533.jpg
หมอเจด ชวนทำความรู้จัก โรคไหลตาย เกิดบ่อยในคนวัยหนุ่ม แม้แข็งแรง

หมอเจด ชวนทำความรู้จัก โรคไหลตาย เกิดบ่อยในคนวัยหนุ่ม แม้แข็งแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

หมอเจด ชวนทำความรู้จัก โรคไหลตาย เกิดบ่อยในคนวัยหนุ่ม แม้แข็งแรง

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "สมัยก่อน หากมีชายหนุ่มในหมู่บ้านเสียชีวิตกลางดึก ทั้งที่ตอนกลางวันยังดูแข็งแรง ทำงานหนักได้ และไม่มีโรคประจำตัว คนอีสานบางพื้นที่มักเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ผีแม่ม่ายเอาไป” หรือ “โรคแม่ม่าย” บางบ้านถึงกับนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาแขวนหน้าบ้าน ทาเล็บ หรือทำสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อหลอกผีแม่ม่ายไม่ให้มาเอาผู้ชายในครอบครัวไป


แต่ในทางการแพทย์ สิ่งที่ชาวบ้านเคยเรียกว่าโรคแม่ม่าย ส่วนหนึ่งตรงกับภาวะที่เรียกว่า โรคไหลตาย หรือ Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome: SUNDS คือการเสียชีวิตกะทันหันในเวลากลางคืน มักเกิดกับชายวัยหนุ่มหรือวัยกลางคนที่ดูแข็งแรง และเมื่อชันสูตรแล้วอาจไม่พบโรคหัวใจเชิงโครงสร้าง ไม่พบหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง และไม่พบสาเหตุอื่นที่อธิบายการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน

ปัจจุบันเราทราบว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งในกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับ Brugada syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ไม่ใช่เรื่องของสิ่งลี้ลับครับ

1. ทำไมคนที่ดูแข็งแรงจึงเสียชีวิตได้?

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ คิดว่าคนเป็นโรคหัวใจต้องอ้วน ต้องเหนื่อยง่าย ต้องเจ็บหน้าอก หรือมีหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนเสมอ

แต่ Brugada syndrome เป็นโรคที่หัวใจอาจมีรูปร่างปกติ กล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้หนา ไม่ได้โต และหลอดเลือดหัวใจอาจไม่มีการอุดตันเลย

ปัญหาอยู่ที่ “ระบบไฟฟ้า” ซึ่งควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ

ในบางคน ช่องทางที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของโซเดียมและประจุไฟฟ้าในเซลล์หัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจห้องล่างเกิดจังหวะเต้นที่เร็วและไร้ประสิทธิภาพ เช่น ventricular fibrillation

เมื่อเกิดขึ้น หัวใจจะไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ผู้ป่วยอาจหมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที หากไม่มีคนเห็นเหตุการณ์และไม่มีการทำ CPR หรือใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว

งานวิจัยในชายไทยที่รอดชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นโดยไม่ทราบสาเหตุ พบว่าเหตุการณ์ ventricular fibrillation มักเกิดเวลากลางคืนขณะนอนหลับ และมีลักษณะทางคลื่นไฟฟ้าหัวใจสอดคล้องกับ Brugada syndrome ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง

2. ทำไมจึงพบในชายอีสานมากกว่ากลุ่มอื่น?

งานศึกษาผู้เสียชีวิตจาก SUNDS ในประเทศไทยพบว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุประมาณ 20–49 ปี หลายรายมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประมาณครึ่งหนึ่งถูกพบว่าเสียชีวิตในช่วงเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า โดยพบมากที่สุดราวตีสอง

ในช่วงหลายสิบปีก่อน โรคนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อชายไทยวัยแรงงานจำนวนหนึ่งเดินทางไปทำงานก่อสร้างในประเทศสิงคโปร์แล้วเสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะหลับ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังดูแข็งแรงและทำงานได้ตามปกติ

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า “การเป็นคนอีสานทำให้ต้องเป็นโรค” แต่สะท้อนว่าอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมบางอย่างที่พบในประชากรไทย–ลาวและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าประชากรบางกลุ่ม
Brugada syndrome จึงอาจเงียบอยู่ในร่างกายมาตั้งแต่เกิด โดยเจ้าตัวไม่เคยรู้ตัวเลย จนกระทั่งมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้นให้ระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติรุนแรงขึ้น

3. แล้วข้าวเหนียวเกี่ยวข้องอย่างไร?

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะมีการพูดต่อกันมานานว่า

“คนอีสานกินข้าวเหนียวมาก จึงเป็นโรคไหลตาย”

ผมขอย้ำว่า ข้อมูลปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปว่า ข้าวเหนียวเป็นสาเหตุโดยตรงของ Brugada syndrome หรือโรคไหลตาย

คนไทยหลายล้านคนกินข้าวเหนียวมาตลอดชีวิตโดยไม่เคยมีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะ และผู้ที่มี Brugada syndrome ในหลายประเทศก็ไม่ได้กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก

แต่เหตุที่ข้าวเหนียวและรูปแบบอาหารของคนอีสานเคยถูกนำมาตั้งสมมติฐาน มีอยู่หลายประเด็นครับ

ประเด็นแรกคือ ในอดีตบางครอบครัวอาจรับประทานอาหารที่มีข้าวเหนียวเป็นสัดส่วนสูง แต่มีผัก ผลไม้ โปรตีน และแหล่งแร่ธาตุค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะในช่วงที่มีฐานะยากจนหรือเดินทางไปทำงานต่างถิ่น

รูปแบบอาหารเช่นนี้อาจทำให้ได้รับโพแทสเซียมและสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ ไม่ใช่เพราะข้าวเหนียวมีพิษ แต่เพราะอาหารทั้งมื้ออาจขาดความหลากหลาย

ในช่วงแรกจึงเคยมีสมมติฐานว่า ภาวะขาดโพแทสเซียมอาจมีส่วนกระตุ้นหัวใจเต้นผิดจังหวะในคนที่มีความไวอยู่แล้ว มีงานในอดีตเสนอว่าโพแทสเซียมต่ำอาจเกี่ยวข้องกับโรคไหลตายและภาวะอัมพาตเป็นพัก ๆ จากโพแทสเซียมต่ำในคนภาคอีสาน

อย่างไรก็ตาม งานศึกษาอื่นไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าโพแทสเซียมต่ำเป็นสาเหตุหลัก เพราะผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์หัวใจหยุดเต้นไม่ได้มีภาวะโพแทสเซียมต่ำ และสามารถฟื้นกลับมาได้โดยไม่ได้รับโพแทสเซียมเสริม

ดังนั้นเราควรแยกให้ชัดเจนว่า ข้าวเหนียวไม่ใช่ตัวการโดยตรง แต่การกินคาร์โบไฮเดรตปริมาณมาก ร่วมกับอาหารที่ไม่สมดุล อาจเป็นปัจจัยร่วมในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติอยู่เดิม

4. มื้อใหญ่ก่อนนอนอาจเป็นตัวกระตุ้นได้อย่างไร?

หลังรับประทานมื้อใหญ่มาก โดยเฉพาะมื้อที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง กระเพาะอาหารจะขยายตัว ร่างกายจะหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น และระบบประสาทพาราซิมพาเทติกหรือ vagal tone จะทำงานเด่นขึ้น

ในคนทั่วไป สิ่งเหล่านี้มักไม่ก่ออันตราย แต่ในผู้ที่มี Brugada syndrome การพักผ่อน การนอนหลับ และภาวะที่ vagal tone สูง อาจทำให้ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจแสดงออกชัดขึ้น นี่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจึงมักเกิดขณะหลับ หลังมื้อใหญ่ หรือหลังดื่มแอลกอฮอล์มาก

ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ “ข้าวเหนียวหนึ่งคำ” แต่เป็นการกินข้าวเหนียวหรืออาหารคาร์โบไฮเดรตปริมาณมากในมื้อดึก กินจนอิ่มแน่น แล้วเข้านอนทันที ประกอบกับมีความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจที่ซ่อนอยู่

ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ยังเป็น ปัจจัยกระตุ้นที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าการกินข้าวเหนียวทำให้เกิดโรคในคนปกติครับ

5. ตัวกระตุ้นสำคัญที่ต้องระวัง

ในผู้ที่เป็น Brugada syndrome หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยง ตัวกระตุ้นที่มีความสำคัญ ได้แก่
- ไข้สูง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นสามารถรบกวนการทำงานของช่องโซเดียมและทำให้ลักษณะ Brugada บน ECG ปรากฏชัดขึ้น
- การดื่มแอลกอฮอล์หนัก โดยเฉพาะก่อนนอน
- การกินมื้อใหญ่มากในช่วงดึก
- ยาบางชนิด ที่รบกวนระบบไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงยาจิตเวช ยาชา และยารักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะบางกลุ่ม
- ความผิดปกติของเกลือแร่ เช่น โพแทสเซียมต่ำหรือสูงผิดปกติ และบางครั้งเหตุการณ์สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีตัวกระตุ้นที่ชัดเจนเลย

6. ชันสูตรแล้วทำไมอาจไม่พบอะไร?

เพราะ Brugada syndrome เป็นโรคของระบบไฟฟ้าหัวใจ การชันสูตรจึงอาจพบว่า
หัวใจมีขนาดปกติ
หลอดเลือดหัวใจไม่ได้ตีบรุนแรง
ไม่พบกล้ามเนื้อหัวใจตาย
ไม่พบลิ่มเลือดอุดตันในปอด
และไม่พบสารพิษที่อธิบายการเสียชีวิต

สิ่งที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นคือความผิดปกติของจังหวะไฟฟ้า ซึ่งหายไปแล้วเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต จึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากการผ่าชันสูตร

การสรุปว่าเป็น Brugada จึงต้องใช้ข้อมูลหลายส่วนร่วมกัน ทั้ง ECG เดิม ประวัติการเป็นลม ประวัติครอบครัว ผลชันสูตร ผลพิษวิทยา และบางกรณีอาจตรวจยีนจากเลือดหรือเนื้อเยื่อที่เก็บไว้

7. ใครบ้างควรไปตรวจ?

คนวัยหนุ่มไม่จำเป็นต้องไปตรวจพันธุกรรมทุกคน แต่ควรปรึกษาแพทย์หากมีประวัติเหล่านี้
เคยเป็นลมหรือหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ
เคยมีอาการใจสั่นร่วมกับหน้ามืด
เคยชัก โดยเฉพาะขณะหลับหรือขณะมีไข้
มีคนสังเกตว่าหายใจเฮือกหรือส่งเสียงผิดปกติขณะนอน
เคยหมดสติเมื่อมีไข้สูง
หรือมีพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูกเสียชีวิตกะทันหันตั้งแต่อายุน้อย

การตรวจพื้นฐานคือ ECG แต่ Brugada pattern อาจไม่ได้ปรากฏตลอดเวลา บางคนต้องติดตำแหน่งขั้วไฟฟ้า V1–V2 สูงกว่าปกติ หรือประเมินเพิ่มเติมโดยแพทย์โรคหัวใจด้านระบบไฟฟ้าหัวใจ
สิ่งที่ “โรคแม่ม่าย” สอนเรา

เมื่อหลายสิบปีก่อน คนในหมู่บ้านเห็นชายหนุ่มแข็งแรงเข้านอนแล้วไม่ตื่นขึ้นมา ไม่มีบาดแผล และชันสูตรในยุคนั้นก็อาจไม่พบคำตอบ จึงอธิบายเหตุการณ์ผ่านความเชื่อเรื่องผีแม่ม่าย

แต่วันนี้เราทราบแล้วว่า อย่างน้อยในผู้เสียชีวิตบางราย สิ่งที่พรากชีวิตเขาไปอาจไม่ใช่สิ่งลี้ลับ หากเป็นกระแสไฟฟ้าหัวใจที่เปลี่ยนจากจังหวะปกติไปเป็นจังหวะร้ายแรงภายในไม่กี่วินาที และต้องพูดให้ชัดอีกครั้งว่า คนอีสานไม่ได้เป็นโรคเพราะกินข้าวเหนียว

ข้าวเหนียวไม่ใช่ยาพิษ และไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของ Brugada syndrome

สิ่งที่อาจเกี่ยวข้องคือพันธุกรรมของแต่ละคน ร่วมกับตัวกระตุ้น เช่น ไข้สูง แอลกอฮอล์ มื้ออาหารที่ใหญ่มาก ความผิดปกติของเกลือแร่ และช่วงเวลาที่ระบบประสาทขณะหลับเปลี่ยนแปลง

วัยหนุ่มและรูปร่างที่แข็งแรงจึงไม่ได้รับประกันว่าระบบไฟฟ้าหัวใจจะปกติเสมอไป

หากครอบครัวใดเคยมีคนเสียชีวิตกะทันหันขณะหลับ อย่าปล่อยให้คำว่า “ไหลตาย” จบลงเพียงแค่การทำใจ ญาติสายตรงควรนำประวัติไปปรึกษาแพทย์และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพราะการค้นพบความเสี่ยงในคนที่ยังมีชีวิต อาจช่วยป้องกันไม่ให้ความสูญเสียแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำในครอบครัวได้ครับ"

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top