วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
15 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก "คุยกับนักจิตวิทยา" โพสต์ข้อความระบุว่า ’ดิ่งด่ำ‘ ในความเป็นมนุษย์…
คนไทยมักแหงนมองพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ผ่านสายตาของการเป็นเจ้าเหนือหัว
การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ พระราชอำนาจ พระราชบัลลังก์ การสืบสันตติวงศ์ การทรงพระจริยวัตรอันควรเทิดทูน ฯลฯ
จนบางครั้งเราก็เผลอลืมมอง ’ความสำคัญของหน้าที่ ที่ต้องทำ ในสิ่งที่ต้องทำ’
…ชีวิตที่ไม่อาจลิขิต ตัดสินเองได้
…กรอบกฎ บทบาทที่ไม่อาจขัดฝืน
…ชีวิตส่วนตัวที่ไม่อาจเป็นส่วนตัว
…ความรัก โลภ โกรธ หลง อารมณ์ตามธรรมชาติต่าง ๆ ที่ต้องปลิดปลงให้ราวผิดธรรมชาติ
“ขัตติยะมานะ” “ทศพิศราชธรรม” “ความเป็นผู้นำ” “ความเป็นแบบอย่าง” “สถาบันสูงสุดของชาติ” “ศูนย์รวมจิตใจ” “หน้าตาของประเทศ” ฯลฯ
คำเหล่านี้คล้าย ๆ เป็นเหมือนคำเทิดทูน ทว่า บนบ่านั้นมีแรงกดดันอันหนักอึ้ง
คน ๆ หนึ่ง ครอบครัว ๆ หนึ่ง ชะตาที่ไม่อาจกำหนด แต่ลิขิตฟ้านำพาความรับผิดชอบอย่างสูงสุดให้ต้องเป็นราว มนุษย์ที่เกินมนุษย์
โชคที่กำหนดด้วยฟ้า และชะตากำหนดด้วยคนอื่น เพื่อคนอื่นเสมอ “ไม่ใช่เพื่อตนเอง”
มนุษย์คนหนึ่งที่เลือกเกิดไม่ได้ และถูกจับจ้องตีตราอยู่เสมอ ด้วยสายตาของคนนับล้านด้วยท่านคือเจ้า และ “เราต้องการนับถือคนที่ดีที่สุด”
คนที่เราลืมว่า “ท่านก็มนุษย์” และเราต้องยอมรับในความไม่สมบูรณ์ในมนุษย์ แต่เราก็คาดหวังมากกับทุกพระองค์
เราคนไทยใต้ร่มพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เข้าใจว่า พระเจ้าอยู่หัวคือพระมหากษัตริย์ที่อุทิศพระวรกาย ไม่ต่างจาก “พ่อ” ของบ้านหลังใหญ่ และครอบครัวของเราชาวไทย ร่มเย็นได้ใต้ร่มพระบารมี
เมื่อผลัดแผ่นดิน หลายคนตั้งแง่ และมีคนที่ตั้งความหวัง ทั้งยังคาดหวังอยากให้ในหลวงองค์ใหม่ เป็นได้ดั่งในหลวงองค์ก่อน
ในขณะที่พระองค์ทรงครองราชย์ด้วยพระชนมายุอยู่ในวัยชรา และพระวรกายอาจไม่ได้ต้องตรงกับอากาศเมืองร้อนนัก เราจึงมักจะเห็นว่า สมเด็จพระราชินีฯ ทรงเป็นดั่งหลักยึดเพื่อให้ท่านทรงพระวรกาย (ในหลายครั้งที่ทรงล้าแรงและต้องแข็งพระทัยทรงงานต่อไป)
หลายคนตั้งคำถามกับชีวิตส่วนพระองค์ การที่ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระราชินีฯ ในช่วงแรกทุกคนก็ยังกังขา
ทว่า เวลาและพระจริยวัตรได้เยียวยาทุกอย่าง
ภาพพระองค์ภาฯ จับพระหัตถ์พระราชินี และทรงใกล้ชิด ชวนให้พสกนิกรเปิดใจ
พระองค์ภาฯ ทรงเสมือนเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก ให้สมเด็จพระราชินีสุทิดา
และพระองค์ภาฯ อีกเช่นกัน ที่ทรงสร้างสายใยผูกพันให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดกับในหลวงของเรา
โดยอาจสามารถกล่าวได้ว่า ทรงเป็นดั่งลมใต้ปีกแห่งรัชสมัย ผู้เชื่อมสายใยรักจากราชวงศ์สู่ปวงชนอย่างชัดเจน
ด้วยทรงเป็นพระราชนัดดาองค์แรก และประชาชนจำนวนมากรู้สึกเสมือนเติบโตมาร่วมกับพระองค์
ในวันที่ทรงไม่ต่างจากครอบครัวสามัญอื่น ๆ พี่น้องของพระองค์ทรงต่างพระมารดา ทว่า ทรงเป็นเสมือนศูนย์กลางว่า เราคือลูกของพ่อ เราจะรักกัน และโอบเอื้อเกื้อกูลกัน
ภาพเหล่านั้น ที่เรา (คนไทย) เคยลืมเลือน เมื่อถึงวันนี้ จึงเห็นการมองย้อนกลับไป
ในภาพความธรรมดานั้น พระหฤทัยท่านช่างยิ่งใหญ่ และอบอุ่นเกินใคร
และท่านก็คือมนุษย์ธรรมดา ที่สามารถก้าวข้ามความไม่สมบูรณ์ด้วยการปรับพระองค์และปรับพระหทัย รวมถึงการเอื้อให้เกิดการเปิดใจของทุกคน
แม้ครอบครัวอันสูงสุด ยังมีความไม่สมบูรณ์แบบ
ความไม่สมบูรณ์แท้นี้จึงแสดงสัจจะว่า “เราเป็นมนุษย์ไม่ต่างกัน”
และเมื่อพ่อที่รักลูก ต้องสูญเสียลูกรักไป การที่ทรงพระราชทานเครื่องประกอบพระเกียรติยศสูงสุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลูกที่อยากยื้อชีวิตให้นานเท่านานนั้น คือการทำเพื่อลูกอย่างสุดใจไม่ต่างจากพ่อธรรมดา ๆ คนหนึ่ง พึงแสดงความรักต่อลูกของตน
เมื่อมองสมเด็จพระราชินีฯ ที่เป็นดั่งมิตรคู่พระทัย คล้ายพระสหายสนิท ที่คอยเกื้อหนุนจุนพระหฤทัยในยามยากของการเข้าสู่สถานะพระราชินีที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล
ภาพพระหัตถ์ของพระองค์ภาฯ ที่กุมจับมั่นในครั้งเก่า ดังว่าจะให้ความอบอุ่นและปลอบประโลมว่า “เราจะผ่านไปด้วยกัน” “ฉันจะดูแลเอง”
วันนี้พระราชินีที่ทรงหมองเศร้าราวสูญเสียเสี้ยวหนึ่งของพระทัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
เมื่อมองน้อง ๆ ทุกพระองค์ที่ทรงเป็นที่รักและต่างเติบโตมาด้วยกัน ต่างสื่อสารถึงวันอันโหดร้ายอันยากจะดำเนินต่อไปได้โดยปราศจากพี่สาวที่คอยคุ้มใจให้มั่นคง จึงทั้งหวานและขม อบอุ่นและเศร้าใจ
ยิ่งเมื่อมองพระองค์ทีฯ ที่ทอดพระเนตรพระโกศนิ่งอยู่อย่างนั้น หลายครั้งต่อหลายครั้ง จึงยากจะปลอบโยนจิตใจและยากจะสามารถเข้าใจในความรู้สึกของพระองค์
เมื่อมองภาพใหญ่ด้วยวัยและวันที่เริ่มเรียนรู้ที่จะมองสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเช่น ผู้นำตามหน้าที่
เราจึงเริ่มมองเห็นว่า “มนุษย์” ไม่ว่าอยู่ในสถานะไหน ก็ไม่แตกต่างกันในด้านความรู้สึก
มนุษย์ ก็คือผู้ที่มีหัวใจ โศกเศร้าสะเทือนอารมณ์ได้เมื่อเกิดการสูญเสีย
และบางครั้งหน้าที่ ทำให้บางคนไม่สามารถแสดงออกได้มาก ทั้งที่ยังเป็นมนุษย์
”ขัตติยะมานะ“ จึงเป็นศัพท์แสงที่ตกแต่งความรู้สึกของพสกนิกรให้ผ่อนคลายจากความสงสารและเห็นใจพระเจ้าแผ่นดินได้
ทว่า บางครั้งยิ่งเห็นความแข็งแกร่ง หัวใจยิ่งพังทลายด้วยความรู้สึกอยากโอบอุ้มปลอบโยน และอยากให้ท่านได้เศร้า ได้เสียพระทัย ได้อยู่กันเป็นการส่วนพระองค์ในห้วงแห่งความสูญเสียที่มี
แต่…ความจริงกลับทำไม่ได้
เพราะ ที่ท่านเสีย คือ บ้านเมืองเสีย และความโทมนัสนั้นแผ่กว้างไปทั้งแผ่นดิน
พระราชประเพณี คือ สิ่งที่ต้องยึดถือ และท่านคือสถาบันอันสูงสุดที่มีกฎกรอบครอบกำหนด จึงไม่สามารถทำได้อย่างคนธรรมดาสามัญ
ท่ามกลางความสูญเสีย สิ่งนี้จึงเป็นเสมือนการทรงงานครั้งสุดท้ายของพระองค์ภาฯ ซึ่งเสมือนการฉายภาพชัดถึงสายใยเชื่อมโยงจิตใจของปวงชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์
ในฐานะมนุษย์ต่อมนุษย์
และมองในหลวงอย่างพ่อคนหนึ่งซึ่งสูญเสียลูกก่อนวัยอันควร
ความเสียใจในความสูญเสียอันเป็นสามัญของโลก จึงสอนเราว่า ไม่มีผู้ใดในโลกที่ไม่เผชิญกับความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และการสิ้นพระชนม์คือหนึ่งในความธรรมดาของโลกที่ไม่มีผู้ใดสามารถเลี่ยงหลบได้เมื่อถึงวาระของตน
หากแต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรายังคงอยู่บนโลกนี้ได้ คือ ในความรัก ในความคิดถึง และความทรงจำของคน
…ที่จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
ความดิ่งด่ำในความรู้สึก ณ ขณะนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยนั้น ทรงมีความเป็นมนุษย์ ที่พยายามอย่างมากเพื่อพสกนิกรของพระองค์
จึงทรงเป็นที่รัก เคารพ และศรัทธา
และเมื่อจากไปยังทรงเป็นความรำลึกถึง และน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ
ในดวงใจนิรันดร์
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี