วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดแบบนี้ของเมืองไทย จนหลายต่างก็หาทางออกกันไปต่างนานา แต่วิธีที่ง่ายที่สุดและรู้สึกสดชื่นมากที่สุดนั่นก็คือ การอาบน้ำ และในขณะที่ใครหลายคนมองว่าการอาบน้ำเป็นเพียงกิจวัตรประจำวันธรรมดาๆ แต่ในระดับสากลแล้วความถี่ในการก้าวเข้าห้องน้ำกลับกลายเป็นดัชนีชี้วัดที่บอกเล่าเรื่องราวทางสังคม สภาพภูมิอากาศ และวิถีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ จากข้อมูลล่าสุดของ Seasia Stats ได้เผยสถิติที่ทำให้เราต้องหันมามองพฤติกรรมการใช้สายน้ำของมนุษยชาติใหม่อีกครั้ง
และในวันนี้ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลจากรายงาน average number of baths per week in each country มาฝาก เพื่อนำเสนอแง่มุมที่น่าสนใจผ่านสถิติ 8 อันดับประเทศที่อาบน้ำบ่อยที่สุดในโลกได้แก่
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
อันดับ 1 บราซิล 14 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 2 โคลอมเบีย 12 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 3 ไทย 11 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 3 ฟิลิปปินส์ 11 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 4 อินโดนีเซีย 10 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 5 เม็กซิโก 8.5 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 6 ออสเตรเลีย 8 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 6 เวเนซุเอลา 8 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 7 ไนจีเรีย 7.5 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 7 เปรู 7.5 ครั้งต่อสัปดาห์
อันดับ 8 สหรัฐอเมริกา 7.2 ครั้งต่อสัปดาห์
หากจะถามว่าคนประเทศไหนตัวหอมที่สุดในโลก ผลลัพธ์อาจอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ โดยมี บราซิล ครองแชมป์อย่างเหนียวแน่นด้วยสถิติการอาบน้ำเฉลี่ยสูงถึง 14 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยคือการอาบน้ำวันละ 2 ครั้งแบบไม่ขาดตกบกพร่อง ตามมาด้วย โคลอมเบีย ที่ 12 ครั้งต่อสัปดาห์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากสภาพอากาศร้อนชื้นที่รุนแรง ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หล่อหลอมให้การอาบน้ำคือการพักผ่อนและการดูแลสุขอนามัยที่สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน
ขยับมาที่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ หรือภูมิภาคอาเซียนของเรา ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่สร้างปรากฏการณ์อาบน้ำถี่ไม่แพ้ใครในโลก โดยมี ไทย และ ฟิลิปปินส์ รั้งตำแหน่งร่วมกันที่ 11 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่ อินโดนีเซีย ตามมาอยู่ที่ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งเหตุผลเบื้องหลังสถิตินี้ไม่ได้มาจากแค่ความร้อน แต่มาจากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงลิ่ว ในเมืองหลวงที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากอย่าง กรุงเทพฯ มะนิลา หรือจาการ์ตา การอาบน้ำไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ชำระล้างร่างกาย แต่ยังเป็นพิธีกรรมดับร้อนจากมลภาวะและการเดินทางที่ยาวนาน การอาบน้ำก่อนออกจากบ้านและทันทีที่กลับถึงที่พักจึงกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่คนในภูมิภาคนี้ยึดถือร่วมกัน
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI
โดยมีปัจจัยที่น่าสนใจอีกประการคือการขยายตัวของสังคมเมือง ในกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การเติบโตของชนชั้นกลางและการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคที่ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการอาบน้ำ เมื่อห้องน้ำที่ทันสมัยเข้าถึงทุกครัวเรือน การอาบน้ำจึงสะดวกสบายและกลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ในหลายประเทศอย่างไนจีเรีย 7.5 ครั้ง หรือเปรู 7.5 ครั้ง แม้จะมีตัวเลขที่น้อยกว่ากลุ่มผู้นำ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากลที่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับสุขอนามัยพื้นฐาน
แต่หากเมื่อมองไปที่ประเทศในเขตอบอุ่นหรือประเทศที่มีสภาวะเศรษฐกิจสูงอย่าง สหรัฐอเมริกา 7.2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ ออสเตรเลีย 8.0 ครั้งต่อสัปดาห์ เราจะเห็นความถี่ที่ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เย็นกว่า ทำให้การขับเหงื่อของร่างกายน้อยลง รวมถึงกระแสการรณรงค์เรื่องการประหยัดน้ำและพลังงานในประเทศตะวันตกที่มีผลต่อการกำหนดพฤติกรรมการใช้น้ำของประชากร
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI
ซึ่งตัวเลข 14, 11 หรือ 7.2 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติในเบื้องต้น แต่ในภาพลึกมันคือการปรับตัวของมนุษย์ให้เข้ากับธรรมชาติ การอาบน้ำจึงเป็นมากกว่าเรื่องของสบู่และฝักบัว แต่คือบทสะท้อนความเคารพในตัวเอง ความเชื่อทางศาสนา และการให้คุณค่าต่อการใช้ชีวิตในแต่ละพื้นที่ทั่วทุกมุมโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก seasia.co
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี