546.jpg
จับคาหนังคาเขาสดๆ3พัน ซื้อเสียงโคราช  2พรรคใหญ่ฟัดกันเหวอะ

จับคาหนังคาเขาสดๆ3พัน ซื้อเสียงโคราช 2พรรคใหญ่ฟัดกันเหวอะ

วันเสาร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จับคาหนังคาเขาสดๆ3พัน

ซื้อเสียงโคราช

2พรรคใหญ่ฟัดกันเหวอะ

‘แรมโบ้-บังซุป’ร้องนัวเนีย

ปชป.ปูดสะพัดสงขลา22ล.

ระเบิดปลอมวางป่วนเมือง

กกต.พร้อมแล้วศึกเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง งัดวิชามารเตะตัดขากันแหลก คู่เอก “ภท.-พปชร.” ร้องกันพัลวัน “บังซุป” บุกกกต.จี้สอบคดีซื้อเสียงที่เสิงสาง เอี่ยวคนใกล้ชิดแรมโบ้ จ้างป้ายสีผู้สมัครภูมิใจไทย โชว์ภาพถ่ายยันสัมพันธ์ “เสี่ยหนู” จัดหนัก “สุภรณ์” ไม่ใช่ลูกผู้ชาย-เล่นนอกเกม ขณะที่ “ศิริโชค”ปูดสงขลาหอบเงิน 22 ล้านซื้อคะแนน ด้านเชียงราย-พัทลุง วัตถุต้องสงสัยโผล่เขย่าขวัญ สุดท้ายโอละพ่อนับถอยหลังโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง 24 มีนาคม มีความเคลื่อนไหวร้องเรียนทุจริตหาเสียง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าตรวจสอบ พร้อมๆกับเกิดเหตุป่วนเมืองขึ้นในหลายพื้นที่

ปูดหอบ22ล.ซื้อเสียงสงขลาโจ๋งครึม


เมื่อวันที่ 22 มีนาคม นายศิริโชค โสภา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 จ.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ช่วงค่ำวันที่ 21 มีนาคม มีชาวบ้านในเขตเลือกตั้งที่ 7 สงขลา หลายคนโทรศัพท์ และส่งข้อความมาหาตนพร้อมแจ้งให้ทราบว่ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงของพรรคการเมืองขนาดกลางพรรคหนึ่ง หลังให้หัวคะแนนไปเก็บรายชื่อ และเลขบัตรประชาชนมาก่อนหน้านี้ โดยทำลักษณะเดียวกับที่จ.พัทลุงคือ ปูพรมซื้อเสียงมโหฬาร เริ่มต้นที่อ.สะบ้าย้อย กระจายไปแต่ละหมู่บ้าน ทราบว่ามีเงิน 12 ล้านบาทไปที่ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และกระจายไปตามหัวคะแนนเพื่อซื้อเสียง และเงินอีกส่วนหนึ่งประมาณ 10 ล้านบาท ที่เตรียมใช้ซื้อเสียงในอ.นาทวี และ 2 ตำบลในอ.สะเดา จ.สงขลา

“เรื่องนี้เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ทราบดี แต่วางเฉย ผมจึงต้องขอพึ่งสื่อมวลชนและฝากถึงกกต. และตำรวจช่วยสอดส่อง เพราะการเดินแจกเงินในหมู่บ้าน โดยคนที่รวบรวมชื่อชาวบ้านจะได้ค่าหัวคิวหัวละ50 บาท จ่ายให้ชาวบ้าน 500-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่และการอมเงินค่าซื้อเสียง เขาอาจประสบความสำเร็จกับการใช้ระบบนี้ที่อื่น แต่ผมเชื่อมั่นว่าเขาซื้อพี่น้องชาวสงขลาไม่ได้”นายศิริโชคระบุ

โคราชฟัน2คดีซื้อเสียง-ปั้นหลักฐานเท็จ

ที่จ.นครราชสีมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางมาสอบสวนกรณีผู้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เสิงสางว่า มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก่อนเลือกตั้ง โดยตำรวจควบคุมตัวนายดี สิมตะมะ อายุ 60 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ต.หนองหลัก อ.เสิงสาง พร้อมนายประยุทธ์ บัวประดิษฐ์ อายุ 45 ปี ผู้สนับสนุนผู้สมัครส.ส.พรรคหนึ่ง มาช่วงกลางดึกวันที่ 21 มีนาคม และสอบปากทั้งสองคำนาน 5 ชั่วโมง ซึ่งทั้งสองคนพัวพันพฤติกรรมซื้อเสียง และสร้างหลักฐานเท็จ เชื่อมโยงผู้สมัครส.ส.จาก 2 พรรคการเมืองในเขต 10 ซึ่งกำลังแข่งขันกันดุเดือด

ศรีวราห์ชี้เป็นคดีซื้อเสียงของจริง

ต่อมา พล.ต.อ.ศรีวราห์เปิดเผยว่า ตำรวจสืบสวนสอบสวนได้ว่ามีพฤติกรรมซื้อสิทธิ์ขายเสียงเกิดขึ้นจริง ของกลางเงินสด 3,000 บาทและสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อกล่าวหาโจมตีผู้สมัครคู่แข่ง โดยนายดีรับสารภาพว่ารับเงิน 3,000 บาท จากหัวคะแนนผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองหนึ่งจริง และนำเงินไปใช้หมดแล้ว ส่วนนายประยุทธ์สร้างหลักฐานเท็จ โดยนำธนบัตรใบใหม่ 3,000 บาท มอบให้นายดี นำไปแจ้งความเอาผิดหัวคะแนนคู่แข่ง เรื่องนี้แยกเป็น 2 คดีคือ คดีซื้อเสียง และคดีสร้างหลักฐานเท็จ ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้านร.ต.อ.มนูญ วิเชียรนิตย์ ผอ.สำนักสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวน กกต.กลางกล่าวว่า หลังรับเรื่องจากตำรวจแล้ว กกต.จะสืบสวนไต่สวน ตามความผิดในคดีเลือกตั้งตามขั้นตอนต่อไป

“อนุทิน”ซัดแรมโบ้ไม่ใช่ลูกผู้ชาย

วันเดียวกัน ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ โดยยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคทำถูกกฎหมาย ขอเรียกร้องให้กกต.ตรวจสอบเต็มที่ หาผู้บงการที่แท้จริงคือใคร เหตุใดจึงทำขนาดนี้

“คู่กรณีอย่างนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐทำอย่างนี้ไม่รู้กี่ครั้ง พอเจอผมข้างนอกก็มาขอโทษมากอด บอกว่าอย่าเอาเรื่องต่อเลย สาบานก็หลายรอบ เพราะถ้านายสุภรณ์ มั่นใจในคะแนนนิยมก็ดวลกันไปเลย คนที่ช่วงชิงความได้เปรียบ เพราะใกล้ชิดอำนาจรัฐก็เท่ากับยอมรับว่าตัวเองกำลังแพ้ ถึงกับต้องมาดึงขาคนอื่นลงมา ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ชอบเล่นนอกเกม” นายอนุทินกล่าว

จี้กกต.สอบ-พปชร.แจงสังคม

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ตนกับนายพรชัย อำนวยทรัพย์ ผู้สมัครส.ส.เขต10 อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ของพรรคเข้าร้องทุกข์กกต. หลังถูกนายประยุทธ์ บัวประดิษฐ์ คนใกล้ชิดนายสุภรณ์ จ้างวาน นายดี สิมตะมะ นายใบ เชิดชื่อ และนายสมนึก คูณงูเหลือ เพื่อใส่ร้ายผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยว่าทำผิดพ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา 73 (5) และมาตรา 143 ซึ่งมีโทษจำคุก และตัดสิทธิ์ทางการเมือง หลังรับสารภาพต่อตำรวจ สภ.เสิงสาง และรอง ผบ.ตร. ซึ่งมีคลิปวิดีโอคำรับสารภาพชัดเจน โดยนายดียอมรับว่านายประยุทธ์ใช้ให้มาปรักปรำผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง การกระทำของนายประยุทธ์แสดงเจตนาที่ประสงค์ต่อผล เพื่อใส่ร้ายผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ขอให้กกต.ตรวจสอบ และให้พรรคพลังประชารัฐออกมาชี้แจงต่อสังคมด้วย” นายศุภชัยกล่าว

แรมโบ้ฟัดภท.จี้กกต.สอบโกง3เรื่อง

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่สำนักงาน กกต. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 10 นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือแรมโบ้อีสาน ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.ขอให้ตรวจการทุจริตใน 3 เรื่อง 1.การใช้เงินจ้างประชาชนให้เข้าฟังการปราศรัยของพรรคภูมิใจไทย มีหลักฐานเป็นคลิป และตัวเงินของนายพรชัย อำนวยทรัพย์ ผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย 2.การปราศรัยเพื่อใส่ร้ายตนทุกเวที 3.การทำผิดระเบียบ กกต.ในการติดป้ายหาเสียงทั้งขนาดและติดผิดสถานที่

ปัดสนิท2ผู้ต้องหา-ขู่ฟ้อง’บังซุป’

โดยนายสุภรณ์ปฎิเสธว่าตนและพรรค พปชร.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ้างวานให้นายดี สิมตะมะปรักปรำผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยว่าซื้อเสียง การจับกุมเป็นการดำเนินการของทหารและอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จึงต้องการให้ตำรวจสอบสวนความจริง คดีนี้พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ดูแลการสอบสวนด้วยตัวเอง ในคดีมีเอกสาร เงินและตัวผู้ต้องหาครบ ส่วนกรณีที่นายศุภชัย ให้สัมภาษณ์พาดพิงตนนั้น จะให้ฝ่ายกฎหมายเข้าไปตรวจสอบ หากพบว่ามีถ้อยคำใดทำให้ตนและพรรคเสียหาย ตนจะดำเนินการตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้จักและสนิทกับนายประยุทธ์และนายดีที่ให้การปรักปรำผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายสุภรณ์ กล่าวยืนยันว่า นายประยุทธ์ ไม่ใช่หัวคะแนน และไม่เคยได้รับการไหว้วานให้ไปทำอะไร แต่ยอมรับว่านายประยุทธ์ เป็นสมาชิกพรรคพปชร.จริง

โป๊ะแตก!ศุภชัยงัดภาพถ่ายมัดคาตา

จากนั้นเวลา 13.00 น.นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย นำนายพรชัย เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับกกต.ให้ตรวจสอบคดีกล่าวหามีการซื้อเสียง ในเขต 10 จ.นครราชสีมา โดยนายดีสารภาพว่านายประยุทธ์ให้เงินมาปรักปรำนายพรชัย และตนคาดการณ์ว่า นายสุภรณ์จะปฎิเสธไม่รู้จักนายประยุทธ์ ตนจึงนำภาพถ่ายของนายสุภรณ์กับนายประยุทธ์มายืนยันว่า ทั้งสองคนสนิทกัน นายประยุทธ์เป็นมือขวานายสุภรณ์ตั้งแต่ตอนเป็นแกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตนจึงมายื่นให้กกต.ตรวจสอบนายสุภรณ์ และแกนนำ พปชร.ว่ารู้เห็นด้วยหรือไม่ ทั้งการใส่ร้ายป้ายสีจะผิดคดีอาญานำไปสู่การยุบพรรค

วางบึ้มปลอมบ้านหัวคะแนนพช.

อีกด้านหนึ่ง เกิดเหตุวางระเบิดสร้างความตื่นตระหนกช่วงโค้งสุดท้ายหลายจังหวัด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงกลางดึกวันที่ 22 มีนาคม ตำรวจรับแจ้งเหตุพบวัตถุคล้ายระเบิดแสวงเครื่องถูกนำมาวางไว้ข้างบ้านรั้วบ้านเลขที่ 36 หมู่บ้านจำคาวตอง หมู่ 2 ต.ดอยงาม อ.พาน จ.เชียงราย ของหัวคะแนนของนายจิรายุ เผ่ากา ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อชาติ เขต 3 จ.เชียงราย เมื่อเข้าตรวจสอบพบเป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีเทปกาวสีดำพันไว้ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นระเบิดปลอมที่นำมาวางเพื่อข่มขู่ให้เกิดความตื่นตระหนก หรือสร้างสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม .

พัทลุงผวาวัตถุต้องสงสัยวางหน้าหน่วย

เช่นเดียวกับ ที่จ.พัทลุง ตำรวจ สภ.เมืองพัทลุงรับแจ้งจากนายสมชาย คำทองสุข ผู้ดูแลคริสตจักรร่มเย็นแบ๊บติสต์ เลขที่ 190 /7 ถนนเวชรังสี ต.คูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุงว่า มีวัตถุต้องสงสัยเป็นถุงพลาติกสีขาวภายในมีสิ่งของ ตั้งอยู่บนกำแพงและแขวนติดไว้กับป้ายประกาศของคริสตจักรร่มเย็นแบ๊บติสต์ หวั่นเป็นระเบิดสร้างความไม่สงบก่อนเลือกตั้ง เพราะคริสตจักรร่มเย็นแบ๊บติสต์ เป็นที่ตั้งหน่วยเลือกตั้ง เขต 1 อีกทั้ง บริเวณดังกล่าวติดบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านละแวดนั้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งเกิดเหตุระบิดในจังหวัดมาแล้ว 2 จุด หลังเจ้าหน้าที่อีโอดีเข้าตรวจสอบพบในถุงเป็นแผ่นซีดี เกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนามากกว่า 10 แผ่น จึงเก็บไว้เพื่อตรวจสอบต่อไป

ปล่อยขบวนบัตรเลือกตั้งส่ง350เขต

ที่ศูนย์ไปรษณีย์หลักสี่ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) พร้อมพ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และนายมานพ ศรวิบูลย์ศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการนครหลวง ร่วมปล่อยรถขนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักรที่คัดแยกตามรายเขตแล้วไปยัง 15 ศูนย์ไปรษณีย์ ที่จ.พระนครศรีอยุธยา ศรีราชา กบินทร์บุรี ราชบุรี หาดใหญ่ เด่นชัย ลำพูน อุบลราชธานี อุดรธานี ชุมพร ทุ่งสง พิษณุโลก นครสวรรค์ นครราชสีมา ขอนแก่น เพื่อกระจายต่อไปยังไปรษณีย์ในเครือข่าย โดยมีตำรวจตระเวนชายแดนนั่งไปกับรถขนส่งบัตร มีตำรวจทางหลวงนำทาง ซึ่งรถทุกคันติดจีพีอาร์เอส ติดตามตลอดเส้นทาง เพื่อความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งว่าไม่สูญหายกลางทาง

ยันรถขนบัตรถึงจุดหมายเรียบร้อย

ทั้งนี้ นายมานพกล่าวว่า บัตรเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดเจ้าหน้าที่คัดแยกเสร็จแล้วจะจัดส่งไปยัง 350 เขต คาดว่าถึงที่หมายวันที่ 23 มีนาคม ส่วนบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เหลือเพียงของโซนอเมริกาที่จะจัดส่งมาถึงคืนวันนี้ ส่วนกรณีมีรายงานข่าวรถขนหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าหายไป 8 คันจากจอมอนิเตอร์ของศูนย์ติดตามที่สำนักงานไปรษณีย์นั้น เป็นความเข้าใจผิดของสื่อมวลชน รถทุกคันติดจีพีอาร์เอสติดตามตลอด เมื่อรถเคลื่อนก็จะเห็นเป็นจุดสีแดง รถหยุดจะเป็นจุดสีดำ แต่ผู้สื่อข่าวไปเห็นช่วงที่เป็นจุดสีดำจึงเข้าใจว่าสัญญาณดำ เมื่อไปตรวจสอบพบบางคันถึงจุดหมายแล้ว หรือจอดพักกินข้าว จีพีอาร์เอสจึงแสดงสถานะว่ารถจอดอยู่ ยืนยัน รถทุกสายอยู่ในเส้นทางและระยะทางที่กำหนด

ปล่อยขบวนบัตรเลือกตั้งส่ง350เขต

                 ที่ศูนย์ไปรษณีย์หลักสี่ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด  และนายมานพ ศรวิบูลย์ศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการนครหลวง ร่วมปล่อยรถขนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักรที่คัดแยกตามรายเขตแล้วไปยัง 15 ศูนย์ไปรษณีย์ เพื่อกระจายต่อไปยังเครือข่าย  โดยรถแต่ละคันจะติดจีพีอาร์เอส มีตำรวจตระเวนชายแดนร่วมนั่งไปด้วย มีรถตำรวจทางหลวงนำทาง เพื่อความปลอดภัยว่าบัตรเลือกตั้งไม่สูญหายกลางทาง  

ยันรถขนบัตรถึงจุดหมายเรียบร้อย

                ทั้งนี้ นายมานพกล่าวว่า บัตรเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดเจ้าหน้าที่คัดแยกเสร็จแล้วจะจัดส่งไปยัง 350 เขต คาดว่าถึงที่หมายวันที่ 23 มีนาคม ส่วนกรณีมีรายงานข่าวรถขนหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าหายไป 8 คันจากจอมอนิเตอร์ของศูนย์ติดตามที่สำนักงานไปรษณีย์นั้น  เป็นความเข้าใจผิดของสื่อ รถทุกคันติดจีพีอาร์เอสติดตามตลอด เมื่อรถเคลื่อนก็จะเห็นเป็นจุดสีแดง รถหยุดจะเป็นจุดสีดำ แต่ผู้สื่อข่าวไปเห็นช่วงที่เป็นจุดสีดำจึงเข้าใจว่าสัญญาณดับ  เมื่อไปตรวจสอบพบบางคันถึงจุดหมายแล้ว หรือจอดพักกินข้าว จีพีอาร์เอสจึงแสดงสถานะว่ารถจอดอยู่ ยืนยัน รถทุกสายอยู่ในเส้นทางและระยะทางที่กำหนด

กกต.ตั้งอนุฯ35คณะรับมือโกงลต.

                วันเดียวกัน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ลงนามคำสั่ง กกต.ที่ 137/2562 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง 35 คณะ รวม 175 คน มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้งตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาดพ.ศ. 2561 และในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้งเกี่ยวข้องกับพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่เกี่ยวกับการยื่นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งทุกระดับและงานอื่น  ตามที่กกต.มอบหมาย กรณีจำเป็นเร่งด่วนอนุกรรมการวินิจฉัย คณะหนึ่งอาจไปร่วมพิจารณากับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯอีกคณะหนึ่งเพื่อให้ครบองค์ประชุมพิจารณาทำความเห็นได้ หากมีเหตุจำเป็น กกต.อาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯคณะใดคณะหนึ่ง หรือหลายคณะร่วมดำเนินการเรื่องที่ได้รับมอบหมาย

ส่งผู้เชี่ยวชาญ-กุนซือนำทีมเร่งคดี

                สำหรับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯแต่ละคณะจะมีประธาน และอนุกรรมการรวม 5 คน ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองสำนวนทุจริตเลือกตั้งที่จังหวัดส่งเข้ามา และเสนอความเห็นต่อกกต.ว่าสมควรจะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สั่งเลือกตั้งใหม่ หรือยกคำร้อง   ทั้งนี้ อนุกรรมการวินิจฉัยฯของกกต.ชุดนี้ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีมากถึง 35 คณะ เพิ่มขึ้นจากในอดีตที่มีเพียง 25 คณะ โดยมีการตั้งที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญประจำ กกต.มาทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯหลายคณะ  อาจเพื่อให้กกต.ติดตามการทำงานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้. ยังมีชื่อของนายประพันธ์ คูณมี อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง นายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน  นางนินนาท ชลิตานนท์ อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร นายประสาท พงษ์ศิวาภัย อดีตกรรมการป.ป.ช. ร่วมเป็นประธานและอนุกรรมการด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top