วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เปิดเคสยิงคนในบ้าน... สวนทางวาทะนายกฯ? ถอดบทเรียนคดีปล้นร้านทองตาก เมื่อปืนคือสิ่งเดียวที่พิทักษ์ชีวิตและครอบครัว
สืบเนื่องจากประเด็นร้อนแรงในสังคม เมื่อนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกรณีการใช้ปืนป้องกันตัวในทำนองที่ว่า "ยิงคนในบ้านก็ผิด" พร้อมทั้งมีแนวคิดเตรียมผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดขึ้นอย่างมาก คำกล่าวนี้นำมาสู่ข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า หากเกิดเหตุจวนตัว ประชาชนตาดำๆ จะเอาอะไรไปต่อสู้กับโจรผู้ร้าย?
ล่าสุด โลกออนไลน์ได้มีการหยิบยกกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับประเด็นนี้มาวิเคราะห์ โดยเป็นโพสต์จากเฟซบุ๊ก Pisit K Rapitpunt เจ้าของห้างทองเยาวราช จังหวัดตาก ที่ออกมาระบุถึงวันครบรอบเหตุการณ์ปล้นร้านทองเมื่อปลายปี 2565 ซึ่งคดีได้ถึงที่สุดแล้ว และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า "เมื่อภัยมาถึงตัว กฎหมายและอาวุธปืนในมือสุจริตชน ทำงานอย่างไร"

ย้อนรอยนาทีระทึก โจร 4 คน อาวุธครบมือ บุกปล้นกลางวันแสกๆ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2565 กลุ่มคนร้าย 4 คน บุกเข้ามาที่ห้างทองเยาวราช จ.ตาก หนึ่งในนั้นใช้อาวุธปืนขนาด .380 ออโต้ (ติดท่อเก็บเสียง) ยิงนำเข้ามาในร้าน 1 นัด โดนกระจกหน้าร้านแตกกระจาย
ในวินาทีความเป็นความตายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถมาถึงได้ทันที คุณพิสิฐ (เจ้าของร้าน) ตัดสินใจคว้าปืนลูกซอง Benelli M4 A1 ที่มีอยู่ขึ้นลำเตรียมพร้อม โดยตัดสินใจยิงขู่ขึ้นเพดานก่อนเพื่อหวังให้โจรล่าถอย แต่เมื่อคนร้ายวิ่งหนีออกไปหน้าร้าน กลับหันมายิงใส่เจ้าของร้านซ้ำอีกครั้ง
คุณพิสิฐจึงตัดสินใจยิงสวนออกไป 2-3 นัด โดยกดปากกระบอกปืนต่ำเล็งไปที่ช่วงขาเพื่อหยุดยั้งคนร้าย ไม่ได้หวังเอาชีวิต ส่งผลให้โจร 1 คนถูกยิงบาดเจ็บและถูกจับกุมได้ในที่สุด
"ยิงโจรในบ้าน = ผิด?" จากเหยื่อสู่ผู้ต้องหา
สิ่งที่สอดคล้องกับความกังวลของนายกฯ คือ กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น หลังเกิดเหตุ คุณพิสิฐได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เขาจะต้องถูกตั้งข้อหา "พยายามฆ่า" เอาไว้ก่อน แม้จะเป็นการยิงโจรที่มาปล้นร้านตัวเองก็ตาม นี่คือฝันร้ายของสุจริตชนที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหา ต้องเสียขวัญกำลังใจ และต้องไปให้การกับตำรวจในขณะที่สภาพจิตใจย่ำแย่
ส่วนกลุ่มคนร้าย ต่อมาถูกจับกุมและศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 โดยจำเลยที่ 1 และ 2 ถูกจำคุกรวม 10 ปี 9 เดือน และจำเลยที่ 3 จำคุก 6 ปี 8 เดือน
บทสรุปที่แท้จริง อัยการสั่งไม่ฟ้อง "ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย"
แม้จะถูกตั้งข้อหาในตอนแรก แต่กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ทอดทิ้งผู้ที่ทำไปเพื่อปกป้องตนเอง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2566 อัยการได้มี "คำสั่งไม่ฟ้อง" คุณพิสิฐ ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น โดยให้เหตุผลที่น่าสนใจและเป็นบรรทัดฐานสำคัญดังนี้
ภัยใกล้จะถึง คนร้าย 4 คน มีเจตนาปล้น พกอาวุธปืน และ ยิงเข้ามาในร้านก่อน
สถานการณ์บีบบังคับ ในบริเวณนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัย คนร้ายมีจำนวนมากกว่า และยังมีท่าทีจะกลับเข้ามาก่อเหตุซ้ำ
สมควรแก่เหตุ เจ้าของร้านมีทักษะการใช้อาวุธปืน หากประสงค์ให้ถึงแก่ความตายย่อมทำได้ แต่เลือกที่จะยิงบริเวณต้นขาเพื่อหยุดยั้งเท่านั้น
การกระทำนี้จึงถือเป็นการป้องกันชีวิตตนเอง ภรรยา และทรัพย์สินให้พ้นจากภัยอันตรายที่ใกล้จะถึง เป็นความสมควรแก่เหตุ ไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน ตามกฎหมายอาญา มาตรา 68
อ่านโพสต์ต้นทางได้ที่ Pisit K Rapitpunt
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี