533.jpg
สกู๊ปพิเศษ : ‘ครูชาตรี สำราญ’ต้นธารแห่งนวัตกรรม‘การเรียนรู้นอกกรอบ’ เปิดโลกกว้างเป็น‘กระดานดำ’เปลี่ยน‘ขนำน้อย’เป็นห้องเรียน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครูชาตรี สำราญ’ต้นธารแห่งนวัตกรรม‘การเรียนรู้นอกกรอบ’ เปิดโลกกว้างเป็น‘กระดานดำ’เปลี่ยน‘ขนำน้อย’เป็นห้องเรียน

วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
Tag :

“ห้องเรียนที่แท้จริงของลูกศิษย์ของผมคือ ใต้ต้นไม้ สนามหญ้า ป่าเขาทุ่งนา และบ้านของนักเรียน มากกว่าห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่นิยมใช้สอนกันอยู่ทุกวันนี้”

เจ้าของวลีนี้คือ “ชาตรี สำราญ” ข้าราชการครูบำนาญ จากจังหวัดยะลา ผู้เป็นต้นธารแนวคิดในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ยึดเด็กเป็นตัวตั้ง นำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นตำรา พัฒนาทักษะการอ่านและเขียนด้วยหนังสือเล่มเล็ก ที่แม้จะเกษียณมานานกว่า 14 ปี แต่ก็ยัง
อุทิศชีวิตทุกลมหายใจเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับ “ครู” ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาให้เป็น “ครูที่สมบูรณ์แบบ” บนความเชื่อที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า


“อาจจะมีครูที่สอนไม่ได้...แต่ไม่มีนักเรียนที่เรียนไม่ได้!!!”

ตลอดระยะเวลาที่รับราชการนับตั้งแต่ปี 2506 เป็นต้นมา “ครูชาตรี”ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอนไว้อย่างมากมาย ที่ปัจจุบันถูกนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างกว้างขวาง และมีผลงานวิจัยในระดับโลกเป็นเครื่องยืนยันในสิ่งที่คิดและทำมาล่วงหน้ากว่า 50 ปีนั้นถูกต้อง รวมไปถึงได้เขียนหนังสือและตำราวิชาการที่เกี่ยวกับการพัฒนาการสอนมากมายกว่า 50 เล่ม อาทิ การสอนโดยอาศัยสิ่งแวดล้อมเป็นสื่อ, สอนอย่างไรให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจเขียนบทกวี, ชีวิต ความจริง การเรียนการสอน, สอนให้คิด-คิดให้สอน, เสวนาชีวิตกับชีวิตเสวนา, สอนภาษา สมการชีวิต, ยำหลักสูตร, พล่าหลักสูตร, สับหลักสูตร ฯลฯ

จากผลงานที่สร้างคุณูปการต่อการศึกษาไทย จึงทำให้ “ครูชาตรีสำราญ” ในวัย 72 ปี ได้รับการเสนอชื่อเป็นครูผู้สมควรได้รับพระราชทาน“รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” และผ่านการพิจารณาให้ได้รับรางวัลในระดับ “คุณากร” ประจำปี 2558 ของ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และ กระทรวงศึกษาธิการ

“เมื่อย้ายมารักษาการครูใหญ่ที่โรงเรียนบ้านบาโงยยาแด ฉันได้รับคำติติงว่าเป็น “ครูบ้า” เพราะฉันไม่ใช้หนังสือแบบเรียนของกรมวิชาการและของสำนักพิมพ์ใดๆ ทั้งสิ้นมาให้เป็นบทเรียนของเด็กๆ แต่ฉันจะใช้ธรรมชาติรอบตัวของเด็กเป็นบทเรียน  เด็กจับตั๊กแตน เราเรียนเรื่องตั๊กแตน วันที่ฝนตก เราก็เรียนเรื่องฝนตก”

บางส่วนจากบันทึกของ “ครูชาตรี” ที่บอกเล่าถึงการจัดการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 พร้อมอธิบายถึงแนวคิดอันเป็นต้นกำเนิดของหนังสือเล่มเล็กที่นิยมใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในปัจจุบัน

“เมื่อเด็กๆ เขียนเรื่องในสมุดงาน ฉันก็จะตัดมาเย็บรวมเป็นเล่ม หุ้มปกให้ดูสวยงามเก็บไว้ในมุมหนังสือ เด็กๆ จะผลัดกันมาหยิบอ่านเรื่องของกันและกัน สังเกตเห็นว่าการเปิดโอกาสให้เด็กๆ เรียนรู้จากเรื่องที่เขาอยากรู้อยากเห็น เด็กจะขยันอ่านหนังสือที่จะตอบคำถามเขาได้ จะขยันเขียนบอกเล่าเรื่องราวที่เขารู้ เมื่อครูจัดกิจกรรมให้เขาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เขาได้ความรู้เพิ่มขึ้น และเขารู้วิธีการเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง”

และที่โรงเรียนแห่งนี้นี่เองที่ทำให้ “ครูชาตรี” ซึ่งเป็น “ครูใหญ่” ในขณะนั้นตัดสินใจลาออกมาเป็น “ครูผู้สอน” เพราะต้องการลบคำสบประมาทและพิสูจน์ให้เห็นว่า...ถึงไม่ได้เป็นครูใหญ่ก็สอนได้

“ตอนนั้นผมเป็นครูใหญ่พอไปสอนก็เห็นว่าเด็กเขียนไม่ได้ เขียนเรียงความไม่เป็นเรื่อง ได้แต่เขียนตามแบบที่ครูเขียนมาให้ อย่างเรื่องโรงเรียนของฉัน เด็กก็จะเขียนเหมือนกันคือมีครูใหญ่เท่านั้นมีครูเท่านี้ แบบนี้มันไม่ใช่ เด็กไทยเราถ้าตราบใดยังอยู่ใน format แบบนี้ เลิกพูดเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เลิกพูดเรื่องอิสรภาพ เลิกพูดเรื่องประชาธิปไตย เพราะการเรียงความมันมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัวของมันเอง อย่างเรื่อง รา ยอ กี ตอหรือพระเจ้าอยู่หัวของฉัน เด็กสิบคนเขียนจะต้องไม่เหมือนกัน พอเข้าไปสอนก็สอนให้เขาเขียนกลอนก็ได้ เขียนอะไรก็ได้ ผมถามว่าทำไมผมสอนแล้วเขียนได้ เขาบอกก็พี่เป็นครูใหญ่ ลองมาเป็นครูเหมือนหนูสิสอนไม่ได้ วันนั้นผมตัดสินใจผมลาออกจากครูใหญ่เลย” ครูชาตรีเล่าถึงการหันหลังให้กับงานบริหารกลับมาเป็นครูผู้สอน

ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตและยังเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนนั่นก็คือการที่ “ครู” ขาดกระบวนการ“คิด” โดย “ครูชาตรี” ยังระบุอีกว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาไทยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ครู” ที่ผลิตมาจากสถาบันต่างๆ ได้รับการ “ฝึกให้รู้จักกระบวนการคิด” ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับการศึกษา ฝึกทำความเข้าใจกับการจัดทำแผนการสอน และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

“สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือครูที่สอนต้องปฏิรูปตัวเอง ให้รู้จักคิดเป็นก่อน ครูต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่าศึกษาข้อมูลมาพร้อมที่จะสอนไหม ครูต้องรู้จักคิดให้เป็นก่อน ลองนึกดูว่าถ้าเด็กอ่านหนังสือไม่ออก เอาสุดยอดหนังสือ ตำราที่ดีขนาดไหนไปให้เขาก็อ่านไม่ออก ครูจึงต้องคิดหาวิธีให้เด็กอ่านออกเขียนได้เสียก่อน ดังนั้นครูต้องเข้าใจเนื้อหาที่แท้จริงของหลักสูตร ต้องเข้าใจนักเรียน และต้องเข้าใจตัวเอง” ครูชาตรีกล่าว

พร้อมกับยกตัวอย่างการสอนวิชาเรียงความในภาษาไทย ที่กลายเป็นการเขียนลอกเลียนแบบหรือเขียนตามตัวอย่างจากครู ไม่ได้เขียนขึ้นมาจากความรู้และความเข้าใจของตัวเด็กๆ เอง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาใดๆ

“ครูเดี๋ยวนี้ไม่ได้ศึกษา คำว่าศึกษามันขึ้นด้วย ส. คือ สังเกต สืบเสาะแสวงหา  โดยครูต้องสังเกตว่าเด็กคนนี้เขียนเรียงความไม่เป็นเรื่อง ก็ต้องสังเกตดูว่าที่เขียนไม่เป็นเรื่องเป็นเพราะอะไร พอแสวงหาแล้วเราก็จะพบว่าเพราะเด็กไม่มีความมาเรียง จึงเรียงความไม่ได้ เพราะไม่ได้เตรียมข้อความ เตรียมประเด็นต่างๆ เพื่อที่จะเอามาร้อยรัดมาเรียงกัน แต่เมื่อไรที่เด็กไปหาข้อมูล หาความรู้  มันก็ได้ความเรียง มาถึงก็เอามาเรียงๆ เป็นประโยคขึ้นมา อยู่ดีๆ จะให้เด็กไปเขียนอะไร อย่างครูเขียนไม่ได้ เพราะเขาไม่มีความรู้ที่จะเอามาเรียงในเรื่องนั้นๆ”

“เพราะฉะนั้นเขาต้องมีความรู้ที่เอามาเรียง ฝรั่งเรียก grammar เด็กไทยเราไม่ได้สร้าง grammar เพราะครูไม่ได้สอนวิธีการสร้าง grammarครูทุกคนที่สอนคือ สอนเรียงความจากโจทย์ของคุณครู ครูเป็นคนกำหนดโจทย์ให้เด็ก ไม่ได้เรียงความจากความรู้ที่เด็กมี เพราะฉะนั้นเด็กเลยไม่มีความที่จะมาเรียง เพราะเขาไม่รู้ แสดงว่าครูนี่แหละเป็นคนสำคัญที่สุดที่จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างในเด็กได้” ครูชาตรีเล่าถึงปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจากครู

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนเสี้ยวจากองค์ความรู้ในการจัดการเรียนการสอนของ “ครูชาตรี” ที่ไม่อาจบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้ด้วยตัวอักษรเพียงไม่กี่หน้ากระดาษ ซึ่งหนทางเดียวที่จะทำให้องค์ความรู้เหล่านี้ไม่สูญหายนอกจากการบันทึกไว้เป็นตำรานั่นก็คือ การหยิบยื่นแรงบันดาลใจและองค์ความรู้ให้กับครูคนอื่นๆ ดังปณิธานที่ยึดและถือมั่นเป็นอุดมการณ์มาตลอดระยะเวลาการทำงานว่า “ชีวิตฉัน วิญญาณฉันในวันนี้ ชีพจะพลีเป็นธารทองน้ำล่องไหล ให้ศิษย์ได้ดื่มอาบซาบซ่านใจเพียงให้ศิษย์เป็นเช่นกวี”

“ครูชาตรีเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ เป็นครูที่สร้างความเป็นคน สอนวิธีการบูรณาการนำสิ่งรอบตัวมาปรับใช้ในวิชาต่างๆ ได้อย่างกลมกลืนและหลากหลาย ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยความสนุกสนานและไม่เบื่อกับการเรียน ที่สำคัญท่านยังให้ความรู้กับผู้อื่นด้วยความเต็มใจและจริงใจ”  ครูมยุรี พลอยกลุ่ม จากโรงเรียนนวลวรรณศึกษา กรุงเทพฯ เล่าถึงเทคนิคและองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากครูชาตรี

“เมื่อตลกผลึกแล้วเราก็ควรจะหยิบยื่นสิ่งที่เรารู้ไปให้กับคนอื่นๆ ผมจะเอาชาตรีไปใส่ไว้ในตัวของครูคนอื่นๆ เพื่อที่ผมจะไม่ตาย ให้เขามาบ้ากับผม แล้วสร้างให้เขาบ้าแรงกว่า ให้เขาบ้าดีเดือด ผมจะเข้าไปอยู่ในตัวคุณ เพื่อที่จะดันคุณให้ออกมายืนอยู่ข้างหน้า สร้างคนที่เก่งกว่าผมขึ้นมา ให้เขาเก่งกว่าชาตรี”  อีกหนึ่งความตั้งใจของ “ชาตรี สำราญ” ครูผู้เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็น “ครู” ผู้จุดประกายการปฏิรูปการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

สำหรับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี นับเป็นรางวัลระดับนานาชาติเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระปรีชาด้านการศึกษา  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชานุญาตตั้งนาม “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี”เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ สร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศต่างๆ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 11 ประเทศ ประเทศละ 1 รางวัล โดยจัดมอบรางวัลในทุก 2 ปี ซึ่งจะพระราชทานรางวัลครั้งแรกในวันที่ 2 ตุลาคม 2558 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top