วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันที่ 13 มิถุนายน 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Suwat Pat Sooksawad โพสต์ข้อความระบุว่า "...ไหนใครชื่อพัชร .. พัชรอะไร พัชรกิติยาภา หรือเปล่า..."
ว่าด้วยชื่อ "พัชร" และเหตุสำคัญของการพลิกผันเส้นทางชีวิต ทำงานอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
คนที่รู้จักผมก่อนปี 2555 จะทราบดีว่าผมชื่อ "กุ้ง"แล้วทำไมปัจจุบันถึงมีคนไม่น้อยเรียกว่า "พัชร" และทำไมถึงไปทำงานที่ประเทศออสเตรียอยู่เนิ่นนาน
เอาแบบรวบรัดไม่ให้งง ย้อนไปเมื่อปี 2555 ผมกำลังศึกษาระดับปริญญาโทอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และได้ทำงานพาร์ทไทม์อยู่ที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา (สคต.) ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีมประเทศไทย ภายใต้การนำของสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งขณะนั้นมีท่านทูตที่ทรงพระนามว่า พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
เจ้านายโดยตรงของผม คือ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) / ผู้อำนวยการ สคต. หรือที่เรียกกันอย่างง่ายว่าทูตพาณิชย์ ท่านมีชื่อเล่นว่า "กุ้ง" เช่นเดียวกัน สรุปว่ามีพี่กุ้งกับน้องกุ้งอยู่ที่เดียวกันให้สับสนเวลาถูกเรียกอยู่บ่อยๆ
อยู่มาวันหนึ่ง คุณแม่ของผมก็เกิดดำริอยากให้ลูกเปลี่ยนชื่อ (กระแสนิยม ณ เวลานั้น) โดยต้องการให้เปลี่ยนทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น และได้ไปสรรหาชื่อมาให้เลือก 2 ชื่อ ได้แก่ จักรภพ และ พัชรพงษ์ ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นภาระหนักหนามากหากจะเปลี่ยนชื่อ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเอกสาร ตลอดจนการใช้ชีวิตหลังจากนั้น ซึ่งเอกสารมีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน ชีวิตคงโกลาหลน่าดู

ด้วยต้านความประสงค์ของคุณแม่ไม่ได้ผมจึงขอเลือกชื่อ "พัชรพงษ์" เหตุผลไม่มีอะไรมาก คือ ไหนๆ ก็จะเปลี่ยนใหม่แล้วก็เลือกอันที่ฟังดูย้อนยุคน้อยที่สุด โดยขอเปลี่ยนชื่อเล่นก่อน ซึ่งก็ย่อเอาง่ายๆ ว่า "พัชร" (อ่านว่า พัด) ส่วนชื่อจริงต้องเปลี่ยนที่ไทย ก็เอาไว้ก่อน วันไหนมีโอกาสกลับไทยแล้วค่อยว่ากัน
จากนั้นมาคนในครอบครัว คนรอบตัวที่กรุงเวียนนา และคนที่ทำความรู้จักกันใหม่ๆ ก็จะรู้จักผมในชื่อ "พัชร" ไม่มีพี่กุ้งน้องกุ้งในออฟฟิศอีกต่อไป
ไม่นานหลังจากนั้น ผมได้ติดตามหัวหน้าไปร่วมงานที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นปกติ เวลานั้นผู้คนในสถานทูตต่างทราบหมดแล้วว่าผมเปลี่ยนมาใช้ชื่อพัชร และก็เรียกขานกันได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าจะยังรู้สึกขัดหูขัดลิ้นกันอยู่บ้าง
ขณะยืนรวมตัวคุยกันแบบสบายๆ กับเพื่อนๆ ที่ทำงานในสถานทูต พี่อิ้ง ซึ่งเป็นนักการทูตท่านหนึ่งและเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดองค์เอกอัครราชทูต ได้เรียกหา "พัชร พัชร" คงต้องการไหว้วานอะไรสักอย่าง ผมยังไม่ทันได้ขานรับการเรียกชื่อก็มีเสียงอันทรงพลังดังขึ้นมา "ไหนใครชื่อพัชร ที่นี่มีคนชื่อพัชรด้วยเหรอ" ได้ยินเท่านั้นผมก็ขนลุกไปทั่วร่างกาย และในทันใดเจ้าของเสียงนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้า แล้วถามว่า "ชื่อพัชรเหรอ พัชรอะไร พัชรกิติยาภา หรือเปล่า" คงไม่ต้องเดา บุคคลนั้นคือ "พระองค์ภา" แม้ว่าจะรู้ว่าพระองค์ทรงหยอกเล่น ด้วยทรงเห็นว่าชื่อเปลี่ยนไป และไปคล้ายพระนามท่าน แต่ก็ไม่วายหัวใจตกลงไปที่หัวเข่า ได้แต่ทำปากพะงาบๆ แต่ไม่รู่ว่าจะทูลตอบอย่างไร

ผมจึงถือว่าชื่อ "พัชร" เป็นชื่อมหามงคล ซึ่งได้ผ่านการทรงเจิมจากพระองค์ภาแล้ว ใช้แล้วทำให้ระลึกถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ และมีความภูมิใจเช่นเดียวกับชื่อดั้งเดิมที่พ่อแม่ตั้งให้ตั้งแต่เกิด (กุ้ง) ซึ่งยังคงใช้อยู่ควบคู่กัน ส่วนชื่อจริงนั้นผมยังคงไม่ได้เปลี่ยนและก็จะไม่เปลี่ยน เพราะไม่อยากยุ่งยาก
ต่อมาผมมีโอกาสได้เข้าทำงานแบบเต็มตัวที่ สคต. ซึ่งไม่เคยอยู่ในความคิด เพราะผมไม่เคยคิดจะลงหลักปักฐานในต่างประเทศ ตั้งใจว่าเรียนจบแล้วต้องกลับมาทำงานที่ไทย เนื่องจากความใฝ่ฝันและสิ่งที่อยากทำนั้นอยู่ที่ประเทศไทย ชีวิตทำงานในออสเตรียของผมเป็นมหากาพย์ที่ซับซ้อนประกอบด้วยหลายเรื่องราว เอาเป็นว่าเหตุผลสนับสนุนสำคัญประการหนึ่ง คือ การที่หัวหน้าทีมประเทศไทย คือ พระองค์ภา ซึ่งทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นที่จะรับโอกาสในการร่วมทีมและทำงานให้สมพระเกียรติในยุคของพระองค์มากที่สุด
นับเป็นจุดหักเหที่สำคัญที่ทำให้ผมอยู่ทำงานที่ออสเตรียต่อมาอีกเป็นสิบปี แม้ว่าพระองค์จะเสด็จกลับนานแล้ว ผมยังคงติดพันภารกิจที่ตั้งใจทำให้สำเร็จอยู่ ขณะที่ในใจพร่ำอยู่เสมอว่าเมื่อใดจะได้กลับบ้าน ซึ่งยิ่งนานวันยิ่งดูห่างไกล จนบางครั้งท้อใจแต่ไม่เคยล้มเลิกความคิด จนกระทั่งวันหนึ่งโชคชะตาพามาพบกับผู้ใหญ่ใจดี Tongthong Chandransu ผู้ซึ่งเปิดประตูให้ ผมจึงได้กลับ "บ้าน" ในที่สุด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี