546.jpg
นิพิฏฐ์ หนุนมุมมอง อ.ธงทอง ชี้ที่ดินยกให้วัดสมบูรณ์แล้ว เชื่อฎีกาคุ้มครองได้

นิพิฏฐ์ หนุนมุมมอง อ.ธงทอง ชี้ที่ดินยกให้วัดสมบูรณ์แล้ว เชื่อฎีกาคุ้มครองได้

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

13 สิงหาคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ที่วัด

เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ผมได้รับรางวัลพระราชทาน เสาเสมาธรรมจักร สาขาส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์


ผมยังอายว่า ผมยังทำเพื่อพระศาสนาน้อยเกินไป ไม่สมกับรางวัลที่ได้รับพระราชทาน

เห็นข่าวมีการฟ้องเรียกที่ดินคืนจากวัด และมีการเอาแท่งปูนไปปิดกั้นประตูวัด เห็นแล้วก็เศร้าใจ

ฟังความเห็นของ อ.ธงทอง จันทรางศุ อธิบายข้อกฎหมาย

เมื่อระดับอ.ธงทอง ออกมาอธิบาย ระดับผมก็ไม่มีอะไรต้องมาเพิ่มเติมในประเด็นเรื่อง หลักในการยกที่ดินให้วัด หรือ ยกให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน เพราะมันสมบูรณ์ตั้งแต่แสดงเจตนาในการยกให้แล้ว

ที่อ.ธงทอง ได้อธิบายมา ชัดเจนแล้ว

แต่ผมจะกล่าวถึงประเด็นใหม่ ที่ทายาทยกขึ้นมาว่า ที่ดินนี้เป็นสินสมรส เมื่อภรรยาของเจ้ามรดก ยังไม่ได้แสดงเจตนายินยอม ทายาทก็มีสิทธิฟ้องเรียกคืนได้กึ่งหนึ่ง

วัดก็อย่ากังวลไป เพราะเรื่องนี้ ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกายืนยันว่า หากคู่สมรสรู้เห็นการยกให้และไม่คัดค้าน ก็ถือว่า ยินยอมหรือให้สัตยาบันแล้ว ผมไม่อาจอ้างเลขคำพิพากษาฎีกา(กลัวเลขฎีกาผิด) เพียงรู้ว่า มันมีหลักอยู่อย่างนี้

ก็ต้องรอคำพิพากษาครับ นี่ก็ว่าตามข้อเท็จจริงที่อ่านมาจากสื่อ

หน้าที่ในการสืบต่อพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท 4 มิใช่หน้าที่ของพระอย่างเดียว

ใช่ครับ เป็นหน้าที่ของท่านที่กำลังอ่านอยู่ด้วย/

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Tongthong Chandransu ระบุว่า โปรดพิจารณาคำพิพากษาฎีกาที่ 7638 / 2538 ซึ่งวางมาตรฐานเรื่องการยกที่ดินเพื่อเป็นที่สร้างวัด ว่าทันทีที่ผู้อุทิศมีเจตนาอุทิศชัดเจน ที่ดินย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้สร้างวัดตามเจตนาอุทิศนั้น โดยไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน ต่อมาเมื่อมีการสร้างวัดแล้วเสร็จ ที่ดินแปลงนั้นจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์

ผมขอขยายความของผมเพิ่มเติมว่า ที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดย่อมมีฐานะเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งโดยหลักแล้วจะโอนจำหน่ายที่ธรณีสงฆ์ไปเป็นของผู้อื่นได้ต้องทำแต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น

จากนั้น ศ.พิเศษ ธงทอง โพสต์ข้อความอีกว่า "ขอให้วัดป่าอดุลยาราม สถิตสถาพรตลอดกาลนาน"

และ ศ.พิเศษ ธงทอง โพสต์ต่ออีกว่า ในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของคนไทย ที่ยึดถือมาแต่ไหนแต่ไรและมีข้อกฎหมายสนับสนุน ที่ดินแปลงใดก็ตามที่วัดทั้งหลายได้รับพระราชทานจากพระเจ้าแผ่นดินหรือมีผู้มีจิตศรัทธาอุทิศถวายไว้เพื่อสร้างวัดแล้ว ที่ดินแปลงนั้นเรียกว่า ที่ธรณีสงฆ์

ที่ธรณีสงฆ์ ไม่ใช่สมบัติของพระในวัดแห่งนั้นเป็นเจ้าของร่วมกัน แล้วจะตกลงซื้อขายเปลี่ยนมือไปเป็นของคนอื่นอย่างไรก็ได้ หากแต่ที่ดินแปลงนั้นเป็นของ “สงฆ์” คือ เป็นของสงฆ์ปกครองร่วมกันเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา เป็นเนื้อนาบุญให้ผู้เป็นพุทธศาสนิกได้บำเพ็ญกุศล บุญกุศลที่เกิดขึ้นก็จะเป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่สาธุชนทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริจาคที่ธรณีสงฆ์ผืนนั้นไว้เป็นสมบัติของพระศาสนา ให้ได้รับอานิสงส์สืบไปชั่วกาลนาน

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ที่ธรณีสงฆ์จะโอนเปลี่ยนมือได้ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่มีเหตุพิเศษที่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น เป็นกรณีอยู่ในเขตเวนคืนสำหรับสร้างสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ของประชาชน การโอนที่ธรณีสงฆ์ในกรณีข้อยกเว้นเช่นนี้อาจกระทำได้โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่หน่วยราชการที่รับโอนต้องใช้ราคาที่เรียกว่า “ค่าผาติกรรม ” แก่วัดผู้เป็นเจ้าของที่ธรณีสงฆ์ตามราคาท้องตลาด จะถือว่าประโยชน์ของคนหมู่มากสำคัญยิ่งไปกว่าบุญกุศลในพระพุทธศาสนาที่มีผู้บริจาคมีศรัทธาไว้แต่เดิมมิได้ อีกทั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมด้วย

โปรดสังเกตว่าแม้ในเวลาต่อมาวัดบางแห่งตกเป็นวัดร้าง คือ ไม่มีพระภิกษุสงฆ์อยู่ในวัดแห่งนั้นแล้วก็ตาม ที่ธรณีสงฆ์ของวัดนั้นมิได้กลายเป็นสมบัติว่างเปล่าหรือที่ดินรกร้างที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ หากแต่ยังคงเป็นที่ธรณีสงฆ์ ที่เรียกว่า “ศาสนสมบัติกลาง” มีคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมเป็นผู้รับผิดชอบในการปกครองดูแล ผลประโยชน์หากเกิดมีจากศาสนสมบัติกลางก็จัดรวมไว้เป็นกองกลางสำหรับใช้จ่ายเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

ควรสังเกตด้วยว่า ที่ดินแปลงใดมีฐานะเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว ย่อมไม่อาจมีผู้ใดมาแย่งกรรมสิทธิ์ไปโดยอ้างหลักครอบครองปรปักษ์ซึ่งเป็นกรณีสำหรับที่ดินเอกชนได้

การอุทิศที่ดินให้แก่พระศาสนาจึงเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่ มีผลยั่งยืน เป็นคติความเชื่อที่ปลูกฝังอยู่ในศรัทธาของประชาชนคนไทยผู้เป็นพุทธศาสนิกชนอย่างมั่นคงมาช้านาน ทั้งมีหลักกฎหมายรองรับและสนับสนุนแนวทางนี้มาโดยตลอดด้วย

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top