533.jpg
ความหมายของคำว่า "ทุจริต" ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ความหมายของคำว่า "ทุจริต" ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

วันอังคาร ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 17.09 น.
Tag :

ความหมายของคำว่า "ทุจริต" ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยวาทิน หนูเกื้อ

๑.บทนำ


ด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ บัญญัติว่า "นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้

(๑)ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง......................................................................................”

ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) บัญญัติว่า "โดยทุจริต" หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือบุคคลอื่น

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงได้ วินิจฉัยตีความความหมายของคำว่า "ทุจริต" ในกฎหมายแรงงาน ไว้ สองความเห็น คือ

ความเห็นแรก  ศาลฎีกาได้เคยพิพากษาเป็นบรรทัดฐานไว้ว่า ทุจริตต่อหน้าที่ หมายถึง การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นจากการปฏิบัติหน้าที่  ตัวอย่างเช่น

ฎีกาที่ ๒๖๙๕/๒๕๒๘ โจทก์ใช้ลูกจ้างของนายจ้างซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนไปจ่ายกับข้าวให้แก่ร้านอาหารของโจทก์ เป็นการแสวงหาประโยชน์จากหน้าที่การงาน เพื่อประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่นเกินสมควรที่ผู้บังคับบัญชาจะพึงกระทำ ถือเป็นทุจริตต่อหน้าที่

ฎีกาที่ ๒๓๗๙/๒๕๓๑ จำเลยสั่งให้โจทก์นำกระดาษซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นความลับของจำเลยไปเผา โจทก์กลับเอากระดาษบางส่วนไปขายเอาเงินเป็นของตน เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

ฎีกาที่ ๓๕๕๖/๒๕๓๔ โจทก์เป็นหัวหน้าคลังสินค้าของจำเลยมีหน้าที่เก็บเงินค่าฝากจากลูกค้า โจทก์รู้ว่ามีสินค้าของลูกค้าเหลืออยู่ในห้องเย็น ๒๖ กระสอบ แต่โจทก์ไม่เก็บค่าฝากเช่าจากลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าฝากสินค้า การกระทำของโจทก์เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

ฎีกาที่ ๒๖๒๑/๒๕๓๘ ลูกจ้างรับงานนอกเข้ามาทำในระหว่างทำงานให้นายจ้างโดยใช้อุปกรณ์พู่กัน สีและกระดาษของนายจ้าง เป็นการเบียดบังทั้งเวลาและทรัพย์สินของนายจ้างโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

จากคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า "ทุจริต" มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑(๑) ทั้งนี้ เพราะกฎหมายแรงงานเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา และไม่ได้บัญญัติคำว่า "ทุจริต" ไว้เป็นอย่างอื่น จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗ ที่บัญญัติว่า "บทบัญญัติในภาค ๑ แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้นๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น"

ความเห็นที่สอง  ศาลฎีกาได้ให้แนวคำพิพากษาใหม่โดยใช้ความหมายคำว่าทุจริตตามความหมายในพจนานุกรม ตัวอย่างเช่น

ฎีกาที่ ๕๖๐๕/๒๕๔๒ ประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ ๔๗(๑) มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๑) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือ ประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การที่ ส.ลูกจ้างรายวันของจำเลยได้รับค่าจ้างวันละ ๑๙๐.- บาท ละทิ้งหน้าที่ไปเป็นเวลา ๑ ชั่วโมง แม้ว่าโจทก์จะต้องจ่ายค่าจ้างในระยะเวลาที่ ส.ละทิ้งงาน แต่ก็เกิดโทษแก่โจทก์น้อย ยังไม่พอถือว่า ส.มีความประพฤติชั่ว โกง หรือไม่ซื่อตรง อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

ฎีกาที่ ๖๗๙๕/๒๕๔๓ คำว่า ทุจริต ตามพจนานุกรม คือ ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การที่โจทก์อนุญาตให้นักศึกษานำเอกสารที่เป็นธงคำตอบของข้อสอบ คัดลอกตอบข้อสอบ โดยเอกสารดังกล่าวมิใช่ตำราทั่วไป ถือได้ว่าโจทก์ประพฤติไม่ซื่อตรง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

ฎีกาที่ ๖๙๔๕/๒๕๕๐ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่  โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้  และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือ ประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง

จากแนวคำพิพากษาที่แตกต่างกันข้างต้นทำให้เกิดประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คำว่า “ทุจริต” ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กับ “โดยทุจริต” ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๑) มีความหมายอย่างเดียวกันหรือไม่  อันเป็นเรื่องการตีความกฎหมาย

๒.ผลจากการศึกษา

บทความนี้จะพิจารณาตอบปัญหาข้างต้นตามหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายอาญา ๔ ประการ คือ การตีความตามหลักภาษาหรือการพิเคราะห์ถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมาย (Grammatical interpretation) การพิเคราะห์ความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย(Teleological interpretation) การพิเคราะห์ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์(Historical interpretation) และการพิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบทบัญญัติกฎหมาย (Systematic interpretation)

ประการแรก การพิเคราะห์ถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมาย (Grammatical interpretation) เพราะถ้อยคำหรือตัวอักษรเป็นสื่อกลางในการสื่อสารของบุคคล  ด้วยเหตุนี้ในการตีความกฎหมาย  จึงต้องเริ่มต้นที่การพิเคราะห์ถ้อยคำในตัวบทกฎหมายเป็นลำดับแรก แม้ว่าถ้อยคำในตัวบทกฎหมายจะชัดเจนพอสมควรก็ตาม แต่หากพิเคราะห์ให้ลึกซึ้งจะพบว่า ถ้อยคำแต่ละถ้อยคำมีความหมายกว้างแคบต่างกันหลายระดับ การทำความเข้าใจถ้อยคำนั้น ๆ จึงต้องค้นหาแกนความหมายหรือแก่นความ (core meaning) ว่ามีความหมายอย่างไร ซึ่งจะพิจารณาเป็นคำๆ อย่างศัพท์ในพจนานุกรมไม่ได้ จำต้องพิจารณาข้อความแวดล้อม ตามบริบทของกฎหมายนั้นๆ ประกอบด้วยเสมอ

ในกรณีของคำว่า "ทุจริต" กับคำว่า "โดยทุจริต" หากพิจารณาเฉพาะถ้อยคำเป็น คำๆ อย่างพจนานุกรม จะเห็นว่าแตกต่างกัน แต่ถ้าพิจารณาข้อความแวดล้อมประกอบแล้ว เห็นว่า มีความหมายอย่างเดียวกัน  เพราะคำว่า "ทุจริต" ก็ดี "โดยทุจริต" ก็ดี ย่อมใช้ประกอบกับคำว่า "หน้าที่" และไม่ว่าจะเขียนว่านายดำทุจริตต่อหน้าที่ หรือ นายดำปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ มาตรา ๖ (๓) ก็บัญญัติไว้ว่า  

"ผู้ใดกระทำการแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองก็ดี  เพื่อผู้อื่นก็ดี อันเป็นประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  แลเกิดเสียหายแก่ผู้อื่นด้วยไซร์ ท่านว่าผู้นั้นกระทำการทุจริต"

จะเห็นได้ว่า ในกฎหมายลักษณะอาญาเดิมใช้คำว่า "ทุจริต" แต่ก็มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "โดยทุจริต" ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) นั่นเอง

ดังนั้น ความเห็นแรกของศาลฎีกาจึงเป็นความเห็นที่ถูกต้องตามหลักการตีความตามหลักภาษา

ประการที่สอง การพิเคราะห์ความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย(Teleological interpretation) เนื่องจากกฎหมายที่บัญญัติขึ้นส่วนใหญ่ก็มักจะบัญญัติด้วยถ้อยคำที่มีความหมายกว้างขวาง เพื่อให้มีผลบังคับเป็นการทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมบ่อยครั้ง ในบางกรณีผู้บัญญัติกฎหมายก็ใช้ถ้อยคำที่ไม่อาจสื่อความหมายตามที่ต้องการได้อย่างชัดแจ้ง ด้วยเหตุนี้ การพิเคราะห์ถ้อยคำตามตัวอักษรในกฎหมายอย่างเดียวย่อมไม่เป็นการเพียงพอ  การตีความแต่ละครั้งย่อมต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ ด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกันกับความประสงค์ของผู้บัญญัติกฎหมาย  แต่เป็นเหตุผลและความมุ่งหมายในแง่คุณค่าของกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อความเป็นธรรม และความมุ่งหมายหรือเหตุผลของบทกฎหมายนี้เองที่จะเป็นเครื่องช่วยบอกได้ว่า  บทกฎหมายนั้นควรกินความกว้าง(Extensive Interpretation) หรือแคบ(Restrictive  Interpretation) เพียงใด

เจตนารมณ์ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน คือ การคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน และบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานนั้น เป็นบทยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จึงต้องตีความในความหมายอย่างแคบ(Restrictive Interpretation) จะตีความให้กินความกว้าง(Extensive Interpretation) ในทางที่เป็นโทษต่อลูกจ้างไม่ได้ และเมื่อเปรียบเทียบการตีความของศาลฎีกาแล้วเห็นว่า การตีความของคำว่า "ทุจริต" ให้มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า "โดยทุจริต" ในประมวลกฎหมายอาญามีความหมายแคบกว่า การตีความคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม ดังนั้น การตีความตามความเห็นที่สอง จึงเป็นการตีความที่เป็นผลร้ายต่อลูกจ้างยิ่งกว่า ทำให้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ประการที่สาม การพิเคราะห์ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์(Historical interpretation) ในบางกรณีการค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย อาจต้องพิจารณาถึงความเป็นมาทางประวิติศาสตร์ของบทบัญญัตินั้นประกอบด้วย ทั้งนี้เพราะกฎหมายมิใช่เกิดจากเจตน์จำนงของบุคคลเท่านั้น แต่เป็นผลมาจากวิวัฒนาการอันยาวนานในอดีต  และในกรณีของกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็เช่นเดียวกัน ในยุคก่อนๆ การจ้างงานเป็นไปตามความพอใจของนายจ้าง  นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อใดก็ได้ แต่จากประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยาวนานของลูกจ้าง ทำให้รัฐต้องออกกฎหมายไปคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับความเป็นธรรมในการจ้างงานมากยิ่งขึ้น  เป็นผลให้แนวคิดดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป  นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีเหตุในการเลิกจ้างไม่ได้  ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และหากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิดก็ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น การตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงานต้องเป็นไปในทิศทางที่จะคุ้มครองลูกจ้างเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  และถ้าเป็นบทยกเว้นที่เป็นโทษแก่ลูกจ้างอย่างเช่นกรณีตาม มาตรา ๑๑๙ แล้ว ย่อมต้องตีความให้เป็นโทษแก่ลูกจ้างน้อยที่สุด นั่นก็คือ การตีความคำว่า "ทุจริต" ตามความเห็นแรกของศาลฎีกานั่นเอง

ประการที่สุดท้าย การพิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบทบัญญัติกฎหมาย (Systematic interpretation) การพิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบทบัญญัติกฎหมาย ก็เป็นหลักเกณฑ์หนึ่งที่ช่วยในการตีความกฎหมาย โดยพิเคราะห์ถึงความเกี่ยวพันของบทบัญญัตินั้น ๆในระหว่างกันเอง และความเกี่ยวพันของบทบัญญัตินั้นกับบทบัญญัติอื่นที่มีอยู่ด้วย กล่าวคือ ต้องมองกฎหมายอย่างเป็นระบบ ในเมื่อกฎหมายแรงงานเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาจึงเกี่ยวพันธ์กับประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหากตีความคำว่า “ทุจริต” ตามพจนานุกรมอันเป็นการแตกต่างกับความหมายในประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ย่อมไม่สอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญาอย่างเป็นระบบ

๓.ข้อสรุป

อาศัยเหตุผลดังที่พิจารณามาข้างต้น เห็นว่า คำว่า "ทุจริต" ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กับคำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๑) มีความหมายอย่างเดียวกัน จึงต้องนำเอานิยามของคำว่า “โดยทุจริต” ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) มาใช้ตีความของคำว่า "ทุจริต" ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วย ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗

นอกจากนั้น ด้วยความเคารพอย่างยิ่งต่อความเห็นของศาลฎีกาที่ ๕๖๐๕/๒๕๔๒ ผู้เขียนเห็นว่า การวินิจฉัยความหมายของคำว่า "ทุจริต" ในคดีนี้ยังไม่ตรงตามความหมายของคำว่า "ทุจริต" ในพจนานุกรม เพราะเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่และรับค่าจ้างในระหว่างที่ละทิ้งหน้าที่ไป แม้จะเป็นเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเมื่อคิดเป็นจำนวนเงินแล้วไม่มากนักก็ตาม  แต่ก็ต้องถือว่าไม่ซื่อตรงแล้ว เพราะการวินิจฉัยว่าซื่อตรงหรือไม่ อันเป็นคุณธรรมพื้นฐานของบุคคลนั้น ย่อมไม่เกี่ยวกับจำนวนของผลประโยชน์ที่ได้รับ ในทางทรัพย์สินซึ่งอาจเปรียบได้กับ กรณีสามีไปมีภริยาน้อยย่อมถือว่าไม่ซื่อตรงต่อภริยาฉันใด  การที่ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่หรือไม่ทำงาน แต่รับค่าจ้าง ก็ต้องถือว่าไม่ซื่อตรงต่อนายจ้างฉันนั้น

ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นพ้องด้วยกับแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาตามความเห็นแรก

จะเห็นได้ว่าการปฏิรูปกฎหมายนั้น นอกจากจะปฏิรูปที่ตัวบทกฎหมายแล้ว ยังต้องมีการปฏิรูปการใช้และการตีความกฎหมายอันเป็นนิติวิธีของระบบประมวลกฎหมายด้วยเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นแล้ว การปฏิรูปกฎหมายก็จะไม่เกิดประโยชน์ตามที่ได้คาดหมายไว้

บรรณานุกรม
กิติศักดิ์  ปรกติ, "หลักทั่วไปเกี่ยวกับการใช้การตีความกฎหมาย",งานวิชาการรำลึก ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ครั้งที่ ๑๓ การใช้การตีความกฎหมาย, พิมพ์ครั้งที่ ๓,กองทุนศาสตราจารย์จิตติ  ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒. แสวง บุญเฉลิมวิภาส "หลักกฎหมายอาญา" โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๒๕๓๙

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top