วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 พีระชาติ อินตา เป็นอดีตทหารแนวหน้าและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังด้านความมั่นคง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ผมนั่งมองภาพนี้อยู่นาน
ยิ่งมองใบหน้าของเด็กๆ ยิ่งเห็นรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด เห็นโทรศัพท์หลายเครื่องถูกยกขึ้นมาบันทึกช่วงเวลาตรงหน้า ผมกลับไม่ได้เห็นเพียงภาพของเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเฝ้าฯ รับเสด็จ
แต่ผมเห็น...
“ประเทศไทยสองรุ่น กำลังยืนอยู่ตรงหน้ากัน”และยิ่งมอง ยิ่งรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขึ้นมาจุกอยู่ตรงอกเพราะหลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนไม่น้อยเคยกังวลว่า ความขัดแย้งในสังคม ข้อมูลบิดเบือน ภาพตัดต่อ ถ้อยคำรุนแรง ตลอดจนการดึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง จะสร้างกำแพงระหว่างคนรุ่นใหม่กับสถาบันจนห่างออกจากกันหรือไม่
พ่อแม่บางคนคุยกับลูกไม่เข้าใจคนต่างวัยมองกันด้วยความระแวงสังคมเต็มไปด้วยคำถามและคนรุ่นพ่อรุ่นแม่จำนวนไม่น้อยคงเคยแอบถามตัวเองอยู่เงียบๆ ว่า...“แล้ววันหนึ่ง ถ้าพวกเราจากไป ใครจะเป็นคนรับประเทศไทยต่อจากมือเรา?”
คำถามนี้เจ็บนะครับเพราะคนที่ถามไม่ได้กลัวเพื่อตัวเองแต่กลัวว่าสิ่งที่ปู่ย่าตายายรักษามา สิ่งที่พ่อแม่ประคับประคองเอาไว้ และสิ่งที่บรรพบุรุษฝากหยาดเหงื่อ น้ำตา และความหวังไว้บนแผ่นดินผืนนี้...จะเดินทางไปถึงมือลูกหลานของเราหรือเปล่าแต่พี่น้องครับ...บางครั้ง “ความจริง” ไม่จำเป็นต้องตะโกนแข่งกับใครเลยไม่ต้องมีเวทีไม่ต้องมีคำปราศรัยและไม่ต้องมีใครออกคำสั่งให้รัก
เพียงเปิดโอกาสให้คนได้พบกันจริงๆ ได้มองตากันจริงๆ และให้หัวใจของแต่ละคนได้สัมผัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยตัวเองหลายสิ่งที่เคยถูกสร้างขึ้นบนโลกออนไลน์...ก็อาจเล็กลงกว่าที่เราคิด
ลองมองภาพนี้อีกครั้งครับในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนและเยาวชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จลองมองใบหน้าของเด็กๆ เหล่านั้นให้ดีมีทั้งความตื่นเต้นความประหม่ารอยยิ้ม และโทรศัพท์ที่ถูกยกขึ้นมาบันทึกช่วงเวลาตรงหน้า
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง...คือพระมหากษัตริย์และพระราชินีของพวกเขา ทรงหยุด ทรงรับฟัง ทรงมีพระราชปฏิสันถาร และทรงแย้มพระสรวลแก่คนรุ่นลูกหลาน ไม่มีฉากใหญ่โต แต่ทำไมภาพธรรมดาๆ ภาพนี้ จึงทำให้หัวใจคนไทยจำนวนมากพองโตได้ถึงเพียงนี้
ผมคิดว่าคำตอบอยู่ตรงนี้ครับ...เพราะความผูกพันที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ใครเชื่อมันเกิดขึ้นเมื่อคนคนหนึ่งได้รับโอกาสให้เห็น ให้ศึกษา ให้สัมผัส และให้ตัดสินด้วยหัวใจและสติปัญญาของตัวเองผมจึงไม่อยากเอารอยยิ้มของเด็กคนใดไปตัดสินว่าเขามีความคิดทางการเมืองแบบไหนเราไม่มีสิทธิ์อ่านหัวใจของใครจากภาพเพียงภาพเดียวแต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้จากภาพตรงหน้าคือ...คนต่างรุ่นสามารถยืนอยู่ตรงหน้ากันด้วยรอยยิ้มได้เพียงเท่านี้ สำหรับผมก็มีความหมายมากแล้วเพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการให้ลูกหลานของเราเป็นสำเนาของคนรุ่นก่อน
ให้เขาถามเถอะครับ ให้เขาสงสัย ให้เขาศึกษา ให้เขาค้นข้อมูล และเมื่อจะรักสิ่งใด... ขอให้เขารักเพราะเข้าใจคุณค่าของสิ่งนั้นจริงๆ เพราะความรักที่เกิดจากความเข้าใจ ย่อมมั่นคงกว่าความรักที่เกิดจากคำสั่งเสมอ
พี่น้องครับ... ตรงนี้เองที่ทำให้ผมนึกถึงคนรุ่นปู่ย่าตายายของเรา เมื่อหลายสิบปีก่อน ปู่ย่าตายายของเด็กเหล่านี้บางคน อาจเคยยืนรอรับเสด็จอยู่ริมถนน บางบ้านมีโทรทัศน์เครื่องเล็กๆ ตั้งอยู่กลางบ้าน เมื่อมีภาพพระราชกรณียกิจปรากฏขึ้นบนหน้าจอ คุณยายอาจนั่งพนมมืออยู่เงียบๆ บนฝาบ้านไม้ธรรมดา มีพระบรมฉายาลักษณ์แขวนอยู่ บ้านไม่ได้ร่ำรวย ชีวิตไม่ได้สุขสบาย
แต่ทุกครั้งที่เงยหน้ามองขึ้นไป คนรุ่นนั้นรู้ว่า ประเทศไทยของเขามีสิ่งใดเป็นศูนย์รวมของหัวใจวันนี้คุณยายคนนั้นอาจแก่ชรามากแล้วบางท่าน...
อาจไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วด้วยซ้ำแต่ลองมองภาพตรงหน้าสิครับเมื่อก่อน ยายยกมือไหว้อยู่หน้าจอโทรทัศน์ วันนี้ หลานยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพอยู่ตรงพระพักตร์ มือคนละคู่ คนละยุค
คนละภาษา คนละวิธีแสดงความรู้สึก แต่ยืนอยู่บน... แผ่นดินผืนเดียวกัน แค่คิดถึงตรงนี้ ผมก็พูดต่อได้ยากแล้วครับ เพราะเวลาสามารถเปลี่ยนประเทศไทยได้แทบทุกอย่าง จากโทรทัศน์ขาวดำ มาถึงสมาร์ตโฟน จากจดหมาย มาถึงโลกออนไลน์ จากคนรุ่นปู่ย่า มาถึง Gen Z แต่มีสายใยบางเส้น... ที่ไม่เคยถามเลยว่าเราเกิดอยู่ใน Generation ไหน และผมอยากให้พี่น้องมองเด็กเหล่านั้นให้นานขึ้นอีกนิด
เพราะอีกยี่สิบหรือสามสิบปีข้างหน้า...เด็กหนุ่มเด็กสาวที่กำลังยืนยิ้มอยู่ในภาพวันนี้ จะกลายเป็นพ่อและแม่ของเด็กอีกคนหนึ่งวันหนึ่งเขาอาจจับมือลูกตัวเล็กๆ ของตัวเองยืนอยู่ริมถนน
แล้วเด็กคนนั้นอาจเงยหน้าถามว่า “พ่อเคยเฝ้าฯ รับเสด็จไหม” พ่อคนนั้นอาจหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าขึ้นมา เลื่อนหารูปภาพหนึ่งที่เก็บไว้นานหลายสิบปี ก่อนจะยิ้มแล้วบอกลูกว่า...
“เคยสิลูก...ตอนพ่ออายุเท่าหนูนี่แหละ”
พี่น้องครับ... ลองคิดดูนะครับจากมือของปู่มาสู่มือของพ่อและจากมือของพ่อกำลังจะไปอยู่ในมือของลูกนี่ต่างหากคือเหตุผลที่ภาพของเยาวชนในวันนี้มีความหมายไม่ใช่เพื่อประกาศชัยชนะเหนือใครไม่ใช่เพื่อเอาเด็กมาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิดแต่เพื่อเตือนคนรุ่นเราว่า...
อย่าเพิ่งหมดศรัทธาในลูกหลานของเรา ให้เขาถาม ให้เขาศึกษา ให้เขาเปิดหนังสือ ให้เขาค้นข้อมูล ให้เขาเดินไปพบโลกด้วยตัวเอง แล้ววันหนึ่ง เมื่อเขาพบคำตอบของตัวเอง... ความรักที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจนั้นจะเป็นของเขาจริงๆ ไม่มีใครยัดเยียดให้ และไม่มีใครพรากมันออกจากหัวใจเขาได้ง่ายๆ
พี่น้องครับ... วันหนึ่งคนรุ่นเราจะต้องวางมือ มือที่เคยทำงาน มือที่เคยจูงลูกไปโรงเรียน มือที่เคยยกธงชาติ มือที่เคยช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองผ่านทั้งวันที่หัวเราะและวันที่ร้องไห้ วันหนึ่งมือคู่นี้จะเหี่ยวย่น และท้ายที่สุด... มันต้องปล่อยทุกอย่างลง เพราะประเทศไทยไม่เคยเป็นสมบัติของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เราเพียงได้รับมันมาจากคนก่อนหน้า ดูแลมันอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วส่งต่อ
ประเทศไทยจึงเหมือนบ้านหลังหนึ่ง ที่พวกเราไม่ได้สร้างขึ้นมาคนเดียว
พื้นบ้านมีรอยเท้าของบรรพบุรุษ ฝาบ้านมีร่องรอยของวันเวลา บางมุมเคยมีเสียงหัวเราะ บางมุมเคยมีน้ำตา บางยุคบ้านหลังนี้เกือบพัง บางยุคเราต้องช่วยกันซ่อม แต่ไม่ว่าผ่านมากี่พายุ...
บ้านหลังนี้ยังมีชื่อเดิมว่า “ประเทศไทย” และวันหนึ่ง เมื่อคนรุ่นเราแก่จนเดินต่อไม่ไหว เราจะเรียกลูกหลานเข้ามาใกล้ๆ วางกุญแจบ้านดอกนี้ลงบนฝ่ามือของเขา แล้วพูดว่า...
“ลูกเอ๋ย...บ้านหลังนี้ คนก่อนหน้าพ่อรักษามา พ่อได้รับมันต่อจากปู่ย่าของลูก และพ่อก็พยายามรักษามันอย่างดีที่สุดแล้ว มันอาจไม่ใช่บ้านที่สมบูรณ์แบบ มันเคยทะเลาะกัน เคยร้องไห้ เคยเจ็บปวด และเคยผ่านวันที่แทบมองหน้ากันไม่ติด แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...มันคือบ้านของเราวันนี้พ่อรักษามันมาจนถึงมือของลูกแล้ว
ต่อจากนี้...ฝากประเทศไทยด้วยนะ” แล้วบางที... เมื่อถึงวันนั้นจริงๆ คนรุ่นเราอาจไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วครับ เพียงยืนมองลูกหลานกำกุญแจดอกนั้นไว้ในมือ มองเขาเดินต่อไปในวันที่เราเดินต่อไม่ไหว ก่อนหันกลับมามองธงไตรรงค์อีกครั้ง มองแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าที่เราเกิด เติบโต ทำมาหากิน รักใครสักคน สร้างครอบครัว และใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ แล้วปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่ง... ไหลลงมาเงียบๆ ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า แต่มันคือน้ำตาของคนรุ่นหนึ่งที่เพิ่งได้รู้ว่า... สิ่งที่ปู่ย่ารักษามา สิ่งที่พ่อแม่ประคองไว้ และสิ่งที่เราเคยกลัวว่าจะไม่มีใครรับต่อ
วันนี้...มีมือของลูกหลานยื่นมารับมันแล้วและก่อนที่มือของเราจะปล่อยกุญแจดอกนั้นลงบนฝ่ามือของเขาอย่างน้อย...เราก็ยิ้มได้ทั้งน้ำตาเงยหน้าขึ้นมองฟ้า แล้วบอกกับปู่ย่าตายายและบรรพบุรุษของเราที่จากไปแล้วได้อย่างเต็มหัวใจว่า...“ไม่ต้องห่วงนะครับ...”“ประเทศไทยยังมีคนรักต่อจากเรา”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี