วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์การลงทุนระดับแถวหน้าของไทย ได้โพสต์วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและมุมมองของต่างชาติต่อประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีข้อความว่า
"จาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” สู่ “Rising Star” ของโลก? by Koraphat Vorachet เพียงไม่กี่เดือนก่อนประเทศไทยยังถูกพูดถึงในฐานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ตลาดหุ้นไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในปี 2023-2025 ต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ปี 2017-2025 รวมกว่า 9.2 แสนล้านบาท Valuation ถูก แต่ไม่มีคนสนใจ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ การเมืองเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และคำถามที่นักลงทุนทั่วโลกถามเหมือนกันคือ “ประเทศไทยยังมีอนาคตหรือไม่” แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ขณะที่หลายคนกำลังมองประเทศไทยผ่านกระจกมองหลัง บางองค์กรระดับโลกกลับเริ่มมองประเทศไทยผ่านกระจกมองหน้า
และหนึ่งในนั้นคือ Verisk Maplecroft บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับโลกจากสหราชอาณาจักร ซึ่งอ้างอิงโดย Bloomberg ในรายงานล่าสุด 25 มิย 2026 ระบุว่า ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา กำลังเป็นหนึ่งในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงสุดในการก้าวขึ้นมาเป็น “Supply Chain Rising Star” ของโลกในทศวรรษหน้า ประโยคนี้สำคัญมาก เพราะนี่ไม่ใช่บริษัทนายหน้าไม่ใช่บริษัทจัดอันดับหุ้น แต่เป็นบริษัทที่ประเมินความเสี่ยงของประเทศให้กับนักลงทุนและบริษัทข้ามชาติทั่วโลก พูดอีกแบบคือ นี่คือคนที่มีหน้าที่ประเมินว่า ประเทศไหนควรลงทุน vs ประเทศไหนควรหลีกเลี่ยงและประเทศไหนกำลังมีแนวโน้มดีขึ้น
.jpg)
คำถามคือ ทำไมมองมาทึ่ประเทศไทย? ทั้งที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากมองไทยเป็นตลาดที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน คำตอบของ Verisk Maplecroft น่าสนใจมาก เพราะเขาไม่ได้มองเพียงค่าแรง ไม่ได้มองเพียง GDP และไม่ได้มองเพียงการเมือง แต่ประเมินจาก ความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ, คุณภาพด้านกฎระเบียบ, เสถียรภาพของสภาพแวดล้อมการลงทุน, ศักยภาพในการรองรับ Supply Chain ยุคใหม่
และที่สำคัญ รายงานยังระบุว่า ระดับความเสี่ยงของประเทศไทยลดลงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาขณะที่อุตสาหกรรม Electronics ของไทยกำลังได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุน AIและประเทศไทยมีศักยภาพที่จะรองรับ Supply Chain ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต นี่คือประเด็นที่สำคัญมากเพราะมันสอดคล้องกับสิ่งที่เราเริ่มเห็นภาพจริง จสกข้อมูลการลงทุนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
โลกไม่ได้แข่งขันเรื่องต้นทุนอีกต่อไป ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Supply Chain โลกถูกสร้างบนแนวคิดเดียว คือ “ต้นทุนต่ำที่สุด” แต่หลัง Covid สงครามการค้า Trump 1.0 & 2.0 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป วันนี้บริษัทระดับโลกไม่ได้ถามแล้วว่า “ผลิตที่ไหนถูกที่สุด” แต่ถามว่า “ผลิตที่ไหนปลอดภัยที่สุด” “ผลิตที่ไหนยืดหยุ่นที่สุด” “ผลิตที่ไหนมีความเสี่ยงต่ำที่สุด” และนี่คือเหตุผลที่โลกกำลังเข้าสู่ยุค Supply Chain Diversification การกระจายฐานการผลิต และการกระจายความเสี่ยง ซึ่งเป็นหนึ่งใน Mega Trend ที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
เงินลงทุนกำลังส่งสัญญาณก่อนเศรษฐกิจหากมองจากมุมนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปี 2024 BOI ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.14 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี ก่อนจะเร่งขึ้นสู่ระดับ 1.87 ล้านล้านบาทในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ของ BOI และหากรวมตั้งแต่ปี 2024 จนถึงปัจจุบัน มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนสะสมเข้าใกล้ระดับ 5 ล้านล้านบาทแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือเม็ดเงินเหล่านี้ไม่ได้ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแบบเดิม
.jpg)
แต่ไหลเข้าสู่ Data Center, Cloud Infrastructure, Smart Electronics, Semiconductor Ecosystem, Digital Infrastructure, Advanced Manufacturing ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ใจกลางของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่าประเทศไทยอาจไม่ได้กำลังอยู่ในวัฏจักรการฟื้นตัวแบบเดิม แต่กำลังเริ่มเข้าสู่ New Capex Cycle รอบใหม่ของภูมิภาคเอเชีย คล้ายกับช่วงปี 2002-2007 ที่เอเชียเคยลงทุนมหาศาล เพื่อสร้างโรงงาน ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนจะกลายเป็นโรงงานของโลกในเวลาต่อมา ต่างกันเพียงว่ารอบนี้โลกกำลังลงทุนใน Data Center, Power Grid, Cloud Infrastructure, AI Factory และ Digital Economy แทน
ตลาดพันธบัตรกำลังบอกอะไรเรา? อีกสัญญาณหนึ่งที่น่าสนใจ คือกระแสเงินทุนในตลาดพันธบัตร ปี 2025 ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิพันธบัตรไทยประมาณ 72,000 ล้านบาท และในปี 2026 ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง ณ วันนี้ กว่า 20,000ล้านบาท แม้เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่เรื่องนี้สำคัญ เพราะตลาดพันธบัตร คือสถานที่ที่สะท้อน Country Risk โดยตรง เมื่อเงินเริ่มไหลเข้าพันธบัตร นั่นหมายถึงนักลงทุนกำลังประเมินว่า ความเสี่ยงของประเทศกำลังลดลงอย่างน้อยในระดับหนึ่ง ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจจริง
จากผู้ถูกขาย สู่ผู้ถูกมองใหม่หลังจากต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ กว่า 9.2 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2017-2025 ปี 2026 เริ่มเห็นสัญญาณของการกลับเข้ามาซื้ออีกครั้งตัวเลขอาจยังไม่มาก แต่ในโลกการลงทุน Direction ที่ถูกต้อง สำคัญกว่า ขนาดของเม็ดเงินตั้งต้นเพราะการเปลี่ยนจากผู้ขายสุทธิ มาเป็นผู้ซื้อสุทธิมักเป็นสัญญาณแรกของการเปลี่ยนแปลงรอบใหญ่ สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุด คือเม็ดเงิน BOI เกือบ 5 ล้านล้านบาทไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังรุ่งเรือง ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นทำ New High และไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังแห่เข้ามา แต่กลับเกิดขึ้น ในช่วงที่ประเทศไทยถูกเรียกว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” นั่นทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามว่า นักลงทุนต่างชาติ อาจกำลังเห็นบางอย่าง ที่ตลาดหุ้นไทยยังมองไม่เห็นหรือไม่
คนป่วยแห่งเอเชีย…หรือดาวรุ่งที่ถูกมองข้ามผมไม่ได้กำลังบอกว่า ประเทศไทยหายป่วยแล้วเรายังมีโจทย์ใหญ่อีกมาก เรื่อง Productivit การศึกษา ประชากรสูงวัย การปฏิรูประบบราชการ และความสามารถในการแข่งขัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ โลกเริ่มมองเห็น “ศักยภาพในการฟื้นตัว” ก่อนที่ตัวเลขเศรษฐกิจจะฟื้นเต็มที่ เหมือนที่นักลงทุนมักซื้อหุ้นก่อนกำไรจะฟื้น ไม่ใช่หลังจากกำไรฟื้นแล้วดังนั้นคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ ประเทศไทยยังเป็นคนป่วยแห่งเอเชียหรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัวหรือไม่ เพราะหากคำตอบคือ “ใช่” สิ่งที่เรากำลังเห็นวันนี้อาจไม่ใช่เพียง Fund Flow ระยะสั้น ไม่ใช่เพียง Rally หลังการเลือกตั้งและไม่ใช่เพียง BOI ที่ทำสถิติสูงสุด แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Thailand Re-Rating Cycle รอบแรกในรอบกว่าทศวรรษ จากประเทศที่เคยถูกมองว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” สู่ประเทศที่บริษัทประเมินความเสี่ยงระดับโลก เริ่มเรียกว่า “Supply Chain Rising Star” และในประวัติศาสตร์การลงทุน ผลตอบแทนที่ดีที่สุดมักไม่ได้เกิดขึ้น ในวันที่ทุกคนเชื่อว่าอนาคตสดใสแต่มักเกิดขึ้นในวันที่อนาคตเริ่มดีขึ้น ขณะที่คนส่วนใหญ่ ยังไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง
.jpg)
Koraphat Strategist
Key Supporting Data
• Bloomberg อ้างอิง Verisk Maplecroft จัดให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Supply Chain Rising Stars ของโลก (มิ.ย. 2026)
• BOI รายงานคำขอส่งเสริมการลงทุนปี 2024-ปัจจุบัน สะสมใกล้ 5 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
• Data Center, Cloud Infrastructure, Electronics และ Digital Infrastructure เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด
• ต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรไทยประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาทในปี 2025 และยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องในปี 2026
• หลังขายหุ้นไทยสะสมราว 9.2 แสนล้านบาทในช่วงปี 2017-2025 ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยอีกครั้งในปี 2026
• บทความนี้เป็นมุมมองเชิงกลยุทธ์ของผู้เขียน เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Narrative ประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ มิใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง"
ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังได้คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นเพิ่มใต้โพสต์ของตนเองอีก โดยมีข้อความว่า "Bloomberg รายงาน Verisk Maplecroft มองไทยเป็น 1 ในดาวรุ่ง ของภาพรวมแนวโน้มห่วงโซ่อุปทานโลก ไทย ฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก ตามการวิเคราะห์แนวโน้มการค้าโลกใหม่ของ Verisk Maplecroft โดยมองว่าเศรษฐกิจเหล่านี้และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลาตินอเมริกาจะได้รับประโยชน์จากกระแสการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain diversification) เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ไม่ได้มองเพียงต้นทุนและประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความปลอดภัยของระบบการผลิตมากขึ้น
ความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์โลกรายงานระบุว่าหนึ่งในสามของท่าเรือและสนามบินที่มีความคับคั่งมากที่สุดของโลกมีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักจากความขัดแย้ง ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในประเทศ ขณะที่ความยืดหยุ่นของการค้าโลกได้ลดลงในมากกว่า 150 ประเทศซึ่งคิดเป็นประมาณ 90% ของการค้าโลก ทำให้เกิดโอกาสสำหรับ “ดาวรุ่ง” ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบระยะสั้น
การปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านได้สร้างแรงกดดันระยะสั้นต่อทั้งไทยและฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตามข้อมูลของบริษัทชี้ว่าในระยะยาวประเทศที่มองเชิงกลยุทธ์จะยังน่าสนใจ โดยปัจจัยสำคัญคือความสามารถในการปรับตัวของซัพพลายเชนและการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจ ฟิลิปปินส์: ศักยภาพสูงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง ในกรณีของฟิลิปปินส์ แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองและปัญหาคอร์รัปชันในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองภายใน แต่ประเทศยังคงมีศักยภาพจากแรงงานรุ่นใหม่ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ซึ่งเอื้อต่ออุตสาหกรรมบริการและเอาต์ซอร์ซ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าหากบริษัทมีระบบบริหารความเสี่ยงซัพพลายเชนที่ดี ปัญหาคอร์รัปชันอาจไม่เป็นอุปสรรคทั้งหมด ไทย: จุดแข็งด้านอิเล็กทรอนิกส์และ AI ประเทศไทย แม้มีความท้าทายจากโครงสร้างประชากรสูงวัยและต้นทุนแรงงานที่สูงกว่าบางประเทศในภูมิภาค แต่ความเสี่ยงโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และภาคอิเล็กทรอนิกส์กำลังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ทำให้ไทยมีความพร้อมสำหรับการเป็นจุดเชื่อมต่อของห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยมองว่าโครงสร้างพื้นฐานและ ecosystem อุตสาหกรรมยังเป็นจุดแข็งสำคัญ อาร์เจนตินาและลาตินอเมริกา: ผู้เล่นใหม่ของ supply chain อาร์เจนตินาได้รับแรงหนุนจากข้อตกลงการค้า EU–Mercosur และความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยผลักดันการส่งออกในกลุ่มแร่สำคัญ พลังงาน และอุตสาหกรรม นอกจากนี้ชิลีและอุรุกวัยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอุรุกวัยที่มีโปรไฟล์ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างดีที่สุดในภูมิภาคการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตโลก แม้ลาตินอเมริกายังตามหลังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะฐานการผลิตขนาดใหญ่ แต่ความพยายามของชาติตะวันตกในการลดการพึ่งพาจีนกำลังสร้างผู้ท้าชิงรายใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศอย่างเวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก และบราซิลก็ได้รับประโยชน์จากการลดการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนแล้ว แต่รายงานเตือนว่าความเสี่ยงต่อซัพพลายเชนของบริษัทข้ามชาติในประเทศเหล่านี้กำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน"
.jpg)
.jpg)
หลังจากโพสต์ของ กรภัทร วรเชษฐ์ เผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เช่น
"รับ ส่งเสริมเมืองนอก กดตลาดไทย ถามผู้ประกอบการไทยที่ทำเฉพาะในประเทศหรือยังคับ"
"ไม่มีอนาคตหรอกครับ คอรัปชั่นเยอะ งบไปเปลืองกับข้าราชการ รัฐบาลก็ไม่กล้าลดจำนวนคน ห่วงคะแนนเสียง คนไทยเกิดน้อย ตามชายแดนต่างด้าวทั้งนั้น ต่างชาติเข้ามาถือกิจการนอมีนีในไทย คนไทยจนมากขึ้น คือเป็นดาวรุ่งของต่างชาติแน่นอนสำหรับมีเงิน"
"ขอบคุณครับ สงสัยจะมี DELTA 500 ญาติกับ BENDA 500"
"นักเศรษฐศาสตร์ไทย ดู GDP ตัวเดียว วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ"
"และเรื่องราว ที่เกิดที่บ่อวิน จังหวัดชลบุรี เกิดเรื่องราวทจีน BOI คิดเห็นอย่างไรบ้างครับ ก่อนที่อยากจะได้ยอด FDI เค้ากลั่นกรองกันแล้วใช่ไหมครับว่าคนไทยจะได้ประโยชน์"
"อ่านอยู่ตั้งนานจนเคลิ้มหลับตื่นมา มองเห็นประชาชนรากหญ้าก็ยังจนเหมือนเดิม"
"ขอบคุณครับ"คนป่วยแห่งเอเชีย" อินโดนีเซีย กำลังดิ่งลงเวียดนามกำลังรุ่งเสร็จจากอินโด ก็ไปเวียดนาม เวียดนามจะต่อจากอินโด ครับ"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรภัทร วรเชษฐ์ - Koraphat Vorachet
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี