546.jpg
คืน'จีวร'! องค์กรพุทธจี้ปล่อย 5 อดีตเถระมาสู้คดี  ดิ้นร้องตั้งบอร์ดฉก.สอบเงินทอนแทน ตร.

คืน'จีวร'! องค์กรพุทธจี้ปล่อย 5 อดีตเถระมาสู้คดี ดิ้นร้องตั้งบอร์ดฉก.สอบเงินทอนแทน ตร.

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 18.16 น.

14 มิ.ย.61 เพจเฟซบุ๊ก “สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย” เผยแพร่ข้อความหัวข้อ “ปัญหา และทางออก(เสนอต่อรัฐบาล) กรณีเงินทอนวัด / กรณีข้อหาฟอกเงิน(สำหรับพระผู้ใหญ่ใน มส.) / ทางออกที่เสนอต่อรัฐบาล” โดยนายกรณ์ มีดี เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในสัปดาห์หน้าทางสมาพันธ์ฯ จะไปยื่นหนังสือเสนอแนวทางแก้ไข และทางออกกรณีเงินทอนวัดต่อรัฐบาล โดยอยู่ระหว่างการประสานงานไปยังนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ 1 ชุด ตรวจสอบระบบการจ่ายเงินของ พศ. และระบบการใช้เงินหลังจากที่วัดได้รับงบฯต่างๆสืบสวนสอบสวน เพื่อหาข้อเท็จจริงกรณีการทุจริต ให้มีอำนาจนิมนต์ เชิญพระและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง สรุปข้อมูลนำเสนอต่อรัฐบาล 

โดยคณะกรรมการชุดนี้ต้องประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาล ตัวแทน มส. ตัวแทน พศ. ตัวแทนมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ตัวแทน ป.ป.ช. ตัวแทน ปปง. ตัวแทนตำรวจ ตัวแทนองค์กรพุทธที่เห็นต่างทั้ง 2 ฝ่าย และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่ง และรัฐบาล


“ทั้งนี้ เสนอศาลให้ประกันตัวพระผู้ใหญ่ทั้งหมด เพื่อให้ท่านได้หาหลักฐานมาต่อสู้ทางคดี และในเบื้องต้นต้องยอมรับการกลับมานุ่งห่มจีวร ด้วยเหตุที่พระผู้ใหญ่ทุกองค์ไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา เพราะศาลยังไม่ได้ติดสินว่าท่านผิดแต่ประการใด” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์  ยังอ้างว่า ปัญหากรณีเงินทอนวัด พฤติการณ์คือเจ้าหน้าที่สำนักพุทธมาติดต่อวัดในเป้าหมาย เสนอว่าจะให้งบต่างๆ อาทิ งบก่อสร้าง พระเห็นชอบ(รวมถึงกรรมการวัด ในบางวัดที่ประชุมเรื่องนี้) เจ้าหน้าที่ฯ ทำเอกสารของบให้พระลงนาม หลังจากพระลงนาม เงินก็เข้าบัญชีวัด

หลังจากเงินเข้าบัญชีวัด เจ้าหน้าที่ฯ คนเดิมก็มาติดต่อกับเจ้าอาวาส อ้างว่า งบที่ให้มานั้น ทั้งจังหวัดได้ไม่กี่วัด แต่เงินนั้นต้องกระจายไปทั้งจังหวัด ดังนั้นจึงขอคืนส่วนใหญ่ไปช่วยวัดอื่นๆ ในจังหวัด (อาทิ โอนมา 3 ล้าน ขอคืน 2.3 ล้านบาท) บางวัดก็จัดประชุมกรรมการวัด แจ้งเรื่องเจ้าหน้าที่ขอเงินคืน และกรรมการก็เห็นว่าดีกว่าทอดผ้าป่า ทอดกฐิน จึงตกลงยอมให้จ่ายคืน เจ้าอาวาส หรือกรรมการวัดก็ไปทำการถอนเงินมามอบให้เจ้าหน้าที่ฯ คนเดิม ตามที่เจ้าหน้าที่มาขอคืน เจ้าหน้าที่ฯ ก็ไม่ได้นำเงินไปช่วยวัดอื่นแต่ประการใด แต่หลอกเอาเงินจากวัดไปใช้ส่วนตัว

สำหรับพระ รวมถึงกรรมการวัดนั้น อาศัยความเชื่อใจ ความวางใจในความเป็นเจ้าหน้าที่สำนักพุทธ และความเป็นข้าราชการ รวมถึงพระและกรรมการวัดไม่รู้เรื่องระบบการจัดทำเอกสารต่างๆ จึงอาศัยความเชื่อใจเป็นหลัก จึงไม่ได้ทำเอกสารหลักฐานใดๆไว้เลย

สรุปเงินทอนวัด พระไม่รู้เรื่องระบบเอกสาร จึงเชื่อเจ้าหน้าที่สำนักพุทธทุกประการ สำนักพุทธก็ไม่มีระบบ เจ้าหน้าที่สำนักพุทธ(บางคน) จึงหลอกเอาเงินที่โอนมาเป็นของตนเอง

ส่วนกรณีข้อหาฟอกเงินของพระผู้ใหญ่ใน มส. (ล๊อตที่ 3) พฤติการณ์วัดสามพระยา จากข้อมูลที่สอบถามมา(ไม่ยืนยัน 100% จนกว่าจะพิสูจน์ได้จริง) พระพรหมดิลก มีดำริจะสร้างอาคารเพื่อเป็นสถานที่เรียนบาลี/นักธรรม โดยตั้งงบก่อสร้างเป็นเงินรวม 30 ล้านบาท จึงได้ของบดังกล่าวกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ทำการโยกงบจากงบปริยัติสามัญมาให้จำนวน 5 ล้านบาท แต่ระหว่างที่ยังไม่ได้รับเงิน พระพรหมดิลก ก็ดำเนินการก่อสร้างโดยอาศัยเงินบริจาค และเงินของวัดที่มี แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เพราะทราบว่าจะได้รับเงินจากสำนักพุทธจำนวน 5 ล้าน จึงทำการยืมเงินจำนวนหนึ่งกับคนที่รู้จัก เพื่อไม่ให้การก่อสร้างสะดุด

เมื่อเงินสำนักพุทธถูกโอนเข้ามาบัญชี ท่านจึงถอนไปใช้หนี้ โดยที่ไม่ได้ทำเอกสารหลักฐานทั้งการกู้ยืมเงิน และหลักฐานการคืนเงินที่กู้ยืมมาแต่ประการใด (ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พระทำกันมาจนเป็นประเพณีนิยม) ดังนั้นหลังจากที่มีการโอนเงินมาจากสำนักพุทธ จึงมีแค่การโอนเงินไปคืนเจ้าหนี้เท่านั้น จนเกิดทำให้เข้าใจว่าฟอกเงิน

วัดสระเกศ จากข้อมูลที่สอบถามมา(ไม่ยืนยัน 100% จนกว่าจะพิสูจน์ได้จริง) มหาเถรสมาคม มีมติให้วัดสระเกศ รับผิดชอบการจัดงานวันวิสาขบูชาที่ท้องสนามหลวง เจ้าอาวาส(ไม่แน่ใจว่าองค์ไหน ระหว่างสมเด็จเกี่ยว กับพระพรหมสุธี(เสนาะ) ) เจ้าอาวาสจึงทำเรื่องของบไปยังสำนักพุทธฯ ๆ ก็แจ้งว่า จะทำเรื่องเบิกให้ แต่งบได้ไม่ทันแน่นอน ขอให้ทางวัดสระเกศสำรองเงินของวัดใช้จ่ายไปก่อน หลังจากเงินโอนเข้ามาแล้วก็ถือว่าใช้คืนเงินที่สำรองจ่ายไปก่อน เจ้าอาวาสวัดสระเกศ จึงใช้เงินของวัดจัดงานล่วงหน้า

จนกระทั่งเงินที่ขอสำนักพุทธฯ ถูกโอนเข้ามายังวัด ท่านจึงมีความเข้าใจว่า เป็นการชดใช้เงินคืน ที่สำรองจ่ายไปก่อนก็ไม่ได้ทำเป็นเอกสาร การใช้หนี้ที่สำรองจ่ายไปล่วงหน้าก็ไม่ได้ทำเอกสารหลักฐาน วันเวลาผ่านไป พระพรหมสิทธิ ก็ทำการว่าจ้างทำโฆษณาต่างๆ และได้ทำการจ่ายเงินค่าโฆษณาดังกล่าว จนเกิดความเข้าใจผิดว่า ฟอกเงิน

สรุปข้อหาฟอกเงินของพระผู้ใหญ่ใน มส. (ล๊อตที่ 3) พระไม่รู้เรื่องระบบเอกสาร ใช้ประเพณีปฏิบัติสืบๆ กันมา เงินที่ขออนุมัติจากสำนักพุทธยังไม่มา จึงสำรองจ่ายไปก่อน ยืมผู้อื่นมาก่อน หลังเงินเข้าบัญชี จึงใช้หนี้ที่สำรองจ่าย และใช้หนี้ผู้อื่นที่ยืมมา โดยไม่มีการทำเอกสารใดๆ แต่เพราะอาศัยความเชื่อใจ ไว้ใจ

ทางออก (เสนอต่อรัฐบาล) เพื่อค้นหาข้อมูลหลักฐานที่แท้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการชุมนุมของชาวพุทธ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดระหว่างรัฐบาล กับชาวพุทธ  จึงขอเสนอทางออกต่อรัฐบาล คือ

ข้อเสนอที่ 1.ครม. หรือนายกรัฐมนตรี หรือ หัวหน้า คสช. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเฉพาะกิจ 1 ชุด ชื่อว่า “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการทุจริตจากงบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”  หรือชื่ออื่นๆ ที่เห็นว่าเหมาะสม แต่เฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ 1. ตรวจสอบระบบการจ่ายเงินของสำนักพุทธ และระบบการใช้เงินหลังจากที่วัดได้รับงบต่างๆ 2. สืบสวน สอบสวน เพื่อหาข้อเท็จจริงกรณีการทุจริต 3. ให้มีอำนาจนิมนต์/เชิญ พระและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสืบสวน สอบสวน หาข้อเท็จจริง 4. สรุปข้อมูล นำเสนอต่อรัฐบาล

คณะกรรมการประกอบด้วย ตัวแทนรัฐบาล ตัวแทนมหาเถรสมาคม ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตัวแทนมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ตัวแทนปปช. ตัวแทนปปง. ตัวแทนตำรวจ ตัวแทนองค์กรพุทธที่เห็นต่างทั้ง 2 ฝ่าย และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่ง

“ข้อเสนอที่ 2 รัฐบาลเสนอให้ศาลให้ประกันตัวพระผู้ใหญ่ทั้งหมด เพื่อให้ท่านได้หาหลักฐานมาต่อสู้ทางคดี และในเบื้องต้นต้องยอมรับการกลับมานุ่งห่มจีวร ด้วยเหตุที่พระผู้ใหญ่ทุกองค์ไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา เพราะศาลยังไม่ได้ติดสินว่าท่านผิดแต่ประการใด” นายกรณ์ กล่าว

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top