้งคำถามในวงกว้างว่า การดัมพ์ราคาขายทุเรียนเกรดพรีเมียมในราคาถูก จะส่งผลกระทบต่อกลไกราคาตลาดหรือไม่
แต่หากมองในมุมการตลาด นี่คือกลยุทธ์การตลาดที่ประสบความสำเร็จมากๆก็ว่าได้ เพราะยิ่งมีกระแสพูดถึงหรือเกิดการถกเถียงกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนสนใจและแห่เข้ามารอหน้าจอเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
ซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์ได้ด้วยตัวเลข เพราะหากกางข้อมูลจากเครื่องมือ Zocial Eye ของ WiseSight จะพบว่าการสร้างกระแสก่อนไลฟ์สามารถกวาดความสนใจไปได้อย่างถล่มทลาย
โดยในช่วงระหว่างวันที่ 26-28 เมษายน กวาดเอนเกจเมนต์รวมจากทุกช่องทาง พุ่งทะลุไปกว่า 4,011,821 เอนเกจเมนต์ ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ก่อนจะมาสร้างปรากฏการณ์คนดู 8 แสนคนในการไลฟ์ค่ำคืนที่ผ่านมา
2. กลยุทธ์ Loss Leader ยอมขาดทุนเพื่อดึงทราฟฟิก
ทุเรียน 100 บาททำหน้าที่เป็น "สินค้าหัวหอก" (Loss Leader) ที่แบรนด์ยอมหั่นราคาจนขาดทุน เพื่อใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนหลักแสนให้เข้ามารอหน้าจอไลฟ์สด
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าบอกว่ามีทุเรียนถูกๆ มาขาย คนจะสนใจแค่ไหน? แต่พอระบุชัดเจนว่า ทุเรียนเกรด A ลูกละ 600 บาท เอามาขาย 100 บาท! ความน่าสนใจจะเพิ่มขึ้นแบบสุดๆ
ซึ่งจากบรรยากาศในไลฟ์สด เราจะเห็นเทคนิคการตั้งราคาแบบขั้นบันไดอย่างชัดเจน พิมรี่พายเริ่มเปิดรหัส CF ด้วยทุเรียนราคา 100 บาท เพื่อดึงให้คนรีบกดแชร์และพิมพ์คอมเมนต์แย่งกันจนกระแสไหลลื่น
ก่อนจะค่อยๆ ขยับไซส์และเกรดทุเรียน พร้อมกับไล่ระดับราคาขึ้นไป เช่น 300 บาท, 500 บาท และไปจบที่ทุเรียนเกรดพรีเมียมลูกใหญ่ในราคาราว 700 กว่าบาท ซึ่งเป็นราคาตลาดที่แบรนด์ได้กำไรคืนมา
กลไกนี้ทำให้คนที่พลาดราคา 100 บาท เกิดอาการติดลม อยากกินจนยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น และเมื่อคนมารวมตัวกันจำนวนมหาศาล โอกาสในการขายสินค้าอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นทวีคูณเช่นกัน
3. Customer Acquisition Cost (CAC) ที่คุ้มค่า
แทนที่จะนำงบการตลาดหลักสิบล้านไปจ่ายเป็นค่าแอดโฆษณา (Ads) บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน
พิมรี่พายเลือกที่จะนำงบส่วนนั้นมาอุดหนุน (Subsidize) เป็นส่วนต่างการขาดทุนของค่าทุเรียน
วิธีนี้ถือเป็นการ "ซื้อ" ฐานลูกค้าใหม่และทราฟฟิกที่จับต้องได้จริง คนที่เข้ามากด CF ทุเรียนในค่ำคืนนี้ แน่นอนต้องมีข้อมูลส่วนตัว ทำให้แบรนด์ได้ฐานข้อมูลลูกค้าใหม่มหาศาล
และแน่นอนว่าวิธีการนี้ส่งผลให้มี Conversion Rate สูงกว่าการยิงแอดทั่วไปหลายเท่า เพราะลูกค้าเข้ามาด้วยความตั้งใจที่จะซื้อของอยู่แล้ว
4. Cross-selling ขั้นเทพ สลับขายของกำไรสูง
นี่คือความแพรวพราวที่เกิดขึ้นจริงในไลฟ์สด เพราะในจังหวะที่ผู้ชมกว่า 8 แสนคนกำลังเครื่องติดและเฝ้ารอให้เปิดรหัส CF ทุเรียนราคาถูกรอบต่อไป
พิมรี่พายได้ใช้จังหวะเวลานี้สลับเอาสินค้าอื่นๆ อย่าง "ทุเรียนกวน”, "ทุเรียนทอด" “สาหร่ายทอด” "กุนเชียง" รวมไปถึง "ครีมทาผิว" มาเปิดขายคั่นจังหวะเพื่อดูดกำลังซื้อด้วย
กลยุทธ์นี้หลายๆร้านหลายๆแบรนด์ที่ทำ Live ก็ใช้วิธีการนี้ในการพ่วงขายสินค้าอื่นๆของแบรนด์ไปด้วย
และกำไรจากสินค้าเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จและคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
5. สร้าง Emotional Connection ดึงคนดู
อีกหนึ่งเทคนิคที่ทำให้คนดูหลักแสนยอมนั่งเฝ้าหน้าจอกันยาวๆ ตลอดค่ำคืน คือการสร้าง "ความรู้สึกร่วม" ให้เกิดขึ้นตลอดการไลฟ์
พิมรี่พายใช้วิธีการเล่าเรื่องที่ดึงอารมณ์คนดูได้อย่างอยู่หมัด เช่น การเชิญชาวสวนทุเรียนตัวจริงที่แปรรูปทุเรียนกวน ซึ่งขับรถยาวนานกว่า 16 ชั่วโมงมาออกกล้องด้วยตัวเอง
ยังมีแม่ค้าขายทุเรียนทอดที่พ่อเป็นคนทอดเองและกำลังป่วย ซึ่งเรื่องราวนี้ถึงกับเรียกน้ำตาให้กับพิมรี่พายกลางไลฟ์
พร้อมทั้งประกาศย้ำๆ อยู่เสมอว่าแคมเปญนี้ทำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสวนทุเรียนอย่างแท้จริง ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าการซื้อครั้งนี้ไม่ได้แค่ของถูก แต่ได้ช่วยคนจริงๆ
นอกจากนี้ ยังมีการใช้จิตวิทยาความโปร่งใส โชว์ความจริงใจด้วยการบอกต้นทุนกันแบบตรงๆ ทั้งต้นทุนสินค้า ค่าภาษี บวกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต่างๆ ให้คนดูเห็นตัวเลขชัดๆ ก่อนที่จะประกาศราคาขายจริงที่ดึงดูดใจ
ไม่เท่านั้นเมื่อมีเสียงวิจารณ์เชิงท้าทายว่า "ถ้าอยากช่วยเกษตรกรจริงๆ ปุ๋ยมันแพง ทำไมไม่เอาปุ๋ยมาขายบ้างล่ะ?"
พิมรี่พายก็โชว์ความจริงใจขั้นสุดด้วยการเอา "ปุ๋ย" มาเปิดขายในราคาถูกให้เห็นกันกลางไลฟ์ไปเลยจริงๆ
สิ่งเหล่านี้สร้างความเป็น Entertainment ที่ทำให้ไลฟ์สดมีมิติ ดูจริงใจ ไม่น่าเบื่อ และยังทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าและตรึงคนดูให้ลุ้นตามจนแห่กด CF กันแบบไม่กล้าออกจากไลฟ์เลยทีเดียว
6. Order Management System ที่ลื่นไหล
เบื้องหลังความสำเร็จของการไลฟ์แบบนี้ คือการทำงานหลังบ้าน หรือ Order Management System (OMS) ที่แข็งแกร่งสุดๆ
ลองนึกภาพตามว่าเมื่อมียอดคนดูทะลุ 800,000 คน ทันทีที่เปิดรหัส "ท1" มีคนนับหมื่นกระหน่ำพิมพ์คอมเมนต์ CF เข้ามาพร้อมกันในเสี้ยววินาที
หากใช้แอดมินนั่งไล่ตอบทีละแชท ระบบคงล่มและออเดอร์คงตกหล่นมหาศาล
แต่ด้วยระบบดูดคอมเมนต์ที่แม่นยำ ทันทีที่ลูกค้าพิมพ์รหัสถูกต้อง ระบบจะทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) เริ่มตั้งแต่การดูดคอมเมนต์ ตัดสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันปัญหาขายของเกินสต็อก
จากนั้นทักอินบ็อกซ์ส่งลิงก์สรุปยอดให้ลูกค้าโอนเงิน ไปจนถึงการออกบิลและพรินต์ใบปะหน้าพัสดุเตรียมแพ็กส่ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที
ทำให้การขายหน้ากล้องลื่นไหล และเปลี่ยนทราฟฟิกมหาศาลให้กลายเป็นเม็ดเงินเข้ากระเป๋าได้แบบไม่สะดุด
แคมเปญนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า ในโลกของการทำไลฟ์ การตั้งราคาไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องของต้นทุนและกำไรต่อชิ้นเสมอไป
แต่สิ่งนี้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการบริหารทราฟฟิกและจิตวิทยาผู้บริโภค เพื่อสร้างผลกำไรในภาพรวมของธุรกิจได้แบบเนียนๆนั่นเอง