วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เอ็ดดี้ ชำแหละกลยุทธ์คอนเทนต์การเมือง 4 ชั้น ของ ชัชชาติ ทำคนกรุงเคลิ้ม ซัด โชว์ ขยันทำงาน จนกลายเป็นผลงาน
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความระบุว่า "ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ที่ เก่งที่สุดเรื่องทำคอนเทนต์
จบวิศวะ แต่เรื่อง content marketing ล้ำคู่แข่งขัน ทำให้ชนะการเลือกตั้งครั้งก่อน และครั้งนี้คนก็ยังติดใจการบริหารกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างคอนเทนต์ของเขา ว่า เขาขยันทำงาน ทั้งที่ผลงานที่คุยไว้ว่า มีนโยบาย 200 กว่าเรื่องที่จะลงมือทำพร้อมกันทั้งหมดได้ทันที แต่ถึงไม่เป็นไปตามราคาคุยและตามที่หาเสียง แต่คนกรุงเทพฯ ยังพอใจเคลิบเคลิ้มกับแนวทางบริหารราชการกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างคอนเทนต์ และนี่คือ content marketing ทางการเมืองที่ล้ำมากใน 4 ชั้น
ชั้นแรก คือ “ทำตัวให้เห็นได้ทุกวัน”
ผู้ว่าฯ ส่วนมากทำงานอยู่ในห้องประชุม เอกสาร คำสั่งราชการ หรือพิธีการ แต่ชัชชาติเปลี่ยนการบริหารให้เป็นภาพประจำวัน เช่น ลงพื้นที่ วิ่ง ตรวจงาน คุยกับคน ตัดผม กินข้าว เดินตลาด ประชุมหน้างาน ภาพพวกนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าปัญหาเมืองถูกแก้จริงทั้งหมด แต่พิสูจน์ทางอารมณ์ว่า “เขาอยู่ตรงนั้น” และในทางการเมือง ความรู้สึกว่า “ผู้มีอำนาจไม่หายไปไหน” มีพลังมาก
ชั้นที่สอง คือ “เปลี่ยนความขยันให้เป็นทุนทางการเมือง”
คนจำนวนมากอาจไม่ได้จำรายละเอียดนโยบาย 216 ข้อ แต่จำภาพได้ว่า “คนนี้ทำงาน” ครั้งก่อนเขาประกาศ 216 นโยบาย ส่วนรอบนี้มีรายงานว่าเสนอนโยบายใหม่ 251 นโยบาย แต่ในโลกการเมืองมวลชน คนไม่ได้ตัดสินจากเอกสารนโยบายอย่างเดียว เขาตัดสินจาก “ภาพซ้ำ” ที่เห็นทุกวันจนกลายเป็นความเชื่อว่า “คนนี้ขยันจริง” ตรงนี้คือจุดแข็งที่สุดของชัชชาติ
ชั้นที่สาม คือ “ประชาชนรู้สึกว่าได้มีส่วนร่วม”
ระบบอย่าง Traffy Fondue ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาสามารถแจ้งปัญหาเมืองได้เอง เห็นสถานะ เห็นเจ้าหน้าที่ลงมือ แม้จะมีข้อวิจารณ์เรื่องการปิดเคสแบบไม่ละเอียดหรือคุณภาพการแก้ปัญหา แต่ตัวระบบสร้างความรู้สึกว่า กทม. “ตอบสนอง” มากกว่าเดิม มีรายงานว่าปี 2567 มีเรื่องร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue กว่า 5 แสนเรื่อง และแก้ไขแล้วราว 3.9 แสนเรื่อง ส่วนปี 2568 ชัชชาติเองก็ยอมรับว่ามีปัญหาการปิดเคสแบบมักง่าย ต้องกำชับเรื่องคุณภาพ ไม่ใช่แค่ปริมาณ จุดนี้สะท้อนว่าเขาไม่ได้ขายภาพลอย ๆ อย่างเดียว แต่เอาระบบดิจิทัลมาทำให้ “การทำงาน” ถูกมองเห็น
ชั้นที่สี่ คือ “เปลี่ยนปัญหาใหญ่ให้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง”
น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 รถติด ทางเท้า ขยะ สายไฟ เมืองเก่า ระบบราชการเขต สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่สะสมหลายสิบปี และผู้ว่าฯ กทม.คนเดียวไม่ได้มีอำนาจครบทุกมิติ ดังนั้นเมื่อยังแก้ไม่จบ ชัชชาติจึงยังมีพื้นที่อธิบายว่า “กำลังทำ” “ต้องใช้เวลา” “ต้องร่วมกับหลายหน่วยงาน” ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ฟังขึ้นระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นช่องว่างให้ฝ่ายวิจารณ์ตั้งคำถามได้ว่า หลังจาก 4 ปีแล้ว สิ่งที่ประชาชนควรวัดไม่ใช่แค่ความขยัน แต่คือผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนจริงแค่ไหน
จะเห็นได้ว่า เขาไม่ได้เก่งแค่ทำคอนเทนต์ แต่เก่งในการเปลี่ยน “ภาพการทำงาน” ให้กลายเป็น “ความชอบธรรมทางการเมือง”
เพราะคู่แข่งจำนวนมากยังสู้ในสนามนโยบายแบบเดิม พูดเป็นข้อ ๆ แถลงเป็นเอกสาร แต่ชัชชาติสู้ในสนาม “ความรู้สึกทางการเมือง” คือทำให้คนรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ว่าฯ ที่จับต้องได้ ไม่ถือตัว ไม่ห่างประชาชน และทำงานตลอดเวลา
ผลโพลล่าสุดก็สะท้อนพลังของภาพจำนี้ เช่น สวนดุสิตโพลช่วงโค้งสุดท้ายรายงานว่าชัชชาตินำ 61.09% และนิด้าโพลรายงานว่านำถึง 72.35% ในสนามผู้ว่าฯ กทม. 2569 ต่อให้มีคนวิจารณ์เรื่องน้ำท่วม ฝุ่น หรือผลงานที่ไม่ถึงราคาคุย แต่ฐานความนิยมยังอยู่ เพราะคนจำนวนมากไม่ได้วัดเขาด้วย KPI เมืองอย่างเดียว แต่วัดด้วย “ความรู้สึกว่าเขาพยายาม”
“ชัชชาติอาจไม่ใช่ผู้ว่าฯ ที่แก้ปัญหากรุงเทพฯ ได้ดีที่สุด แต่เป็นผู้ว่าฯ ที่สื่อสารการทำงานของตัวเองได้ดีที่สุด จนทำให้ความขยันกลายเป็นผลงานทางการเมือง และทำให้คอนเทนต์กลายเป็นเกราะป้องกันคำถามเรื่องผลลัพธ์”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี