546.jpg
‘เชาว์’แซะแผงลอยหาย รายได้นายทุนเพิ่มเท่าไร แฉหนุน‘เกรียนคีย์บอร์ด’ป่วนผู้เห็นใจหาบเร่

‘เชาว์’แซะแผงลอยหาย รายได้นายทุนเพิ่มเท่าไร แฉหนุน‘เกรียนคีย์บอร์ด’ป่วนผู้เห็นใจหาบเร่

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.05 น.

‘เชาว์’แซะแผงลอยหาย รายได้นายทุนเพิ่มเท่าไร แฉหนุน‘เกรียนคีย์บอร์ด’ป่วนผู้เห็นใจหาบเร่

26 สิงหาคม 2562 ที่งานเสวนา “นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล กับปัญหาที่เร่งด่วนของประชาชน กรณีหาบเร่แผงลอย” ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจที่หันมาศึกษาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ว่าสืบเนื่องมาจากตนและทีมงานมีโครงการตระเวนออกไปฉีดยากำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตามชุมชนต่างๆ เป็นประจำ และที่ผ่านมาในช่วงพักเที่ยงได้ฝากท้องกับบรรดาร้านอาหารริมทางเหล่านี้โดยตลอด


นายเชาว์ กล่าวอีกว่า กระทั่งเมื่อมีนโยบายจัดระเบียบของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ในยุครัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ร้านประจำที่ตนกับทีมงานเคยรับประทานอาหารก็หายไป แต่ด้วยความที่คุ้นเคยกันดีก็โทรศัพท์ไปสอบถามว่าถูกย้ายไปอยู่ที่ไหน คนขายซึ่งเป็นชายสูงอายุบอกว่าถูกให้ไปขายหลบมุมอยู่ท้ายซอย ซึ่งแม้จะมีลูกค้าบางส่วนตามไป แต่รายได้โดยรวมลดลงกว่าตอนอยู่ปากซอย

นายเชาว์ กล่าวต่อไปว่า ตนได้เชิญพ่อค้าคนดังกล่าวที่ขายก๋วยเตี๋ยวมาถ่ายรูปบริเวณจุดเดิมที่เคยขาย แล้วถูกห้ามขาย ก่อนจะโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่ในขณะนั้นไม่มีใครสนใจ เพราะยังไม่ได้เป็นรองโฆษกพรรค ซึ่งพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวได้ชี้ไปที่ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง แล้วบอกว่าคนที่เคยซื้อก๋วยเตี๋ยววันนี้ต้องเข้าร้านสะดวกซื้อ เรื่องนี้ตนมองว่าด้านหนึ่งหากพูดไปคงอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่เข้าใจความรู้สึกของพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวสูงวัยรายนี้ ที่ตั้งคำถามว่ารัฐบาลบริหารแบบเน้นช่วยคนรวยใช่หรือไม่

อดีตรองโฆษกพรรค ปชป. ระบุว่า หลังจากนั้นตนก็สนใจเรื่องหาบเร่แผงลอยอย่างจริงจัง และลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนมาโดยตลอด บางครั้งก็นำสิ่งที่พบมาเขียนบทความเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาของประชาชน 2 กลุ่ม คือ ผู้ใช้ทางเท้ากับผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน คืนอาชีพให้คนจน และคืนเอกลักษณ์ให้ชุมชน แต่ยอมรับว่าเมื่อใดที่ตนออกมาแสดงความเห็นใจผู้ค้าหาบเร่แผงลอย จะถูกกลุ่มคนที่เป็นผู้ใช้ทางเท้าเข้ามาด่าทออยู่ร่ำไป บางครั้งทนไม่ไหวก็ต้องบล็อกบุคคลบางคนไปบ้าง

“ผมก็เก่งในเรื่องไอทีนะ มีทีมอยู่ ก็พยายามไปหาข้อมูลดูว่าใคร ก็เขาตั้งทีมขึ้นมาเพื่อเล่นงานในเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าน่าจะมีกลุ่มทุนสนับสนุนพวกเกรียนคีย์บอร์ดทั้งหลาย เพื่อที่จะให้มาถล่ม ซึ่งถล่มแรงมากจนช่วงนั้นผมต้องไม่เปิดเป็นสาธารณะ ผมไม่อยากฟังและไม่อยากไปตอบโต้ เพราะรู้ว่าจัดตั้งขึ้นมา ต้องการถล่มอย่างเดียว จริงๆแล้วผมว่าปัญหาผู้ใช้ทางเท้า ในโลกแห่งความเป็นจริงผมว่าเขาไม่ได้เดือดร้อน ผมสัมผัสกับชาวบ้าน อย่างผมไปเดินตลาดผมก็ไม่ได้เดือดร้อนในการใช้ทางเท้า และผมว่ามันก็เป็นความสวยงามเสียมากกว่า” นายเชาว์ กล่าว

นายเชาว์ กล่าวอีกว่า ลุงขายก๋วยเตี๋ยวข้างต้นยังฝากถึงนักวิชาการด้วยว่าช่วยไปสำรวจได้หรือไม่ว่าเมื่อร้านค้าอาหารริมถนนหายไป บรรดาห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อของกลุ่มทุนรายใหญ่มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นต่อปีมากน้อยหรือไม่ ตนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็เห็นว่าคำถามนี้น่าสนใจ เพราะถ้าไม่มีหาบเร่แผงลอย ก็เหมือนกับประชาชนถูกบีบบังคับให้ต้องไปซื้อสินค้าและบริการในสถานที่ดังกล่าวแทน

อย่างไรก็ตาม การรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้ค้าก็เป็นเรื่องสำคัญ ก่อนหน้านี้ตนเคยเสนอนโยบาย “4 จัด” ไปแล้ว คือ จัดแผน จัดผัง จัดงบประมาณ และจัดคนให้มีส่วนร่วม ซึ่งการจัดแผนและจัดผังนั้นรัฐบาลควรถือโอกาสที่มีการยกเลิกจุดผ่อนผันไปเป็นจำนวนมาก อนุญาตให้ผู้ค้ากลับมาขายใหม่ แต่อยู่ในลักษณะจัดให้เป็นระเบียบ ไม่ปล่อยให้ตั้งแผงค้าอย่างไร้ข้อจำกัดอย่างในอดีต

“ส่วนการจัดงบประมาณ ตนเสนอให้ขยายทางเท้าเพื่อให้ผู้ค้ายังขายของได้ และผู้เดินเท้ายังสัญจรได้ การขยายทางเท้าออกไปเพียง 0.5 เมตร คงไม่ถึงขั้นทำให้ผู้ใช้รถบนถนนลำบากขึ้น การใช้งบประมาณแบบนี้ดียิ่งกว่าการนำไปแจกให้คนจน เพราะสุดท้ายมีแต่เข้ากระเป๋านายทุน แต่การสร้างการสร้างอาชีพจะสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนด้วย” อดีตรองโฆษกพรรค ปชป. กล่าว

นายเชาว์ ยังยกตัวอย่าง เช่น แม่ค้าขายกล้วยปิ้ง หรือไข่ปิ้ง ผู้บริโภคที่เป็นผู้มีรายได้น้อยยังมีอาหารราคาถูก และเกษตรกรที่ปลูกกล้วย เลี้ยงไก่ไข่ ก็มีรายได้จากแม่ค้าที่ต้องไปซื้อกล้วยจากสวน ซื้อไข่จากฟาร์มมาขาย เป็นต้น

สุดท้ายเรื่องจัดคนให้มีส่วนร่วม ตนมองว่าที่หาบเร่แผงลอยก่อปัญหากับสังคมเพราะขาดการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ แต่ให้ผู้ค้าแก้ไขปัญหากันเองด้วยการไปจ่ายผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้มีอำนาจทั้งฝ่ายราชการและฝ่ายการเมืองคุ้มครอง นำไปสู่การทำสิ่งผิดๆ โดยไม่เกรงกลัว ทางออกคือการส่งเสริมการรวมกลุ่มของชุมชนแต่ละจุด ภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน

ด้านนายธันวา ไกรฤกษ์ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) กทม. พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดเผยว่า เรื่องหาบเร่แผงลอยนั้น แม้แต่ในพรรคพลังประชารัฐเองก็มีความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายคัดค้าน ซึ่งกว่าที่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าจะถูกนำไปบรรจุในนโยบายเร่งด่วน 12 ข้อ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำไปแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2562 ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และตนต้องขอบคุณคนในพรรคฝ่ายเห็นใจผู้ค้าที่พยายามผลักดันจนกลายเป็นนโยบายของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดใหม่ดังกล่าว

ทั้งนี้ตนเสนอว่า 1.ให้แก้กฎหมายแบบปรับมุมคิด จาก “จุดผ่อนผัน” ที่ห้ามขายทั้งหมดยกเว้นจุดที่ภาครัฐอนุญาต เป็น “จุดห้ามขาย” ที่ให้ขายได้ทั้งหมดยกเว้นบางจุดที่ต้องห้ามเนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าหากปล่อยให้ขายจะเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น เช่น ปากซอย-หัวมุมถนน หรือจุดที่ตั้งแล้วผู้ซื้ออาจล้นลงไปอยู่บนถนน โดยจุดที่แม้จะปล่อยให้ขายได้ก็อาจมีกฎระเบียบเพิ่มเติม เช่น ตีเส้นและห้ามตั้งแผงล้ำออกมา หรือดูแลเรื่องความสะอาด ถ้ามีกฎระเบียบชัดเจน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ก็จะแก้ปัญหาการจ่ายและเรียกรับผลประโยชน์ได้ด้วย

2.ควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดระเบียบ เช่น ปัจจุบันผู้ค้าหาบเร่แผงลอยก็มีการลงทะเบียนอยู่แล้ว ควรมีช่องทางให้ประชาชน เจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ผู้ค้าด้วยกันเองร้องเรียนคนที่ทำไม่ถูกต้อง อาทิ มีผู้ค้าบางรายตั้งแผงค้าล้ำแนวเส้นออกมาอย่างชัดเจนจนกีดขวางคนเดินเท้า เรื่องนี้ตนเห็นว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ คนทำถูกระเบียบไม่ต้องกลัว เว้นแต่เกิดกรณีกลั่นแกล้งก็ไปชี้แจง

“อีกบทบาทของผมในพรรคคือทำยุทธศาสตร์สื่อออนไลน์ (Social Media) ของพรรคด้วย วันนี้ประเด็นหาบเร่แผงลอยมันอยู่ตรงจุดบางๆ จะออกข้างไหนก็ได้ ในเฟซบุ๊กมันมีคนกลุ่มหนึ่งที่จะเข้ามาด่า ผมก็โดนเหมือนกันเมื่อโพสต์เรื่องหาบเร่แผงลอย ผมเข้าใจธรรมชาติสื่อออนไลน์ คนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น (Comment) เราอาจจะดูว่าเยอะในแต่ละเพจ แต่สมมติ 100 คนถ้าเทียบกับคนข้างนอก คนข้างนอกที่เขาไม่ได้ว่าอะไรมันเยอะกว่า แต่คนมองไม่เห็น คนเห็นแต่หน้าจอที่เลื่อนผ่าน ด่ากันหมดเลย 10 คนด่า 10 คน มันก็แค่อยู่ตรงนั้น” นายธันวา ระบุ

นายธันวา ยังกล่าวอีกว่า ดังนั้นสิ่งสำคัญคืออยู่ที่การสร้างความเข้าใจของสังคมในวงกว้าง ซึ่งไม่ใช่ปล่อยให้เฉพาะผู้ค้าพูดอยู่แต่ฝ่ายเดียวเพราะจะถูกมองว่าที่ออกมาพูดเพราะต้องการทำมาค้าขาย แต่ต้องประสานความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะนักวิชาการที่ต้องเข้ามาช่วยส่งเสียงให้ดังขึ้น ซึ่งตนก็เคยได้อ่านงานวิจัยหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นประโยชน์ในมิติเศรษฐกิจและมิติอื่นๆ ของหาบเร่แผงลอย แต่ก็ยอมรับว่าถ้าไม่ได้มาทำงานการเมืองให้พรรค ก็จะไม่รู้มุมเหล่านี้เลย ดังนั้นประชาชนคนทั่วไปที่อยู่ภายนอกเขาก็คงไม่รู้เช่นกัน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top