วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
มูลนิธิสืบฯเกาะติดคดีล่า“เสือดำ” คาดส่งฟ้องศาลชั้นต้นได้เดือน มิ.ย.นี้ “ศศิน”เชื่อคงสู้คดีกันอีกหลายปี หวั่น“เปรมชัย”หลุดคดี เดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ เตรียมรวมพลปลุกพลัง“เดินเสือดำ” เล็งเส้นทางจาก กทม.-ศาลทองผาภูมิ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ด้านสำนวนคดียัง “ไม่เคลียร์” อัยการสั่งสอบเพิ่มอีก 2 ประเด็น ขีดเส้น 5 วันตำรวจต้องส่ง “ศรีวราห์”ยังสำนวนไม่อ่อน ขู่ฟ้องกลับพวก“ว่างงาน”ชอบตั้งข้อสงสัยสำนวนคดี
คดีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) และพวกรวม 4 คน ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี ยังคงมีความเคลื่อนไหวและต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของคดีความ และการรณรงค์เรียกร้องของเครือข่ายนักอนุรักษ์ต่างๆ
ศศินห่วง‘เปรมชัย’หลุดคดีล่าเสือดำ
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 26 มี.ค.61 นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร , นายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิฯ และทีมงานจัดรายการเฟซบุ๊กไลฟ์วิเคราะห์ก่อนคดีเสือดำขึ้นศาล
นายศศิน กล่าวสรุปว่า การล่าสัตว์ป่าแม้ความผิดจะหนัก แต่อาจหลุดได้ ขึ้นอยู่กับสำนวนพยานหลักฐาน ในกรณีคดีสินบนเท่าที่คุยกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ถ้าโดนคดีนี้ เท่ากับเชื่อมโยงทุกข้อหา เพราะถ้าไม่ได้กระทำ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องติดสินบน โดยคาดว่าจะมีการตัดสินคดีต่างๆ ในส่วนของศาลชั้นต้นช่วงปลายปีนี้ และคงอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีกหลายปี
เชื่อฟ้องแพ่งช่วยลดคดีล่าสัตว์ป่า
ในส่วนของการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งหากนายเปรมชัย ถูกเรียกค่าเสียหายกรณีนี้ ในอนาคตหากชาวบ้านเข้าไปล่าสัตว์ในป่าอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นเสือ หรือหมี ก็อาจต้องโดนด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานต่อไป หากสามารถเอาผิด ทั้งคดีอาญาและคดีทางแพ่งได้ เชื่อว่าจะสามารถลดการเข้าไปล่าสัตว์ป่าได้ เพราะทำให้เห็นว่าติดคุกจริง แล้วยังต้องจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งด้วย
เปิดไทม์ไลน์คาดคดีเข้าสู่ศาลเดือนมิ.ย.
นายศศิน กล่าวอีกว่า คาดว่าจากนี้จะมีการฝากขังอีก 7 ครั้ง หรือ 2 เดือนข้างหน้า และจะมีการฝากขังครั้งสุดท้ายประมาณช่วงวันที่ 1 พ.ค.61 จากนั้นต้องส่งฟ้องศาล หมดอำนาจควบคุมของอัยการ และกระบวนการน่าจะขึ้นสู่ศาลชั้นต้นได้ในช่วงเดือน มิ.ย.เป็นต้นไป
เม.ย.-พ.ค.รวมพล!ปลุกพลัง‘เดินเสือดำ’
นายศศิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อแสดงการไม่ยอมรับต่อการทำผิดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น อาจจะเป็นการเดินให้กำลังใจ “เดินเสือดำ” เพื่อให้กำลังใจและแสดงออกว่าเราเชื่อมั่นในกระบวนการศาล และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการ และตนคิดว่ายังแสดงความเห็นได้ โดยจะทำช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ เพื่อให้สาธารณชนได้ความรู้ และแสดงออกถึงความต้องการที่อยากให้คนทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย เพราะเราเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
เล็งเส้นทางกทม.-ศาลทองผาภูมิ
นายศศิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอย้ำว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นการกดดันศาล แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่จะแสดงออก หรือสนับสนุนในสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนเส้นทางเดินรณรงค์นั้น กำลังคิดว่าอาจมีหลายทางเลือก โดยอาจเป็นการเดินรณรงค์ภายในพื้นที่ กทม. หรือเดินจาก กทม. ไปศาลจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ เป็นกรอบเวลาที่อัยการ จะต้องส่งสำนวนคดีให้ศาล
"ส่วนตัวเป็นห่วงว่าสังคมมีความกังวลว่าคดีดังกล่าวนายเปรมชัย อาจได้รับโทษ เพียงแค่รอลงอาญาเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสสังคมว่าจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน และมูลนิธิสืบฯ ก็จะอยู่เคียงข้างประชาชนต่อไป" นายศศิน กล่าว
จับตาอัยการฟ้องทุกข้อหาหรือไม่
ด้านนายภาณุเดช กล่าวว่า ตนมองว่าจากนี้ต่อไปอีก 1 เดือน หากข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ ไม่หนักแน่น อัยการก็คงหาวิธีในการเพิ่มเติมส่วนนี้เข้ามา ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น และหากพิจารณาไปแล้วเห็นว่าไม่สมควรจะสั่งฟ้อง หรือสั่งฟ้องไม่หมดทุกข้อกล่าวหา ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตา
15นาทีเสร็จ!เจ้าสัวโผล่รายงานตัว
ด้านความเคลื่อนไหวของนายเปรมชัย ในช่วงเวลา 08.30 น.วันนี้ นายเปรมชัย พร้อมพวก และทนายความ ได้เข้ารายงานตัวที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิ โดยใช้เวลารายงานตัวราว 15 นาที จึงแล้วเสร็จ ก่อนที่เวลาประมาณ 09.10 น.ทั้งหมดจะเดินทางกลับ กทม. โดยสีหน้าของนายเปรมชัย รวมถึงผู้ต้องหาคนอื่นๆยังคงเรียบเฉยเป็นปกติ ไม่ได้มีอาการกังวลหรือเคร่งเครียดแต่อย่างใด
ด้าน ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิช รอง สว.(สอบสวน) สภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เจ้าของคดี กล่าวว่า ในวันที่ 9 เม.ย. 61 ศาลจังหวัดทองผาภูมิได้นัดให้นายเปรมชัย และพวก เดินทางมารายงานตัวอีกครั้งเป็นครั้งที่ 5 โดยคดีของนายเปรมชัย สามารถยื่นฝากขังได้ทั้งหมด 7 ครั้ง เพราะข้อหามีอัตราโทษสูงสุด จำคุก 10 ปี
ยื่นฟ้องแพ่ง‘เปรมชัย’ล่าเสือดำเกือบ13ล.
ร.ต.อ.สุมิตร กล่าวอีกว่า ตามที่สำนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี มีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนรายละเอียดเพิ่มเติมในบางกรณีที่ยังไม่ละเอียดรัดกุม โดยได้มีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในเรื่องความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ และสอบปากคำเจ้าหน้าที่เรื่องอนุสัญญาไซเตสเรียบร้อย และส่งมอบสำนวนเพิ่มเติมให้อัยการ จ.ทองผาภูมิ แล้ว
รายงานข่าว แจ้งว่า กรมอุทยานฯได้ส่งรายละเอียดมูลค่าความเสียหาย และเอกสารประกอบสำนวนมาให้พนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ แล้ว ซึ่งมูลค่าความเสียหายเพิ่มเติมจากที่มีข่าวก่อนหน้านี้ที่จะฟ้องแพ่งราว 3 ล้านบาท เพิ่มเป็น 12.75 ล้านบาท แยกเป็น 1.เสือดำ มูลค่า 12.7 ล้านบาท 2.ไก่ฟ้าหลังเทา มูลค่า 2.5 หมื่นบาท และ 3.หมูป่า มูลค่า 2.5 หมื่นบาท
อัยการชี้เหลืออีกนิดสำนวนใกล้เคลียร์แล้ว
อีกด้านหนึ่ง ที่สำนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี นายสมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมด้วยคณะทำงาน นำสำนวนการสอบสวนคดีร่วมกันล่าสัตว์ป่าที่พนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ ส่งมอบให้มาร่วมกันตรวจพิจารณา หลังจากก่อนหน้านี้ได้ประสานให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมในบางประเด็น
นายสมเจตน์ กล่าวก่อนประชุมว่า ถ้าการสอบสวนเพิ่มเติมยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ก็อาจสั่งสอบสวนเพิ่มเติมอีกในประเด็นที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนมาไม่ครบถ้วนตามที่สั่งไป และเนื่องจากพนักงานสอบสวนอาจไม่เข้าใจในเนื้อหาของคำสั่ง ทำให้สำนวนไม่ครบถ้วนตามที่สั่งไป ดังนั้นเราจะประสานทางวาจาด้วย เพื่อความรวดเร็ว เพราะเพียงคำสั่งลงลายลักษณ์อักษร อาจทำให้ไม่เข้าใจกัน ซึ่งประเด็นที่อัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมนั้น เหลืออีกนิดเดียวเท่านั้น
สั่งสอบเพิ่มอีก2ประเด็น
ต่อมา นายสมเจตน์ กล่าวหลังการประชุม ว่า อัยการขอให้พนักงานสอบสวน 2 ประเด็น คือ 1.ให้ สอบสวนเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯเพิ่มเติม ถึงพฤติการณ์การแจ้งข้อกล่าวหา จะต้องให้ผู้ต้องหาเข้าใจในข้อกล่าวหานั้นๆ สิ่งนี้คือหลักกฎหมาย เมื่อแจ้งข้อหาทำตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรเป็นสิทธิของเขา
2.ภาพจำลองวิถีกระสุน พนักงานสอบสวนทำมาแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากอัยการต้องอธิบายในคำฟ้องเพื่อให้ศาลเห็นพฤติการณ์การกระทำผิด เนื่องจากการเข้าไปล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ปิด ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ ต้องนำพยานหลักฐานประกอบว่าเป็นไปตามที่กล่าวหาหรือไม่ โดยให้พนักงานสอบสวนส่งประเด็นสอบกลับมาภายใน 3-5 วัน
ศรีวราห์ยันสำนวนไม่อ่อน
วันเดียวกัน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีพนักงานอัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ว่า คาดว่าอัยการต้องสั่งให้สอบเพิ่มแน่ เพราะกรมอุทยานฯเพิ่งส่งรายงานเพิ่มเติมเรื่องผลการตรวจพิสูจน์ และเรื่องค่าเสียหาย โดยพนักงานสอบสวนได้ส่งรายงานชิ้นนั้นให้อัยการเมื่อช่วงเช้าวันนี้ และกรณีที่ทางอัยการมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติ
“ที่มีข่าวสำนวนอาจมีช่องโหว่เรื่องกระสุนปืนลูกปราย ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าออกจากปืนกระบอกใดที่ตรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุนั้น จริงๆปืนไม่มีร่องเกลียว จะให้ พฐ.ยืนยันเป็นไปไม่ได้ ถ้า พฐ.ยืนยันก็ต้องโกหก ในการบรรยายฟ้องของพนักงานสอบสวน ปืนเป็นส่วนหนึ่ง แต่ดีเอ็นเอที่มีด เขียง เป็นหลัก ยืนยันสำนวนไม่อ่อน” รอง ผบ.ตร.กล่าว
ขู่ฟ้องกลับพวก“ว่างงาน”ชอบสงสัยสำนวน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีหลายคนตั้งข้อสังเกตในการทำสำนวน มีข้อบกพร่องของพยานหลักฐานหลายๆจุด รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า คนที่มาถามถึงข้อสังเกต เขามีอำนาจหน้าที่หรือเปล่าที่มาตั้งข้อสังเกตมีส่วนได้เสียจะถูกฟ้องกลับหรือไม่
“ก็ตั้งข้อสังเกตไปเรื่อยเปื่อย คนที่มีหน้าที่คือพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ต้องรอผลอัยการไม่ใช่ไปรอคนมีข้อสังเกต พวกนั้นว่างงานมั้ง” รอง ผบ.ตร.กล่าว
เบ็ดเสร็จ“เจ้าสัว”โดนแล้ว13ข้อหา
พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุด้วยว่า พนักงานสอบสวน ปทส. ได้แจ้งข้อหาเพิ่มต่อนายเปรมชัย หลังกรมศุลกากร ยืนยันไม่พบข้อมูลการขอนำเข้างาช้างจากต่างประเทศ โดยแจ้งข้อหาตามความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคางาช้าง รวมค่าอากร หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งกรณีงาช้าง 4 กิ่ง ที่ยึดจากบ้านพักนายเปรมชัย ตีมูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท ส่วนปืนคาบศิลาแจ้งข้อหาไม่ได้ กรมศุลกากรไม่สามารถยืนยันที่มาได้ เนื่องจากเก่ามาก ไม่มีพยาน ปืนก็ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.โบราณวัตถุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนับข้อหารวมกันทุกคดี ขณะนี้นายเปรมชัย ถูกแจ้งข้อหาแล้ว 13 ข้อหา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี