533.jpg
สาธุชนหลั่งไหลทำบุญวัดอโศการาม น้อมในบารมี'ท่านพ่อลี' พระอริยเจ้าในปฏิปทา'หลวงปู่มั่น'

สาธุชนหลั่งไหลทำบุญวัดอโศการาม น้อมในบารมี'ท่านพ่อลี' พระอริยเจ้าในปฏิปทา'หลวงปู่มั่น'

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

ศรัทธาสาธุชนหลั่งไหลทำบุญวัดอโศการาม สมุทรปราการ น้อมในบารมี “ท่านพ่อลี” พระอริยเจ้าในปฏิปทาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

“พระภาวนาวัชรสุทธาจารย์” หรือ “หลวงพ่อสามเรือน ปุญฺเญสโก” เจ้าอาวาส วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ นำคณะสงฆ์พร้อมด้วยแม่ชี และ ผู้บวชเนกขัมมะ เดินเวียนเทียน 3 รอบ หรือ ทักษิณาวัตร ในโอกาสวันอาสาฬหบูชา ซึ่งปรากฎว่าในปีนี้มีศรัทธาญาติโยมหลั่งไหลไปเวียนที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ จำนวนมาก


สำหรับวัดอโศการามเป็นวัดที่สร้างขึ้นโดย “พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์” หรือ “ท่านพ่อลี ธมฺมธโร” หนึ่งในพระอริยเจ้าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า มีญาณบารมีแก่กล้า ได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2504 สิริรวมอายุได้ 55 ปี 33 พรรษา ซึ่งจวบจนปัจจุบันท่านพ่อลีละสังขารไปนานถึง 65 ปี

ท่านพ่อลี เป็นหนึ่งในพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ได้รับความศรัทธาจากศิษย์ยานุศิษย์ทั่วสารทิศ โดยองค์ท่านพ่อลีได้เคยเล่าถึงวิธีการต่ออายุของท่าน แต่จังหวะนั้นได้ผ่านพ้นมาอย่างน่าเสียดายว่า พวกเธอจำได้ไหม? ในสมัยประชุมคณะกรรมการจะสร้างเจดีย์ และโบสถ์ เราปรารภให้สร้างพระเจดีย์เสียก่อน แต่ไม่มีลูกศิษย์คนใดกล้ารับงานนี้ (ซึ่งในเวลานั้นองค์ท่านพ่อลีไม่ได้บอกในที่ประชุมถึงเหตุการสร้างพระเจดีย์นั้นสามารถต่ออายุท่านได้) และ บางคนเขาคิดจึงเอาเองว่า ถ้าสร้างเจดีย์เสร็จแล้ว เราจะหนีเข้าป่าบ้าง ตายบ้าง

ท่านพ่อลีเล่าย้อนไปอีกว่า ในช่วงเวลาที่กรรมการในที่ประชุมมีความเห็นว่า ให้สร้างโบสถ์ก่อน ก็เป็นอันตกลง ซึ่งเขาไม่รู้จักจุดลึกในชีวิตของเรา การที่จะมาแก้ในสิ่งที่ล่วงเลยมา มันก็สายเสียแล้ว”

ท่านพ่อลีกล่าวย้ำว่า “...ก็พวกเธอเกาไม่ตรงที่คัน ต่อให้มีโบสถ์ตั้ง ๒๐ หลัง ก็ไม่เท่ากับสร้างพระเจดีย์เพียงหนึ่งองค์...ท่านเอ๊ย!”

เมื่อท่านพ่อลีเล่าเหตุนี้แล้ว พระอาจารย์แดงจึงเรียนท่านพ่อลีว่า “เมื่อตายไปแล้ว ก็ขอให้ท่านพ่อมาช่วยเหลือวัดอโศการาม”

ท่านพ่อลีก็หัวเราะ ฮึๆ ตอบวา “เราก็เป็นห่วงเหมือนกันคิดว่าจะคายอะไรไว้ให้เขากินกัน แต่ชีวิตก็จวนเสียแล้ว ก็ให้พวกยังอยู่หากินกันไป ถ้าไม่มีปัญญาก็ช่างมัน”

และพระอาจารย์แดงได้เรียนถามท่านอีกว่า “ท่านพ่อมีคาถาอะไรดีๆ ก็สอนให้ผมด้วย”

ท่านพ่อลีตอบว่า “คาถานั้นมีอยู่ แต่สู้ใจเราไม่ได้ ให้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้สำเร็จคุณธรรม เมื่อเราทำความเพียรอย่างสูงสุด เสียสละชีวิตแล้ว จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีของแต่ละคน”

สำหรับท่านพ่อลี ธมฺมวโร เกิดวันพฤหัสบดี เวลา 21.00 น.เดือนยี่ แรม 2 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2449 ที่บ้านหนองสองห้อง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี  ซึ่งนามเดิมของท่านพ่อลี คือ นายชาลี นารีวงศ์

ในช่วงก่อนออกบวช ช่วงอายุ 20 ปี ซึ่งตรงกับ พ.ศ.2468 โยมแม่เลี้ยงของท่านพอลีเสียชีวิต ท่านได้ย้ายไปอยู่กับญาติที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พอปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้กลับขึ้นไปบ้านของโยมบิดา ซึ่งได้รับคำแนะนำจากบิดาให้บวช โดยตอนนั้นมีเงินติดตัวอยู่ 160 บาท และ เมื่อไปถึงบ้านใหม่ๆ ญาติพากันมายืมเงิน ท่านพ่อลีจึงให้ยืมเงิน จนเหลือเงินติดตัวเพียง 40 บาท และ เมื่อถึงเวลาขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ.2468 ท่านจึงได้ฤกษ์บวช เมื่อท่านบวชแล้วได้เรียนสวดมนต์และพระธรรมวินัย จึงได้ตรวจดูสภาวะการปฏิบัติ องค์ท่านพ่อลีก็พบว่า การเป็นพระใหม่ มาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มั่วสุมและสนุกสนานเฮฮา เช่น มีการนั่งเล่นหมากรุก เล่นมวยปล้ำ เล่นดึงหัวไม้ขีดไฟกับผู้หญิงบ้าง เล่นนกกันบ้าง เล่นชนไก่บ้าง จนถึงขั้นฉันข้าวเย็น

เมื่อผ่านไป 2 พรรษา ยังประพฤติผิดพลาดในธรรมวินัย ทำให้ท่านพ่อลีซึ่งเป็นพระภิกษุใหม่ จึงตั้งใจอธิษฐานว่า เวลานี้ข้าพเจ้า ยังมุ่งดี หวังดี ต่อพระศาสนา ขอให้ได้พบครูบาอาจารย์ที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ภายใน 3 เดือน ซึ่งภายหลังท่านได้พบพระอาจารย์บท ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต โดยท่านพ่อลีตามไปจนพบพระอาจารย์มั่น แต่ในช่วงนั้นพระอาจารย์มั่นกำลังอาพาธจึงสั่งให้ท่านพ่อลีไปที่บ้านท่าวังหินก่อน

ที่บ้านท่าวังหิน จังหวัดอุบลราชธานี องค์ท่านพ่อลีได้มีโอกาสพบสหธรรมิกทางธรรม 2 องค์ ได้แก่ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ และ พระอาจารย์สาม อกิญจโน ทำให้ได้พากเพียรปฏิบัติธรรมทั้งกลางวันและกลางคืน และ เมื่อพักอยู่ที่บ้านท่าวังหินพอสมควรแล้ว จึงได้ชวนพระอาจารย์กงมาออกเดินทางไปเรื่อยๆ โดยไปพักตามศาลเจ้าผีปู่ตาของหมู่บ้านตำบลต่างๆ แล้วเดินทางกลับไปถึงบ้านเดิม เพื่อบอกข่าวการกุศลให้โยมผู้ชาย หรือ บิดาทราบว่า ได้พบพระอาจารย์มั่นเป็นพอใจในชีวิตแล้ว และ ท่านพ่อลีกล่าวกับโยมบิดาว่า อาตมาจักไม่กลับมาตายบ้านนี้ต่อไป คือ ได้นึกเป็นคติอยู่ในใจว่า “เราเกิดมาเป็นคน ต้องพยายามไต่ขึ้นบนหัวคน เราบวชเป็นพระ ต้องพยายามให้อยู่บนหัวพระ ที่เราเคยพบผ่านมา” ตอนนี้รู้สึกว่าเกิดสมหวังในความคิด

ฉะนั้นจึงกลับบอกเล่าให้โยมผู้ชาย หรือ บิดาฟังว่า “ฉันลาไม่กลับ เงินทองข้าวของใช้ส่วนตัวมอบเสร็จ ทรัพย์สินเงินทองโยมจักไม่เกี่ยวข้องตลอดชีวิต” แต่ยังไม่เคยตัดสินใจว่า เราบวชแล้วจะไม่ยอมสึก แต่ก็นึกในใจว่า “เราไม่ยอมจนในชีวิต” โยมป้าได้ทราบเรื่องก็มาพูดต่อว่า “ท่านจะเกินไปละกระมัง” จึงได้ตอบไปว่า “ถ้าฉันสึกมา ถ้าฉันมาขอข้าวป้ากิน ขอให้ป้าเรียกฉันว่าสุนัขก็แล้วกัน”

เมื่อได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ท่านพ่อลีได้สั่งโยมบิดาว่า “โยมอย่าเป็นห่วงอาตมา จะบวชอยู่ได้ก็ตาม จะสึกออกมาก็ช่าง อาตมาพอใจแล้ว ที่ได้สมบัติจากโยม ได้ทรัพย์วิเศษแล้วจากโยม คือ ตา 2 ข้าง หู 2 ข้าง จมูก ปาก ครบอาการ 32 จัดเป็นก้อนทรัพย์อย่างสำคัญ แม้โยมจะให้ทรัพย์อย่างอื่น อาตมาก็ไม่อิ่มใจ เมื่อได้สั่งโยมบิดาเสร็จแล้ว ก็ลาเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี และ เดินทางต่อไปยังวัดถ้ำ ได้พบพระอาจารย์มั่น พักอยู่ในป่า ท่านพ่อลีจึงเข้าพักอาศัยอยู่กับพระอาจารย์มั่น ณ ที่นั้น เป็นเวลาอีกหลายวัน

หลังจากนั้น ท่านพ่อลีจึงดำริแก่ตนเองว่า “เราต้องสวดญัตติใหม่ ล้างบาปเก่าเสียที” ซึ่งเมื่อได้หารือกับพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านเห็นดีเห็นชอบด้วย ท่านพ่อลีจึงได้ทำการหัดขานนาคใหม่ และ เมื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ติดตามพระอาจารย์มั่นไปยังตำบลต่างๆ ยิ่งทำให้ท่านพ่อลีมีความเลื่อมใสพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านพ่อลีได้รับความอัศจรรย์จากพระอาจารย์มั่นหลายอย่าง 

โดยท่านพ่อลีเล่าว่า บางเรื่องคิดอยู่ในใจ ไม่เคยแสดงให้พระอาจารย์มั่นทราบเลย ท่านพระอาจารย์มั่นกลับทักทายถูกต้อง ยิ่งเพิ่มความเคารพเลื่อมใสยิ่งขึ้นทุกที การทำสมาธิก็หนักแน่นหมดความห่วงใย อะไรต่ออะไรหลายๆอย่าง ซึ่งท่านพ่อลีได้รับการอบรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น เป็นเวลา 4 เดือน พระอาจารย์มั่นจึงนัดหมายให้ไปสวดญัตติใหม่เป็นธรรมยุตินิกาย ที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี โดยพระอาจารย์มั่นเป็นผู้บรรพชาให้เป็นสามเณร และ ท่านพ่อลีได้อุปสมบทใหม่เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2470

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top