546.jpg
มติเอกฉันท์แก้พ.ร.บ.สงฆ์  สังคายนาใหญ่  เซตซีโร่‘มหาเถรสมาคม’

มติเอกฉันท์แก้พ.ร.บ.สงฆ์ สังคายนาใหญ่ เซตซีโร่‘มหาเถรสมาคม’

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มติเอกฉันท์แก้พ.ร.บ.สงฆ์

สังคายนาใหญ่

เซตซีโร่‘มหาเถรสมาคม’

ถวายคืนพระราชอำนาจ

ตามโบราณราชประเพณี

‘วิษณุ’แจงต้องรีบปฏิรูป

หลังสั่นสะเทือนศรัทธา

สนช.ลงมติเอกฉันท์ 217 เสียง ผ่านฉลุยแก้พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 3 วาระรวดตามคาด ถวายคืนพระราชอำนาจตั้งมหาเถรสมาคมตามโบราณราชประเพณี “วิษณุ”แจงต้องการให้คณะสงฆ์ปฏิรูปกันเอง ยอมรับปัญหาที่ผ่านมาสั่นสะเทือนความรู้สึกความเลื่อมใสศรัทธา จึงต้องกลับไปยึดรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์เหมือนในอดีต

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 217 คะแนนเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ประกาศใช้เป็นกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยการพิจารณาของสนช.นั้นไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเป็นการเฉพาะ แต่ได้พิจารณาสามวาระทั้งวาระรับหลักการ การพิจารณาเป็นรายมาตรา และให้ความเห็นชอบไปในคราวเดียวกัน


สำหรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญ คือ มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแพร่หลักของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์คงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)

ขณะที่ องค์ประกอบของ มส. ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควรและจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองสงฆ์ ซึ่งการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้ สำหรับกรรมการ มส. จะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจจะได้รับการแต่งตั้งอีกก็ได้ ส่วนการพ้นจากตำแหน่งนั้น นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว ยังพ้นจากตำแหน่งเมื่อมรณภาพ พ้นจากความเป็นพระภิกษุ ลาออก พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการให้ออก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงสาระสำคัญของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ต่อที่ประชุม สนช.ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการเตรียมการตั้งแต่เมื่อครั้งมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อจัดระเบียบการปกครอง ตอนแรกได้คิดกันหลายวิธีว่าจะใช้กลไกอย่างไร แต่สุดท้ายมาคิดว่าฆราวาสคิดจะไปปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ ฆราวาสมีความชอบธรรมเพียงใด มีความรู้ความเข้าใจเพียงใด ในที่สุดมาได้ข้อยุติว่าสิ่งที่ควรจะทำ คือ ฆราวาสนั้นคงได้แต่เพียงเป็นผู้เสนอแนะ แต่ผู้ที่จะขับเคลื่อนและนำไปปฏิบัติและสั่งการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปได้อย่างแท้จริงคงต้องเป็นคณะสงฆ์เอง โดยคณะสงฆ์ไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.คณะสงฆ์ไทย คือ ฝ่ายเถรวาททั้งธรรมยุติหรือมหานิกาย 2.คณะสงฆ์อื่น ซึ่งกฎหมายรับรองเฉพาะคณะสงฆ์จีนนิกาย คณะสงฆ์อันนัมนิกาย

นายวิษณุ กล่าวว่า กลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปคณะสงฆ์ต้องอยู่ที่ มส. ซึ่งในอดีตมีจุดอ่อน คือ การที่มีสมเด็จพระราชาคณะเป็นกรรมการโดยตำแหน่งมีความเหมาะสมตามหลักอาวุโส แต่ในระยะหลังกว่าที่พระภิกษุจะขึ้นไปถึงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาก็จะมีอายุมาก และอาพาธ ทำให้ไม่สามารถประชุม มส.ได้ ดังนั้น ถ้ามุ่งหวังจะให้ มส.เป็นผู้นำในการปฏิรูปก็ต้องเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและที่มาใหม่ เดิมทีไม่ได้คิดเรื่องที่มา คิดถึงเรื่องคุณสมบัติ แต่ในระยะหลังมานี้ก็เริ่มเกิดปัญหาขึ้นกรรมการ มส.บางรูป มีปัญหาต้องคดีและถูกกล่าวหา สั่นสะเทือนความรู้สึกความเลื่อมใสศรัทธาที่ประชาชนมีต่อการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ตามรูปแบบปัจจุบันพอสมควรทีเดียว ดังนั้น ในที่สุดก็คิดกันว่ากลับไปดูรูปแบบใน พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้กันมาถึงรัชกาลที่ 8

“ดูโบราณราชประเพณี ดูรัฐธรรมนูญที่ใช้ปัจจุบันที่กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และถอดถอนจากฐานันดรศักดิ์ ซึ่งหมายถึงฐานันดรศักดิ์พระและฐานันดรศักดิ์เจ้า ซึ่งหมายถึงกรณีสถาปนาอิสริยยศ จึงควรให้มีองค์ปกครองคณะสงฆ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งความเชื่อถือจะได้มาจากพรรษายุกาล หรือ อายุ จริยวัตร และควรได้มาจากที่มาอันเป็นที่ไว้วางใจ จึงควรย้อนกลับไปสู่การให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต จนทำมาเป็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว” นายวิษณุ กล่าว

รองนายกฯ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องมีการเร่งเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องการให้ทันกับกรณีที่กรรมการ มส.ชุดปัจจุบันกำลังจะหมดวาระในอีกประมาณ 2 เดือน ขณะเดียวกัน การปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ก็มีความเป็นจำเป็นเช่นกัน โดยเป็นการกำหนดให้มหาเถรสมาคมไปทำหน้าที่ในเชิงปฏิรูปและขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อไปในอนาคต

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การแก้ไขกฎหมายนี้ เพื่อให้การคุ้มครองพระพุทธศาสนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสม มีสาระสำคัญ เป็นการกำหนดให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี รวมถึงให้ยกเลิกองค์ประกอบกรรมการ มส.โดยตำแหน่ง แต่ยังคงให้มีกรรมการอื่นนอกจากประธานกรรมการในจำนวนเท่าเดิมคือ 20 รูป แล้วนำทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงแต่งตั้งจากพระภิกษุผู้มีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ และมีพระบรมราชโองการให้กรรมการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ สมาชิก สนช.ต่างสนับสนุนรัฐบาลในการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการแสวงหาผลประโยชน์จากสงฆ์ จนทำให้พระพุทธศาสนากำลังประสบปัญหาในหลายด้าน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและ สนช.ที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ นอกจากนี้ยังเห็นว่าการแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการ มส. เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น โดยเฉพาะปัญหาการไม่ยอมรับจากพุทธศาสนิกชน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top