วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
12 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก "โบราณนานมา" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ]
“พระที่นั่งพิมานรัตยา” เป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูน ทาสีขาว ยกพื้นสูง มีเสาลอยรับหลังคาโดยรอบ พระที่นั่งองค์นี้เชื่อมต่อกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยห้องโถงที่เรียกว่า "มุขกระสัน" ลักษณะเป็นห้องโถงยาวทอดยาวไปทางทิศใต้ เป็นพระที่นั่งยกสูง มีระเบียง 3 ด้าน คือ ด้านทิศตะวันออก ตะวันตกและด้านทิศใต้ รอบระเบียงเป็นเสาราย มีหลังคาเป็นชั้นลด 3 ชั้น ทรงไทยมุงด้วย กระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ประดับ หน้าบันจำหลักรูปพระพรหมทรงหงส์ ซุ้มพระทวารเป็นซุ้มเรือนแก้วลายดอกพุดตาน และซุ้มพระบัญชรเป็นซุ้มทรงบันแถลง ปิดทองประดับกระจก
จุดกำเนิดของ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” สืบเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลรัชกาลที่ ๑ เมื่อปี ๒๓๓๒ เกิดฟ้าผ่าบริเวณหน้ามุขเด็จ “พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท” จนเพลิงลุกลามไหม้เครื่องบน หลังคา และองค์พระมหาปราสาท ตลอดจนพระปรัศว์ด้านซ้ายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
ภายหลังเหตุเพลิงไหม้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนซากอาคารและก่อสร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่ โดยมิได้จำลองรูปแบบเดิมทั้งหมด หากแต่ทรงปรับเปลี่ยนลักษณะสถาปัตยกรรมบางประการ พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ด้านหลังองค์พระมหาปราสาท และพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งพิมานรัตยา”
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ได้บันทึกไว้ว่า “...ปราสาทองค์ก่อนนั้นสูงใหญ่เท่าพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท กรุงเก่า มุขหน้ามุขหลังนั้นยาวกว่ามุขข้าง และมุขเบื้องหลังนั้นอยู่ที่ข้างใน ยาวไปจดถึงพระปรัศว์ซ้ายพระปรัศว์ขวา พระมหาปราสาทใหม่นี้ ยกออกมาตั้ง ณ ที่ข้างหน้าทั้งสิ้น มุขทั้ง 4 นั้นก็เสมอกันทั้ง 4 ทิศ ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ กรุงเก่ายกปะราลีเสียมิได้มีเหมือนองค์ก่อน แต่มุขเด็จยอดทั้ง 4 มุมนั้นยกทวยเสีย ใช้รูปครุฑเข้าแทนแล้วให้ฐาปนาพระที่นั่งขึ้นใหม่ข้างใน ต่อมุขหลังเข้าไปอีกหลัง 1 พอเสมอด้วยมุขปราสาทองค์เก่า พระราชทานนามว่า พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทำพระปรัศว์ซ้ายขึ้นใหม่คงตามเดิม หลังคาปราสาทและมุข กับทั้งพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ ดาดด้วยดีบุกเหมือนอย่างเก่าทั้งสิ้น ครั้นการพระมหาปราสาทลงรักปิดทองเสร็จแล้ว จึงพระราชทานนามปราสาทองค์ใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท...”
ตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” มีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและราชประเพณีของราชสำนักไทย ในอดีตเคยใช้เป็นพระวิมานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จมาประทับ ณ หมู่พระมหาปราสาท โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เคยเสด็จมาประทับเป็นเวลานานถึงหนึ่งปี ในระหว่างการบูรณะหมู่พระมหามณเฑียร
ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖พระที่นั่งแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมมหาสมาคมของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารฝ่ายใน เพื่อเข้ารับพระราชทานอิสริยยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘ ได้มีการประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาแห่งนี้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา พระที่นั่งพิมานรัตยาจึงถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพและพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้พระที่นั่งพิมานรัตยาจะมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพและพระศพมาโดยตลอด แต่ไม่เคยปรากฏการใช้เป็นสถานที่ “ประดิษฐานพระศพ” ของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมาก่อน
กระทั่งในวาระการประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้มีการประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังพระราชพิธีสรงพระศพ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งแห่งนี้ที่ถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย อันถือเป็นหน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทยและประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งพิมานรัตยา
ขอบคุณภาพจาก : พิกุลบรรณศาลา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี