วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569
533.jpg
รพ.รัฐไม่ใช่โรงแรม 5 ดาว! เรื่องเล่าจากคนเกือบตาย ที่มองทะลุหัวใจหมอ-พยาบาล

รพ.รัฐไม่ใช่โรงแรม 5 ดาว! เรื่องเล่าจากคนเกือบตาย ที่มองทะลุหัวใจหมอ-พยาบาล

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.23 น.

รพ.รัฐไม่ใช่โรงแรม 5 ดาว! เรื่องเล่าจากคนเกือบตาย ที่มองทะลุหัวใจหมอ-พยาบาล

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Kanokkan Chamnan" ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "โรงพยาบาลรัฐไม่ใช่โรงแรมห้าดาว... และความผิดหวัง บางครั้งก็เกิดจาก "ความคาดหวัง"

มีคนบอกว่า... "โรงพยาบาลรัฐบริการไม่ดี" "รอนาน"


"ไม่มีใครสนใจ"

เราไม่เถียง... เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก่อนจะตัดสินว่าโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบนั้นทั้งหมด
เราอยากเล่าเรื่องของ "คนที่เคยเกือบตาย" คนหนึ่งให้ฟัง...
คนคนนั้น...คือเราเอง

ก่อนเข้าโรงพยาบาล เราเดินได้ กินข้าวเองได้ ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ไม่เคยคิดเลยว่า... แค่ไข้มาลาเรีย จะพาเราเดินเข้าไปใกล้ความตายได้ขนาดนั้น

จากไข้มาลาเรีย... กลายเป็นติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบ น้ำท่วมปวด หอบหืด จนเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวต้องเข้า ICU ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องใช้ออกซิเจน ต้องให้หมอและพยาบาลเฝ้าดูอาการตลอดเวลา

บางคืน...เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พรุ่งนี้จะยังได้ลืมตาหรือเปล่า

ตลอดเวลาที่รักษาตัว เรานอนอยู่ใน #โรงพยาบาลท่าแซะ #โรงพยาบาลของรัฐ #โรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองผ่าน

แต่สำหรับเรา... ที่นั่นคือสถานที่ที่มอบชีวิตคืนให้

เราไม่เคยถูกถามว่า... มีเงินเท่าไร จะจ่ายค่ารักษาไหวไหม

ไม่มีใครเดินมาบอกว่า "ถ้าอยากบริการดีกว่านี้ ต้องจ่ายเพิ่ม" สิ่งที่ทุกคนถามมีเพียง... "วันนี้หายใจเป็นยังไง" "ยังเหนื่อยไหม" "เจ็บตรงไหน" "ต้องการอะไรให้เคาะเตียงเรียกได้เลย"

คำถามธรรมดา ๆ แต่สำหรับคนที่กำลังต่อสู้กับความตาย มันคือกำลังใจมหาศาล

เรายังจำวันที่ตัวเองไม่มีแรงแม้แต่จะยืนได้ พยาบาลคอยประคอง คอยอาบน้ำ แปรงฟัน คอยช่วยเช็ดตัว

คอยเปลี่ยนเสื้อผ้า คอยให้ยา คอยเปลี่ยนแพมเพิส

คอยปลอบ คอยให้กำลังใจ

ทั้งที่เราไม่ใช่ญาติของเขา ไม่ใช่คนในครอบครัวของเขา แต่เขาดูแลเรา เหมือนชีวิตของเรามีความหมาย และตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหน พูดให้เรารู้สึกเจ็บช้ำใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เราคือคนหนึ่งที่ "รอดตาย" มาได้ เพราะการรักษาของ #โรงพยาบาลท่าแซะ #ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ 

ตลอดระยะเวลาที่รักษาตัว ตั้งแต่ห้องฉุกเฉิน ห้อง ICU จนถึงตึกผู้ป่วยใน เจ้าหน้าที่ทุกคน ทั้งหมอ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ล้วนดูแลเราด้วยความเมตตา

ไม่เคยมีคำพูดที่ทำให้รู้สึกเจ็บช้ำ ไม่เคยทอดทิ้ง และพร้อมให้การดูแลตลอดเวลาที่จำเป็น

เราจึงอยากเขียนข้อความนี้...ไม่ใช่เพื่อบอกว่าโรงพยาบาลรัฐสมบูรณ์แบบ

แต่เพื่อชวนทุกคนมองอีกมุมหนึ่ง

แน่นอน... เราเคยใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ทันทีที่ก้าวลงจากรถ มีคนยกมือไหว้ มีคนเปิดประตู มีคนเสิร์ฟน้ำ มีเจ้าหน้าที่หลายคนคอยดูแลแทบทุกความต้องการ แต่นั่น... ไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวังจากโรงพยาบาลรัฐ เพราะเรารู้ดีว่า ค่ารักษาที่แพงกว่า ไม่ได้ซื้อแค่ห้องพักที่สวยกว่า แต่มันซื้อ "เวลา" ซื้อ "ความสะดวก" ซื้อ "จำนวนบุคลากร" ซื้อการบริการที่ใกล้ชิดกว่า และทั้งหมดนั้น ล้วนรวมอยู่ในราคาที่เราจ่าย

ส่วนโรงพยาบาลรัฐ... กำลังทำหน้าที่อีกแบบหนึ่ง ที่นั่นคือด่านหน้าของประเทศ เป็นสถานที่ที่คนจน คนรวย คนมีสิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ เดินเข้าไปได้เหมือนกัน ไม่มีใครถูกปฏิเสธ เพราะเงินในกระเป๋า เมื่อชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย 

โรงพยาบาลรัฐไม่เคยถามว่า "คุณมีเงินหรือเปล่า" แต่ถามเพียงว่า อาการหนักแค่ไหน หลายคนบ่นว่า... "เรียกพยาบาลแล้วไม่มา" แต่เคยคิดไหมว่า... ในวินาทีนั้น เขาอาจกำลังปั๊มหัวใจใครอยู่ 

หลายคนบอกว่า"รอตั้งนาน"แต่เคยคิดไหมว่า... ในเวลาเดียวกัน อาจมีแม่คนหนึ่งกำลังร้องไห้ เพราะลูกกำลังหยุดหายใจ อาจมีสามีคนหนึ่งกำลังภาวนา ขอให้ภรรยาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง 

อาจมีลูกคนหนึ่ง กำลังรอให้หมอช่วยพ่อของเขาให้รอด เราเห็นเพียงเวลาที่ "ตัวเองรอ"แต่ไม่เคยเห็น เวลาที่อีกหลายชีวิตกำลังถูกยื้อไว้ 

ความเท่าเทียมในโรงพยาบาล ไม่ใช่การที่ทุกคนได้รับเหมือนกัน แต่คือ...คนที่ใกล้ตายที่สุด ต้องได้รับการช่วยเหลือก่อน

คนที่หัวใจหยุดเต้น ย่อมมาก่อนคนที่ปวดหัว

คนที่ขาดออกซิเจน ย่อมมาก่อนคนที่ขอน้ำดื่ม

นี่ไม่ใช่ความลำเอียง แต่นี่คือเหตุผลที่ทำให้ใครอีกหลายคนได้กลับไปกอดครอบครัว

ใช่... โรงพยาบาลรัฐยังมีข้อบกพร่อง ยังมีระบบที่ต้องแก้ #ยังมีเจ้าหน้าที่บางคนที่อาจพูดจาไม่ดี และทุกเสียงสะท้อนที่สร้างสรรค์ ควรถูกนำไปพัฒนา

แต่ก่อนจะบอกว่า "พยาบาลไม่สนใจ" ลองถามตัวเองก่อนว่า ตอนที่เราเรียกหาเขา เขากำลังช่วยชีวิตใครอยู่หรือเปล่า

ภายใต้ชุดกาวน์สีขาว และชุดพยาบาลที่เราเห็นทุกวัน ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่คือมนุษย์ธรรมดาที่เหนื่อยเป็น หิวเป็น ร้องไห้เป็น และหมดแรงเป็น

หลายคนไม่ได้กินข้าวตรงเวลา หลายคนไม่ได้กลับบ้านตรงเวลา หลายคนต้องทำโอที หลายคนต้องกลั้นน้ำตา หลังจากสูญเสียคนไข้ไปต่อหน้าต่อตา

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็ยังกลับมายืนหน้าเตียงผู้ป่วย เพื่อช่วยชีวิตคนต่อไป

วันนี้... เราเขียนข้อความนี้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องโรงพยาบาลรัฐ เพราะเรารู้ดีว่า ระบบสาธารณสุขไทยยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพัฒนา 

แต่เราอยากปกป้อง "ความเข้าใจ" ที่สังคมควรมีให้กับคนทำงาน ที่กำลังแบกรับชีวิตของคนทั้งประเทศ

วันหนึ่ง...คุณอาจเป็นคนไข้ อีกวัน...คุณอาจเป็นญาติผู้ป่วย และไม่มีใครรู้เลยว่า วันไหน... คนที่นอนอยู่บนเตียงฉุกเฉิน อาจเป็นคนที่คุณรักที่สุด

เมื่อถึงวันนั้น คุณอาจไม่สนใจแล้วว่า มีคนมาเสิร์ฟน้ำหรือไม่ ห้องพักหรูแค่ไหน พยาบาลเดินมาหาทุกสิบนาทีหรือเปล่า

คุณจะขอเพียงอย่างเดียว... "ช่วยให้เขารอดก็พอ" และนั่น...คือสิ่งที่บุคลากรในโรงพยาบาลรัฐ กำลังทำอยู่ทุกวันภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ภายใต้ความเหนื่อยล้าที่ไม่มีใครเห็น และภายใต้ความหวังของคนทั้งประเทศ

ส่วนตัวเรา... เราคือหนึ่งในคนที่เคยเดินเข้าไปที่นั่น ด้วยร่างกายที่แทบไม่เหลือแรงและได้เดินออกมา พร้อมลมหายใจที่ถูกยื้อกลับคืนมา 

สำหรับบางคน... โรงพยาบาลรัฐอาจเป็นเพียงสถานที่รักษาโรค แต่สำหรับเรา... มันคือสถานที่ที่เคยช่วยให้เรา "รอดจากความตาย" และนั่นคือเหตุผลที่เราจะไม่มีวันลืมบุญคุณของหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน

หากบทความนี้จะฝากข้อคิดไว้เพียงประโยคเดียว ก็อยากให้เป็นประโยคนี้...

"บางครั้ง สิ่งที่ทำให้เราผิดหวัง ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายทำหน้าที่ได้ไม่ดี แต่เป็นเพราะเราเผลอคาดหวังให้เขาทำในสิ่งที่ระบบและข้อจำกัดของเขา ไม่เคยสัญญาว่าจะทำได้"

ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน... ขอบคุณที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น แม้จะเหนื่อยเพียงใด เพราะสำหรับใครบางคน... การที่คุณยังไม่ยอมถอดใจ อาจหมายถึงการที่เขาได้กลับบ้าน...ไปกอดคนที่รักอีกครั้ง"

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top