พี่‘บูม’ยันบริสุทธิ์
หอบหลักฐานแจงกองปราบ
คดี‘ร่วมกันฟอกเงิน’
ปัดเอี่ยวโกงบิทคอยน์
“ธนสิทธิ์ จารวิจิต” พี่ชาย “บูม- จิรัชพิสิษฐ์” เข้ารับทราบข้อหา“ร่วมกันฟอกเงิน” พร้อมนำเอกสารหลักฐานมอบให้กองปราบแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยันไม่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงชาวฟินแลนด์ลงทุนบิทคอยน์
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม นายธนสิทธิ์ จารวิจิต พี่ชายคนรองของ นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม(บก.ป.) ตามหมายเรียก เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันฟอกเงิน” ในคดีที่ นายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา นักธุรกิจชาวฟินแลนด์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบปรามว่า ถูกหลอกให้ลงทุนซื้อหุ้นด้วยเงินสกุลบิทคอยน์ ดราก้อนคอยน์ (dragon coin) หรือ (DRG) มูลค่าความเสียหายคิดเป็นเงินไทย 797,408,454.33 บาท หลังตำรวจพบ มีเงินกว่า 100 ล้านบาท จากผู้เสียหายโอนเข้าบัญชี นายธนสิทธิ์ และมีการโอนเงินไปที่บัญชี นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายคนโต
เบื้องต้นนายธนสิทธิ์ให้การปฏิเสธ และยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ โดยวันนี้ ได้เตรียมพยานหลักฐาน เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในคดี มามอบให้พนักงานสอบสวน โดยก่อนหน้านี้เคยถูกพนักงานสอบสวนเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา “ฉ้อโกง” จากคดีดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา
นายธนสิทธิ์ กล่าวว่า ที่มาในวันนี้มารับทราบข้อกล่าวหาตามที่เจ้าหน้าที่นัดหมาย ในคดีร่วมกันฟอกเงินและมาพูดคุยและชี้แจงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในเบื้องต้น ซึ่งในส่วนของรายละเอียดทางคดีทางตนจะเร่งทำหนังสือชี้แจงโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามสำหรับคดีนี้ตนไม่ได้หนักใจมากนัก และคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา และยืนยันว่าตนเองไม่เคยพูดคุยในเรื่องของการลงทุนกับผู้เสียหาย ส่วนเรื่องเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ในส่วนนี้ตนเองมีเอกสารหลักฐานมายืนยันกับทางเจ้าหน้าที่พร้อมทุกอย่าง และมั่นใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้แต่อย่างใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีฉ้อโกงและคดีฟอกเงิน
นายธนสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามตนเองยอมรับว่าเคยพบปะพูดคุยกับผู้เสียหายมากกว่า 2 ครั้ง โดยรู้จักกับผู้เสียหายเพราะมีบุคคลอื่นแนะนำให้รู้จัก และทราบดีว่าผู้เสียหายทำธุรกิจเกี่ยวกับบิทคอยน์ แต่ขอยืนยันว่าทุกครั้งที่พบเจอกัน ตนไม่ได้เป็นล่ามในการเจรจากับผู้เสียหายและทุกครั้งที่พูดคุยกับผู้เสียหายก็ไม่เคยมีการพูดคุยกันถึงเรื่องการลงทุนทางธุรกิจแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนี้คาดว่าจะมีการนัดคุยทำความเข้าใจกับผู้เสียหายอีกครั้ง เพราะคิดว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิดมากกว่า และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีเงินของผู้เสียหายโอนเข้ามาในบัญชีตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนที่เข้าออกบัญชีตัวเองนั้นมาจากบริษัทบิทคอยน์ประเทศไทยจำกัดซึ่งเป็นบริษัทที่ขึ้นตรงกับธนาคารแห่งประเทศไทยจำกัด และซื้อขายอย่างถูกกฎหมายและจะนำหลักฐานมาพิสูจน์กับทางเจ้าหน้าที่ต่อไป
มีรายงานว่า สำหรับคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อ นายเออาร์นี เข้าแจ้งความกับกองปราบปรามว่าถูกนายปริญญา และพวกหลอกลงทุนซื้อหุ้นด้วยเงินสกุลบิทคอยน์ ต่อมาศาลออกหมายจับ นายปริญญา น.ส.สุพิชย์ฌา และนายจิรัชพิสิษฐ์ พี่น้องตระกูลจารวิจิตร ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากพบนายปริญญาโอนเงินที่หลอกลวงมาได้ไปเข้าบัญชี น.ส.สุพิชฌาย์ และ นายจิรัชพิสิษฐ์
ต่อมา ได้มีการออกหมายเรียก นายธนสิทธิ์ หลังพบความเชื่อมโยงบัญชีการเงิน โดยนายธนสิทธิ์รับโอนเงินจากนายเออาร์นี โดยตรงกว่า 100 ล้านบาท ก่อนที่เงินดังกล่าวจะถูกโอนเข้าบัญชีนายปริญญา ส่วนคดีร่วมกันฉ้อโกง ตำรวจกองปราบสรุปสำนวน ส่งฟ้องผู้ต้องหา 4 คน คือ นายปริญญา น.ส.สุพิชย์ฌา นายธนสิทธิ์ และ นายจิรัชพิสิษฐ์ ต่ออัยการไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนคดีร่วมกันฟอกเงิน มีการดำเนินคดี รวม 6 คน คือนายปริญญา น.ส.สุพิชย์ฌา นายธนสิทธิ์ นายจิรัชพิสิษฐ์ นายสุวิทย์และนางเลิศฉัตรกมล จารวิจิตบิดาและมารดา มีการแจ้งดำเนินคดีแล้ว 4 คน โดยยังเหลือ นายสุวิทย์และนางเลิศฉัตรกมล ที่จะมารับทราบข้อหาในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี