546.jpg
16กุมภาฯจับตา‘เปรมชัย’  ถ้าเบี้ยวศาลเจอหมายจับ  ต้องรายงานตัวคดีล่า‘เสือดำ’

16กุมภาฯจับตา‘เปรมชัย’ ถ้าเบี้ยวศาลเจอหมายจับ ต้องรายงานตัวคดีล่า‘เสือดำ’

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

16กุมภาฯจับตา‘เปรมชัย’

ถ้าเบี้ยวศาลเจอหมายจับ

ต้องรายงานตัวคดีล่า‘เสือดำ’

ศรีวราห์สั่งสกัดช่องทางหนี

‘ชัยวัฒน์’ส่งหลักฐานเด็ดตร.

ปทส.-กรมอุทยานฯเก็บดีเอ็นเองาช้าง 2 คู่ มูลค่ากว่า 2 ล้าน ที่ยึดจากบ้าน “เปรมชัย” ตรวจหาที่มา เผยถ้านำเข้าจากแอฟริกาเจออีกข้อหา ขณะที่บก.ปปป.จ่อหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ ด้าน “ศรีวราห์” เตือนเบี้ยวนัดศาลรายงานตัว16 กุมภาพันธ์ เจอหมายจับแน่ ขณะที่ชุดพญาเสือสรุปผลเก็บวัตถุพยาน หลักฐานสำคัญในพื้นที่ทุ่งใหญ่ทั้งวิถีกระสุน เนื้อเยื่อ

กระดูกให้ตำรวจใช้ประกอบสำนวนเอาผิดล่าสัตว์ทุ่งใหญ่


เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมดร.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าทีมนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รอง ผบก.ปทส.ร่วมตรวจสอบงาช้าง 2 คู่ ที่ยึดได้จากบ้านนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกจับกุมขณะตั้งเต็นท์ล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ก่อนขยายผลเข้าค้นบ้านเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม

เก็บDNAงาช้างเปรมชัยตรวจ

โดยพ.ต.อ.สุวัฒน์เผยว่า เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ชำนาญการจากกรมอุทยานฯเข้าตรวจสอบงาช้างที่ยึดได้จากบ้านนายเปรมชัยครั้งแรก ดูว่าเป็นงาช้างของแอฟริกา หรือเอเชีย ขั้นตอนเริ่มจากชั่งน้ำหนักและวัดขนาดงาช้าง จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบนายเปรมชัยเคยยื่นขอครอบครองงาช้าง เมื่อปี 2558 แต่ยังอยู่ในขั้นตอนยื่นเรื่องและยังไม่สามารถระบุได้ว่าที่ทำเรื่องขอเป็นงาช้าง 4 กิ่งนี้หรือไม่ จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ขูดเนื้อด้านในโคนงา เพื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจดีเอ็นเอ ใช้เวลา 3 สัปดาห์ จึงจะทราบผลว่าเป็นงาช้างจากที่ใด

ส่วนวัตถุพยานอื่นนอกจากงาช้างนั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบชิ้นเนื้อของกลาง และซากกระดูกขาเสือดำที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯพบใกล้เต็นท์ของนายเปรมชัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดพญาเสือและกรมอุทยานฯจะนำส่งมาตรวจสอบที่นี่ รวมถึงหลักฐานอื่นเพิ่มเติมที่กำลังรอนำมาตรวจสอบ

ลุ้นผิดเจออีกกระทง

ด้านนายปิ่นสักก์กล่าวว่า การตรวจดีเอ็นเอครั้งนี้ จะสกัดเนื้อเยื้องาช้างที่อยู่ฐานล่าง และตรวจสอบเรื่องการลงทะเบียนด้วยว่างาช้างที่ยึดมาเป็นงาช้างจากแอฟริกา เอเชียหรือไทย หากเป็นงาช้างไทย ต้องดูว่าแจ้งลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ ขั้นตอนการตรวจสอบงาช้าง กรมอุทยานฯมีกองคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา (กองไซเตส)ทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ้าเป็นงาช้างถูกกฎหมายก็จะได้รับสติ๊กเกอร์ยืนยัน หากทราบผลดีเอ็นเองาช้างที่ตรวจวันนี้ก็จะนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลกับกองคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา (กองไซเตส) เพื่อดูที่มาว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ประเมินมูลค่า2.2ล้าน

นายปิ่นสักก์กล่าวด้วยว่า ปกติงาช้างที่ครอบครองได้ จะเป็นงาช้างเอเชียหรืออินเดีย ต่างจากงาช้างแอฟริกาที่ไม่สามารถครอบครองได้ เนื่องจากผิดอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส (Cites) และจะมีความผิดข้อหาครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครอง โทษจำคุก 4 ปี ปรับ 40,000 บาท ทั้งนี้ หากประเมินมูลค่างาช้าง 1 กก. มีราคา 40,000-50,000 บาท ซึ่งงาช้างที่ยึดได้จากบ้านนายเปรมชัย ในส่วนที่ตรวจสอบแล้ว 1 กิ่ง มีน้ำหนัก 13.895 กก. คิดเป็นมูลค่าประมาณ 560,000 บาท ดังนั้น งาช้าง 2 คู่ ก็มีมูลค่าสูงกว่า 2,240,000 บาท

เบี้ยวรายงานตัว16กพ.เจอหมายจับ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการดำเนินคดี นายเปรมชัยว่า ตามกำหนดนายเปรมชัยต้องมารายงานตัวต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เนื่องจากครบ 12 วันหลังศาลให้ประกันตัว ถ้าไม่มาตามนัดจะริบเงินประกัน และขอศาลอนุมัติหมายจับตามขั้นตอน คาดเดาไม่ได้ว่าจะมาหรือไม่ แต่ได้กำชับด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกด่านให้เฝ้าระวังป้องกันหลบหนี ขณะนี้ยังไม่พบความเคลื่อนไหวของนายเปรมชัย สำหรับนายนพดล พฤกษะวัน อดีตข้าราชกรมอุทยานฯที่มีส่วนประสานงานพานายเปรมชัยเข้าไปในอุทยานฯจะมีความผิดหรือไม่ ต้องรอรวบรวมพยานหลักฐาน บก.ปทส.สอบปากคำไปแล้ว ได้ข้อมูลพอสมควร อยู่ระหว่างตรวจสอบวัตถุพยาน ทั้งงาช้าง ซากสัตว์ หนังเสือดำ อาวุธปืน วัตถุพยานต่างๆ คาดใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน

ขยายผลสอบปมรุกป่านอกจ.เลย

ส่วนการสืบสวนขยายผลกรณีบุกรุกป่า 6,000 ไร่ ใน อ.ภูเรือ จ.เลยนั้น รองผบ.ตร.กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ ขณะนี้ตรวจยึดสิ่งปลูกสร้างไว้หมดแล้ว อยู่ระหว่างขยายผลว่ามีบุกรุกพื้นที่อื่นด้วยหรือไม่ สำหรับนายเปรมชัย มีชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัท ซี พี เค อินเตอร์เนชั่นแนล จะมีความผิดหรือไม่ ต้องตรวจสอบ เบื้องต้นยังไม่พบว่านายเปรมชัยเซ็นเอกสารใดๆก็ไม่มีหลักฐานไปร้องทุกข์กล่าวโทษ เรื่องนี้ขอรับประกันตำรวจว่าไม่มีมั่ว ไม่กลั่นแกล้งใคร ไม่ช่วยเหลือด้วย และจะบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่เต็มที่

จ่อหมายเรียกเปรมชัยข้อหาสินบน

ด้านพล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) เปิดเผยว่า ทางกองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.)อนุมัติให้ บก.ปปป.ทำคดีนายเปรมชัย เบื้องต้นสั่งให้พนักงานสอบสวนติดต่อนายวิเชียร ชิณวงษ์ หน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกและพยานอีก 3 คน มาสอบปากคำเวลา 10.00 น.วันที่ 22 กุมภาพันธ์ เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งนี้ นายเปรมชัย อาจเข้าข่ายทำผิด ติดสินบนเจ้าพนักงานให้ละเว้นหน้าที่ ตามมาตรา 114 และพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกนายเปรมชัยมารับทราบข้อกล่าวหา หากไม่มาจะออกหมายจับต่อไป ขณะนี้ ปปป.จะดำเนินการคดีกับนายเปรมชัยผู้เดียว ไม่มีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้มาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

ตร.ทองผาภูมิขอผัดฟ้องเจ้าสัว12วัน

ขณะที่ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิจ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ทองผาภูมิ เจ้าของสำนวนคดีล่าสัตว์ในเขตทุ่งใหญ่ฯเปิดเผยว่า วันที่ 16 กุมภาพันธ์ จะยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิขอฝากขังนายเปรมชัย และผู้ต้องหาอีก 3 คน อีก 12 วัน เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังรอผลตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากชิ้นเนื้อ จากวัตถุพยานอื่นๆ รวมถึงรถยนต์ของกลาง

พญาเสือส่งหลักฐานสำคัญให้ตร.

วันเดียวกัน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าหน่วยพญาเสือ กรมอุทยานฯเปิดเผยว่า หลังเจ้าหน้าที่หน่วยพญาเสือ และเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกเข้าตรวจพยานหลักฐานในจุดเกิดเหตุครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์แล้ว เจ้าหน้าที่ได้สรุปทำบันทึกเป็นหนังสือ นำส่งมอบ วัตถุประพยานที่สำคัญทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ เพื่อนำส่งตรวจหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และเป็นพยานในหลักฐาน คดี ต่อไป

สำหรับเนื้อหาในหนังสือส่งมอบวัตถุพยานดังกล่าว สรุปการตรวจค้นเก็บวัตถุพยานทั้งหมด ว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการใน 3 เป้าหมายคือ 1.พิสูจน์จุดตั้งกล้องดักถ่าย ของสถานีวิจัยสัตป่าเขานางรำ ซึ่งมีข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ถ่ายเสือดำเพศผู้เอาไว้ได้ พบจุดที่ถ่ายภาพอยู่ห่างจากจุดที่ชำแหละซากเสือดำ เพียง 100 เมตร ซึ่งจะพิจารณาว่าซากที่พบใช่เสือดำตัวเดียวกันหรือไม่ 2.ค้นหาวิธีกระสุนปืนที่ยิงเสือดำ และ3.ค้นหา กระดูกสะโพกขวา ขาหลัง เบื้องต้นสันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหา อาจนำไปปรุงเป็นอาหาร หลังจากกินหมดแล้วก็ได้โยนซากกระดูกทิ้งลงลำห้วย

เบาะแสแสดงเจตนาเข้ามาล่าสัตว์

ผลการค้นหาหลักฐานจุดที่ 1 สามารถยืนยันข้อเปรียบเทียบสันนิษฐานเบื้องต้นได้ก่อนว่าเสือดำตัวที่กล้องดักถ่ายได้ อาจเป็นตัวเดียวกันกับที่ถูกยิง เบื้องต้น ทีมงานหน่วยพญาเสือ ดูจากหนังที่ชำแหละ แล้วว่ามีโอกาสเป็นเสือตัวผู้ 90% ถ้าพิสูจน์ดีเอ็นเอแล้วว่าเป็นตัวผู้ ก็ชี้ได้เลยว่า เป็นตัวเดียวกัน ส่วนที่เป็นข้อสังเกตว่าพรานที่มาล่าและตั้งใจนำปืน 3 กระบอก มีด 6 เล่มแต่ละเล่มใช้แตกต่างกัน กรณีนี้ พรานทั้งสี่ หนึ่งในนั้นต้องรู้และเคยเข้ามาและเห็นเสือดำตัวนี้ ชอบเดินอยู่บริเวณนั้น จึงมีเจตนา เข้ามาล่า และตั้งแคมป์ จึงถือว่าจงใจเข้ามาล่าสัตว์ป่า

ชี้เสือเชื่องคุ้นคน-ถูกยิงซ้ำ2ครั้ง

ส่วนการค้นหาแนวกระสุน พบร่องรอยบนเปลือกไม้ หิน จุดสลัดปอก ปอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 ที่ตกอยู่บนถนน ขณะเดียวกันบริเวณจุดที่เสือดำถูกยิง พบขน ที่ขาดจากการกระแทกของแรงกระสุน ขนหลุดเป็นกระจุก ห่างจากจุดที่เชื่อว่าเสือนั่งอยู่เพียงเมตรเดียว และจุดที่ยืนยิงห่างประมาณ 14 เมตร จากข้อสังเกตนี้ พบว่าเสือดำตัวนี้ต้องเชื่องมากและคุ้นเคยกับคน จึงไม่หลบหนี เชื่อว่าถูกยิงไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง เป็นกระสุนคนละชนิด และอาจเป็นคนละคนเข้าไปยิงซ้ำ ทั้งนี้ จากเครื่องในเสือดำที่เก็บได้ มีน้ำหนักถึง 17 ก.ก. ฉะนั้นเสือดำตัวนี้ จะมีน้ำหนัก ประมาณ 45-50 ก.ก. ต้องใช้สองคนยกมาชำแหละ เมื่อชำแหละแล้วนำเกลือป่น มาคลุกเพื่อรักษาหนัง รักษาอายุของหนัง ให้คงทนขึ้นอีก แล้วนำเนื้อเสือดำทั้งหมด กลับไปที่พัก ส่วนเครื่องใน ทิ้งไว้ข้างจุดชำแหละ

ชำแหละเนื้อทิ้งกระดูกขาหลักฐานสำคัญ

และการค้นหาจุดที่ 3 เพื่อหาวัตถุพยานข้างเต็นท์พัก และลำห้วย ส่วนใหญ่เป็นชิ้นเนื้อ กระดูกที่หายไป จึงส่งเจ้าหน้าที่งมหาในลำห้วยที่อยู่ใกล้เคียงพบ ชิ้นส่วนลำไส้ใหญ่ ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็นชิ้นส่วนของสัตว์ชนิดใดต้องส่งพิสูจน์ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พบกระดูกชิ้นสะโพกติดกับเชิงกราน เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นกระดูกของเสือดำ ใกล้กันพบกระดูกอีกชิ้นเป็นกระดูกขาที่ต่อกันได้ เป็นขาขวาสะโพกหลังพอดี จึงนำหลักฐานที่พบมาประกอบดูว่าเป็นกระดูกชิ้นเดียวกันหรือไม่ ปรากฏว่าใช่ จึงมั่นใจว่า หลักฐานที่ได้มา เป็นหลักฐานสำคัญ ใช้ประกอบสำนวนได้เป็นอย่างดี

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top