6 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานตัวเลขจากผลการดำเนินการตามมาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย น่าจะคลายความอัดอั้นของสังคมที่มีต่อปัญหาที่ดินในประเทศไทยไปได้พอสมควร เพราะจากถ้อยแถลงของรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบที่ระบุ ผู้ครอบครองหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภบท.5) ไม่สามารถนำมายื่นคัดค้านการเรียกคืนที่ดินได้ เพราะไม่ใช่เอกสารสิทธ์ที่ดิน ฉะนั้นจากพื้นที่เป้าหมายที่เรียกคืนในรอบแรก 4.4 แสนไร่ ใน 27 จังหวัด รัฐก็จะได้พื้นที่กลับคืนมาเพื่อจัดสรรให้กับเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินถึง 3.5 แสนไร่
แต่ปัญหาที่สังคมควรจะมองต่อไปในอนาคตคือ ที่ดินที่จัดสรรให้แก่เกษตรกรไปแล้วจะมีโอกาสถูกกว้านซื้อกลับไปเป็นของนายทุนอีกหรือไม่ การส่งเสริมและพัฒนาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตอย่างมั่นคงได้อย่างไร ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) กำหนดแนวทางการจัดที่ดินให้เกษตรกร จะไม่ให้กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นรายบุคคลเช่นในอดีต แต่จะจัดที่ดินในรูปแบบของสหกรณ์หรือชุมชน เกษตรกรที่ได้จัดรับการสรรที่ดินจะต้องเข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์ และสหกรณ์ก็จะเป็นผู้ขอมาใช้ประโยชน์ในที่ดินกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนั้นเกษตรกรก็จะเป็นผู้ขอใช้ประโยชน์ที่ดินจากสหกรณ์ มีสิทธิทำกินที่ส่งต่อไปยังรุ่นลูก รุ่นหลานได้ แต่ไม่มีสิทธิที่จะยกหรือขายกรรมสิทธิ์นั้นให้แก่บุคคอื่นใด
ส่วนการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาการเกษตรและส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร จะเป็นหน้าที่ของ คทช.ระดับจังหวัด ที่ประกอบไปด้วยส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน จะเป็นผู้กำหนดแนวทางในการพัฒนาโดยยึดแผนที่การใช้ประโยชน์ในที่ดิน (Agri Map) เป็นแนวทางในการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของที่ดินแต่ละแห่ง ซึ่งอาจจะเป็นการปลูกพืช การทำประมง หรือปศุสัตว์ โดยจะพิจารณาประกอบกับความรู้ความชำนาญของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน หลังจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงไปพัฒนาพื้นที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ผลผลิตที่เกษตรกรผลิตออกมาได้จะถูกนำมาขายผ่านระบบสหกรณ์ ซึ่งมีบทบาทในฐานะเป็นผู้ค้าที่มีสิทธิต่อรองกับตลาดโดยตรง เกษตรกรจึงไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ยของเอกชนรายใด แต่เป็นสมาชิกผู้มีสิทธิมีเสียงในสหกรณ์ที่ตัวเองสังกัดด้วยระบบเช่นนี้จึงเป็นที่คาดหมายกันว่า จะช่วยสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรได้
หากเราย้อนกลับไปมองโครงการจัดที่ดินให้ชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี จากผืนดินว่างเปล่าเต็มไปด้วยตอยูคาลิปตัส ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงไปมอบสิทธิทำกินให้ชาวบ้านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ผลจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ปรากฎว่าวันนี้ผืนดินที่เคยว่างเปล่าถูกจัดแบ่งอย่างเป็นระเบียบ ทั้งที่อยู่อาศัยพื้นที่เกษตรกรรม ระบบไฟฟ้า และชลประทาน เกษตรกรเริ่มเข้าสร้างบ้าน ปรับพื้นที่ทำการเกษตร และหลายๆ ครัวเรือนเริ่มมีรายได้จากการขายผลผลิตที่ตัวเองปลูกแล้วจึงเป็นเครื่องยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า การพัฒนาดำเนินไปอย่างถูกทิศทางแล้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี