วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569
2 สิงหาคม 2569 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ หลังคดีสะเทือนขวัญกรณีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย กลายเป็นประเด็นให้ชาวเน็ตออกมาเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการขั้นเด็ดขาด ด้วยการประหารชีวิตผู้ก่อเหตุ พร้อมกันนี้ ได้มีการนำบทสัมภาษณ์เก่าของ นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เคยแสดงจุดยืน "คัดค้านโทษประหารชีวิต" กลับมาวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง
จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวสองพี่น้องชาวรัสเซีย ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องจากภาคประชาชนผ่านโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่ต่างประสานเสียงเรียกร้องให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษสูงสุด คือ "การประหารชีวิต" เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานของความยุติธรรม และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสเรียกร้องดังกล่าว ชาวเน็ตได้มีการย้อนกลับไปแชร์ข่าวและบทสัมภาษณ์ของ นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 ซึ่งในขณะนั้น นางอังคณาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน จากกรณีที่กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาล ด้วยการประหารนักโทษเด็ดขาด นายธีรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี
โดย นางอังคณา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Angkhana Neelapaijit ให้ความเห็นระบุว่า “รู้สึกตกใจและคาดไม่ถึงเหมือนหลายๆ คน ภายหลังทราบข่าวการประหารชีวิตนักโทษชายอายุ 26 ปี ที่กระทำความผิดร้ายแรงเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนก่อเหตุเขาน่าจะอายุประมาณไม่ถึง 20 ปี”
“เรื่องโทษประหารชีวิต หรือ #DeathPenalty เป็นเรื่องที่สากลพยายามรณรงค์ให้ทุกประเทศยกเลิก ด้วยความเชื่อมั่นว่า สิทธิในการมีชีวิต เป็น #สิทธิที่ไม่อาจลดทอน หรือเป็น #สิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้ (Non-Derogable Rights) ในประเทศไทย แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทุกฉบับก็ยืนยันความพยายามในการยกเลิกโทษประหารชีวิต”
“ที่ผ่านมาเรื่องการประหารชีวิต ประเทศไทย มีการประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดสองรายเมื่อปลายปี 2552 จนปัจจุบันเกือบ 9 ปีที่ได้มีการลงโทษด้วยการประหารชีวิตอีกครั้ง ที่ผ่านมาเมื่อปี 2558 กสม.ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ #โทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชน เช่น ควรพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีบทลงโทษประหารชีวิตไว้สถานเดียว เป็นโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษได้กว้างขึ้น”
“รวมถึงควรส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ที่มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียที่เสียหายจากการกระทำความผิด โดยให้ผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งครอบครัวและชุมชนของทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนฟื้นฟูผู้เสียหาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทำผิด ให้ผู้กระทำผิดแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ด้วยการชดใช้หรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น”
“ยังคงเชื่อมั่นว่า #โทษประหารชีวิตไม่สามารถยุติอาชญากรรมร้ายแรง”
ทั้งนี้ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวล่าสุดจากนางอังคณา ต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ค้านโทษประหาร! อังคณาชี้ไม่ช่วยลด‘อาชญากรรม’ ลั่นกฎหมายมุ่งเยียวยาเหยื่อ)
.jpg)
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี