วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 5 สิงหาคม 2569 นาย กัณวีร์ สืบแสง อดีตหัวหน้าพรรคพลวัต โพสต์ลงบน เฟซบุ๊ก กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang เกี่ยวกับคำแถลงของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่กล่าวต่อรัฐสภาเมียนมาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6–7 ส.ค. นี้ โดยมีข้อความทั้งหมดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษระบุว่า "ฟังคำแถลง 100 วันของ ‘มิน อ่อง หล่าย’ แล้ว ผมยิ่งมั่นใจว่า ประเทศไทยควรปฏิเสธและยกเลิกการเยือนของคนๆ นี้ !! ผมตั้งใจอ่านคำแถลงนโยบาย 100 วันของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่กล่าวต่อรัฐสภาเมียนมาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมาอย่างละเอียดครับ เพราะอยากรู้ว่า ก่อนจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6–7 ส.ค.นี้ เขาจะส่งสัญญาณอะไรให้กับประชาคมระหว่างประเทศบ้าง ??ยิ่งอ่าน ยิ่งรับไม่ได้ และยิ่งเชื่อว่า รัฐบาลไทยควรทบทวนการต้อนรับผู้นำคนนี้อย่างจริงจัง !!
เพราะตลอดทั้งคำแถลง ผมแทบไม่เห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะนำเมียนมาไปสู่สันติภาพ มีแต่การยืนยันว่าจะเดินหน้าบนเส้นทางเดิม เส้นทางที่ทำให้ประชาชนเมียนมาต้องเสียชีวิต ผู้คนต้องหนีตาย และประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยต้องรับผลกระทบมาตลอดกว่า 5 ปี หลังที่คนคนนี้นำการยึดอำนาจของประชาชนในประเทศ สิ่งที่ผมตกใจที่สุด คือ มิน อ่อง หล่าย ประกาศอย่างเปิดเผยว่า ไม่ยอมรับ “ฉันทมติ 5 ข้อ” (Five-Point Consensus) ของอาเซียน พร้อมกล่าวหาว่าอาเซียนใช้ “มาตรการเลือกปฏิบัติ” ต่อเมียนมา ผมอยากถามรัฐบาลไทยตรงๆ ว่า ถ้าผู้นำเมียนมายังปฏิเสธหลักการร่วมที่ผู้นำอาเซียนทุกประเทศเคยเห็นชอบร่วมกัน แล้วประเทศไทยจะให้เกียรติและต้อนรับเขาในฐานะแขกคนสำคัญไปเพื่ออะไร ?!? หลายคนชอบอ้างหลัก Non-Interference หรือการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น แต่ผมขอถามกลับว่า เมื่อปัญหาภายในของคุณ ลุกลามจนสร้างผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างมหาศาล จะให้ทุกคนทำเป็นมองไม่เห็นได้อย่างไร ?? ประเทศไทยรับผู้ลี้ภัยจากเมียนมามานานกว่า 42 ปี วันนี้ยังมีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวเกือบหนึ่งแสนคน ยังไม่รวมผู้ลี้ภัยเข้ามาใหม่หลักแสนหลังปี 64 นะครับ ผู้พลัดถิ่นภายในเมียนมาอีกหลายล้านคน และผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศอีกกว่าล้านคน
.jpg)
พี่น้องชาวไทยฝั่งไทยตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมากว่า 2,400 กิโลเมตร ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเสียงปืน เสียงระเบิด การรุกล้ำน่านฟ้า และเหตุลูกหลงที่ทำให้พี่น้องประชาชนของเราได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตมาแล้วหลายครั้ง
นี่ไม่ใช่เรื่องภายในของเมียนมาอีกต่อไปครับ !! นี่คือปัญหาความมั่นคงของประเทศไทย และของภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด !! ที่ย้อนแย้งยิ่งกว่านั้น คือ มิน อ่อง หล่าย บอกว่าเขา “เปิดประตูสู่สันติภาพ” และอ้างว่าได้พูดคุยกับกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่ม พร้อมเรียกร้องให้กองกำลัง PDF ยอมจำนน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง กองทัพเมียนมายังคงโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง หมู่บ้าน โรงเรียน วัด โบสถ์ และโรงพยาบาลในหลายพื้นที่ยังตกเป็นเป้าหมาย แม้แต่ช่วงเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา โลกทั้งโลกเรียกร้องให้หยุดยิงเพื่อเปิดทางช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่การทิ้งระเบิดก็ยังดำเนินต่อไป !!สันติภาพที่มาพร้อมกับเครื่องบินรบและระเบิด ไม่ใช่สันติภาพครับ ?!?
จากนั้นเขายังประกาศว่าจะเดินหน้าบังคับเกณฑ์ทหารต่อไป ถามจริงครับ ?!? เมื่อบังคับคนหนุ่มสาวอายุ 18–45 ปีให้เข้าสู่สนามรบ คนเหล่านั้นจะทำอย่างไร ?? หลายคนไม่มีทางเลือกนอกจากหลบหนีออกจากประเทศ แล้วปลายทางอยู่ที่ไหน ?? ประเทศไทยครับ !! สุดท้ายประเทศไทยต้องรับภาระทั้งด้านมนุษยธรรม ความมั่นคง การคุ้มครองผู้หนีภัย และงบประมาณในการบริหารจัดการ ทั้งที่ต้นตอของปัญหาไม่ได้เกิดจากประเทศไทยเลย
แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้ที่สุด คือ คำกล่าวเกี่ยวกับ ขบวนการสแกมเมอร์ มิน อ่อง หล่าย อ้างว่าเมียนมาถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมระบุว่าผู้กระทำผิดถึง 75% เป็นชาวต่างชาติที่เข้าประเทศผ่านประเทศเพื่อนบ้าน ฟังแล้วผมได้แต่ส่ายหัว เพราะหากตีความตามคำพูดของเขา ก็เท่ากับกำลังโยนภาระและความรับผิดชอบมาที่ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศไทยด้วย !! ผมยอมรับนะครับว่า ไทยเองก็ต้องยอมรับความจริงว่า ช่องโหว่ของเราเคยถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และเราต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง แต่ในขณะเดียวกัน เราจะปฏิเสธข้อเท็จจริงอีกด้านไม่ได้เช่นกันว่า เมืองสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ไม่ได้ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่ตั้งอยู่บนแผ่นดินเมียนมา หลายพื้นที่ดำเนินการได้เป็นเวลานานภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธและโครงสร้างอำนาจที่รัฐเมียนมาปฏิเสธความรับผิดชอบตลอดมาที่น่าขันก็คือ วันนี้ผู้นำเมียนมากลับมาบอกว่า เมียนมาเป็นผู้เสียหาย และประเทศเพื่อนบ้านต่างหากที่เป็นต้นเหตุ ทั้งที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องแบกรับผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และการสู้รบตามแนวชายแดนมาโดยตลอด !!
.jpg)
ยิ่งไปกว่านั้น มิน อ่อง หล่าย ยังกล่าวโทษประชาชนของตัวเองว่า การลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยเกิดจาก “การศึกษาด้อยคุณภาพ” และ “การคิดวิเคราะห์ที่อ่อนแอ” ผมฟังแล้วอดถามไม่ได้ว่า แล้วใครกันแน่ที่ทำให้เด็กๆ ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ?? ใครทิ้งระเบิดโรงเรียน ?? ใครทำให้ครู นักเรียน และครอบครัวต้องหนีตายออกจากบ้านของตัวเอง ?? วันนี้กลับโยนความผิดให้ประชาชนของตัวเองอีก มันรับไม่ได้จริงๆ ครับ ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ผมอยากส่งสารตรงไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐบาลไทย ว่า โปรดทบทวนการเยือนครั้งนี้อย่างจริงจังเถอะครับ !! ผมไม่ได้เสนอให้ประเทศไทยตัดความสัมพันธ์กับเมียนมา เพราะเราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เรายังจำเป็นต้องพูดคุยกันในเรื่องชายแดน ความมั่นคง ผู้ลี้ภัย ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ การรักษาช่องทางการสื่อสาร ไม่ได้แปลว่าเราต้องมอบความชอบธรรมทางการเมืองให้กับผู้นำทุกคน !! การทูตที่ดี คือ การรักษาหลักการไปพร้อมกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่การแลกหลักการเพื่อแลกกับการเข้าถึง เพราะ Access without Principles ไม่ใช่การทูต แต่มันคือการยอมแลกหลักการกับการเข้าถึง !!
ประเทศไทยต้องระวังให้ดี อย่าเอาความจำเป็นในการพูดคุย มาใช้เป็นเหตุผลในการ “เอามือเปื้อนเลือดมาขัดสีฉวีวรรณจนดูสะอาด” เพราะสิ่งที่โลกกำลังจับตา ไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยจะพูดอะไรกับมิน อ่อง หล่าย แต่คือ ประเทศไทยกำลังมอบความชอบธรรมอะไรให้กับเขาหรือไม่ ?!? สุดท้าย ผมขอฝากไว้ด้วยสุภาษิตที่ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนเข้าใจดี “คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล คบคนพาล พาลพาไปหาผิด” ประเทศไทยต้องเลือกครับว่า จะยืนอยู่ข้างหลักการ ข้างสันติภาพ ข้างประชาชนผู้บริสุทธิ์ และข้างฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน หรือจะยืนอยู่ข้างผู้นำที่เพิ่งประกาศต่อสายตาโลกว่า เขาไม่ยอมรับฉันทมติดังกล่าว !! ยังเดินหน้าทำสงคราม !! ยังบังคับเกณฑ์ทหาร !! ยังโยนความผิดให้ประเทศเพื่อนบ้าน !! และยังปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภูมิภาค !! เพราะทุกครั้งที่ประเทศไทยยื่นมือไปจับมือใคร โลกไม่ได้มองเพียงว่าเรากำลัง “พบกัน” แต่โลกกำลังมองว่า ประเทศไทยกำลังเลือกยืนอยู่ข้างใคร ?!?
Cr.ภาพ ThaiPublica"
หลังจากที่โพสต์ของ กัณวีร์ สืบแสง เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"Well said"
"လူသတ်ကောင်ဖြစ်သည်"
"ประเทศนี้ 77 กว่าปี ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ก่อกรรม ทำเข็ญ เข่นฆ่าประชาชนของตนเอง ตายไปไม่รู้เท่าไหร่ จนถึงปัจจุบัน โดนสาบแช่งสารพัดจากประชาชนของตนเอง จะให้คืนดีในเร็ววันนั้น ยากมาก เพราะเวรกรรมมีจริง ต้องรออีกหลายชั่วอายุคนถึงจะคลี่คลาย ที่ผ่านมาระบบทหารพม่า มันเลวเกินบรรยาย"
"พม่ากับกัมพูชาต่างกันแค่พม่าไม่รบกับไทย ด้านอื่นๆเหมือนกันหมด"
"အချစ်နှင့်တည်ဆောက်သော ဤကမ္ဘာ ကိုစိုသူ"
"หมาบ้าตัวนี้ ทําทุกอย่างเพื่ออํานาจ"
"เค้าเลือกแล้วค่ะพี่ ที่จะอยู่ข้างผลประโยชน์ only"
"ผลงานของเผด็จการพม่าใช้เครื่องบิน"
"Thailand should not lose the trust and respect of the Burmese people by befriending a despicable man who has killed his own people and committed crimes out of a desire for power, and by legitimizing his illegal rule.This invitation would be a disgrace to Thailand's reputation in the region and internationally."
"ถ้าเราเลือกที่จะไม่พูดคุยกับเขาแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไง ให้เขาเปลี่ยนตัวผู้นำ เรามีอำนาจหรือ ถ้าไม่พูดกันเหตุการณ์มันจะสงบหรือ ลองเสนอทางออกมาสิว่าจะทำอย่างไงให้สงบถ้าไม่พูดคุย"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี