เดินหน้าระบบVMSแก้ทำประมงผิดกม.

เดินหน้าระบบVMSแก้ทำประมงผิดกม.

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
Tag :

 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เรือตรวจการประมง 1001(สมุย) รับแจ้งจากศูนย์ควบคุมการทำการประมงให้เข้าตรวจสอบเรือศิริพงษ์ 25 ซึ่งเป็นเรือประมงอวนล้อมจับ ขนาด 99.96 ตันกรอส ที่ทำประมงอยู่ในทะเล และเมื่อเดินทางจุดที่มีสัญญาณ VMS  ของเรือศิริพงษ์ 25 บริเวณพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเชีย ห่างจากปากร่องน้ำจังหวัดปัตตานี 120 ไมล์ทะเล กลับไม่พบเรือศิริพงษ์ 25 เเต่กลับพบเรือปั่นไฟชื่อ เรือเอกสิริลาภ 41 ขนาด 25.42 ตันกรอส ลอยลำอยู่ และเมื่อเข้าตรวจสอบ พบอุปกรณ์ VMS ของเรือศิริพงษ์ 25 ติดตั้งอยู่บนเรือปั่นไฟลำดังกล่าว จึงควบคุมเรือเอกสิริพงษ์ 41 เข้าฝั่งเพื่อดำเนินคดี และแจ้งเจ้าของเรือให้นำเรือศิริพงษ์ 25 กลับเข้าเทียบท่า และเมื่อเรืออวนล้อมลำดังกล่าวถูกเรียกกลับเข้าท่าในเรือลำดังกล่าวพบมีสัตว์น้ำอยู่ในเรือ 2,700 กิโลกรัม จึงแจ้งข้อหาและดำเนินคดี


นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ระบบติดตามเรือประมง (Vessel Monitoring System- VMS) เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่ส่งสัญญาณตำแหน่งของเครื่อง VMS ซึ่งติดตั้งในเรือประมงผ่านระบบดาวเทียมศูนย์ควบคุมการทำการประมง และเจ้าของเรือประมง  เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเรือประมงทำการประมงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้ติดตั้งระบบดังกล่าวกับเรือประมง ทั้งที่ทำประมงในน่านน้ำ และในทะเลสากล โดยกรมประมงมีแนวคิดนำระบบ VMS เข้ามาทดลองใช้บริหารจัดการเรือประมงตั้งแต่ พ.ศ. 2554 แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายขณะนั้น(พ.ร.บ.การประมง 2490) และผลจากการไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายสำหรับเรือประมงนอกน่านน้ำ ต่อมาภายใต้พระราชกำหนดการประมง 2558 ได้ตราบทบัญญัติให้อำนาจภาครัฐกำหนดขนาดเรือประมงที่จะต้องติดตั้งระบบติดตามดังกล่าว  กรมประมงจึงกำหนดให้เรือประมงตั้งแต่ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป ต้องติดระบบ VMS เพราะเรือกลุ่มดังกล่าวมีประสิทธิภาพทำประมงสูง มีความเสี่ยงจะออกไปทำประมงนอกน่านน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลของการที่เรือประมงขนาดใหญ่ติดตั้ง VMS ส่งผลทำให้ชาวประมงไม่กล้ารุกล้ำไปทำประมงในเขตประมงชายฝั่ง เห็นได้จาก 14 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 1 เมษายน 2561 – 31 พฤษภาคม 2562) มีเรือประมงที่ติด VMS ออกไปทำประมง 367,187 เที่ยว แต่มีเรือที่ถูกจับเนื่องจากเข้าทำการประมงในเขตชายฝั่งหรือเขตห้ามทำการประมงเพียง 41 คดีและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นที่เห็นชัดเจนจากการที่เรือประมงขนาดใหญ่ไม่เข้าทำการประมงเขตชายฝั่งคือ ทรัพยากรสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งทะเลอุดมสมบูรณ์ขึ้น และชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้และการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ให้การยอมรับประเทศไทยในฐานะ “รัฐเจ้าของธง” ในการควบคุมเรือประมงไทยไม่ให้ไปลุกล้ำน่านน้ำเพื่อนบ้าน 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความพยายาม“เลี่ยง” ติดตั้ง VMS บนเรือประมง เห็นได้จากรอบ 14 เดือนที่ผ่านมาพบมีคดีที่เรือประมงย้าย VMS ของตนเองไปติดตั้งยังเรือประมงลำอื่น ทั้งสิ้น 8 คดี แสดงถึง “เจตนา”ทำผิดชัดเจน รวมถึงเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า “VMS มีความสำคัญมากเพียงใด ในการก่อให้เกิดความเป็นธรรม”

อธิบดีกรมประมงกล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรการที่ออกมาไม่ได้ “อยาก” แต่เป็นการ “แก้ปัญหา” ที่เกิดขึ้นมานานในอดีต เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้าง “ความเป็นธรรม” ในการทำการประมง  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า “กฎ” จะออกมาน้อยหรือมากเพียงใด หากมีคนพร้อม“แหกกฎ ระเบียบ” เพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งเป็นการเอาเปรียบชาวประมงด้วยกัน และทำให้ต้องมีกติกาที่รัดกุมเพิ่มมากขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องได้รับผลกระทบมากขึ้นด้วย แต่ถ้าทุกคน “ร่วมมือ ร่วมใจ”กัน กฎระเบียบอาจไม่จำเป็น อนาคตการประมงทะเลของไทยมุ่งสู่ความยั่งยืน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top