รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.04 น.
Tag :

ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลเขตร้อนที่สำคัญของประเทศ สถานการณ์การผลิตไม้ผลในแต่ละปีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญ ปีที่มีผลผลิตออกมากและกระจุกตัว ส่งผลทำให้ราคาตกต่ำ ในการบริหารจัดการผลไม้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตโดยการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียด และข้อมูลความต้องการของตลาดอย่างครบถ้วน เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2561 ต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในปี 2561 พบว่ามีปริมาณผลผลิตรวมทั้งสิ้น 545,165 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีปริมาณผลผลิต 278,522 ตัน คิดเป็นร้อยละ 95.73 โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ยกเว้นลองกองออกมากในช่วงเดือนกันยายน โดยพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของผลไม้ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาสซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคใต้แล้วโดยได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 9,336 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.01 ของผลผลิตทั้งหมดของผลไม้ภาคใต้ (ที่มา : ข้อมูล war room ณ วันที่ 1 ส.ค.2561) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรวางแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 หลักการทำงาน คือ “จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง” โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ โดยในปีนี้การวางแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ใช้มาตรการดำเนินการเน้นการบริหารจัดการใน 2 ลักษณะ คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงปริมาณ เพื่อให้มองเห็นการทำงานอย่างชัดเจนทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาด ครบถ้วนตลอดระยะพัฒนาการเจริญเติบโตของผลไม้จนสิ้นสุดฤดูกาล แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. ระยะก่อนเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้มีการผลิตนอกฤดูเพื่อป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวในฤดูกาล ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เน้นหนักในเรื่องการตัดแต่งช่อดอก ตัดแต่งผล การห่อผล การคัดเกรด การเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม และผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐานตามระบบ GAP เป็นต้น ส่งเสริมการรวมกลุ่มผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 2. ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งเสริมการบริโภคและประชาสัมพันธ์ ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด (เน้นหนักคือ ทุเรียน) สนับสนุนให้เกิดการกระจายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปผลผลิต 3. ระยะหลังเก็บเกี่ยว นำข้อมูลรอบด้านมาบริหารจัดการเพื่อวางแผนในปีต่อไปให้เกิดประสิทธิภาพส่งผลดีต่อเกษตรกรมากที่สุด


สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ปี 2561 ได้มีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 โดยมอบหมายให้ 1. คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ 2. กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยกำกับดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่ผลผลิตภาคใต้ออกสู่ตลาดมากที่สุด 3. สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายในช่วยกำกับดูแลและติดตามความเคลื่อนไหวด้านตลาดและราคา เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลไม้ภาคใต้ตลอดฤดูกาล และ 4. กรณีเกิดปัญหาอื่นๆ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ช่วยกำกับดูแลโดยแจ้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ จากสภาวการณ์การผลิตผลไม้ของภาคใต้ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ราคาขายทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยมีราคาเฉลี่ย 60 บาท/กิโลกรัม มังคุดถึงแม้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตราคาขายจะไม่สู้ดีนักโดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ด้วยความร่วมมือในการบูรณาการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ทำให้ราคามังคุดขยับตัวสูงขึ้นโดยมีราคาแยกตามเกรดคือ เกรด A กิโลกรัมละ 40.75 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 32 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 13.80 บาท และผลคละกิโลกรัมละ 15.50 บาท ส่วนเงาะโรงเรียนเกรดผลคละ กิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งราคาลดลงจากเดือนก่อน และคาดว่ายังมีผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีก 75,218 ตัน จึงอยากเชิญชวนให้ช่วยกันอุดหนุนเกษตรกร พยุงราคาให้มีเสถียรภาพตลอดฤดูกาล สำหรับลองกองซึ่งฤดูกาลผลผลิตในปีนี้กระจายตัวค่อนข้างมากคาดว่าจะมีผลผลิตรุ่นสุดท้ายไปถึงเดือนธันวาคม กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงคุณภาพของผลผลิตลองกองทุกรุ่น จึงส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวสวนลองกองปรับปรุงคุณภาพด้วยการตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ห่อผล และคัดเกรดคุณภาพในการขายผลผลิตโดยใช้กลไกศูนย์คัดแยกผลไม้ในพื้นที่ดำเนินการในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลองกองในภาคใต้ให้มากขึ้น ขณะนี้ลองกองเกรด A กิโลกรัมละ 35 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 30 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 20 บาท และผลคละ กิโลกรัมละ 25 บาท

“ผลไม้ไทยไม่ว่าจะอยู่ในภาคใต้ ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกที่เป็นภูมิภาคสำคัญในการผลิตผลไม้ของไทยยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เพราะมีคุณประโยชน์และรสชาติดี ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการผลิต ประกอบกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายทอดความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพดี และลงพื้นที่ประเมินผลผลิตที่ออกสู่ตลาด พร้อมแนะนำให้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสมโดยเฉพาะทุเรียน และมังคุด ส่งผลให้เกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นตามคุณภาพผลผลิต เพื่อให้การประกอบอาชีพชาวสวนผลไม้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป”นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top