ฮือค้านแบน3สาร  ยันผลกระทบอื้อ  เดินหน้าแต่งดำ26พย.  ร้องนายกฯทบทวน

ฮือค้านแบน3สาร ยันผลกระทบอื้อ เดินหน้าแต่งดำ26พย. ร้องนายกฯทบทวน

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
Tag :

3 กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ผนึกกำลัง แถลงค้าน แบน 3 สารชี้กระทบโรงงานอ้อย-น้ำตาล 57แห่ง อาจต้องปิดตัว เกษตรกรตกงาน 1.2ล้าน ค่าเสียหาย 3 แสนล้าน ด้าน สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เลื่อนแต่งดำ บุกร้องนายกฯเป็น26พ.ย.จี้ชะลอเลิกใช้ เหตุข้อจำกัดหาสารทดแทน ที่รัฐบาล ยังไม่ชัดเจน ระบุมาตรการเรียกเก็บคืน เพื่อส่งออกประเทศที่ 3 เป็นไปได้ยาก ย้ำไม่เป็นธรรมที่ให้เอกชนออกค่าทำลายเอง

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรและที่ปรึกษาสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยแถลงผลกระทบจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตรคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยยกให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 วันที่ 1 ธันวาคมว่า ควรทบทวนให้ยกเลิกการแบน 3 สาร เพราะจะเกิดผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด


ขณะที่นายกิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย แถลงเพิ่มเติมว่า ไทยเป็นประเทศผลิตอ้อยเป็นอันดับ 3 และส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 2 ของโลก มีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อย 134 ล้านตันต่อปี ดังนั้น การยกเลิกใช้สารเคมีพาราควอต จะทำให้ผลผลิตลดลง 20-50% ปริมาณอ้อยหายไปประมาณ 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรเสียรายได้กว่า 50,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีส่วนใบอ้อยและยอดอ้อยที่ใช้ในโรงงงานชีวมวลจะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7,400 ล้านบาท รวมเกษตรกรสูญเสียรายได้ 58,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งเอทานอล โรงไฟฟ้าชีวมวล อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เสียหายทั้งหมดประมาณ 300,000 ล้านบาท ทำให้เกษตรกร 1.2 ล้านคนอาจต้องตกงาน โรงงานน้ำตาล 57 โรงงาน อาจต้องเลิกกิจการไปในที่สุด

ส่วนนายชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยกล่าวเสริมว่า ไทยผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในประเทศและส่งออกคิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท จำเป็นต้องใช้สารเคมี 3 สารนี้จัดการแปลง หากเกษตรกรไม่สามารถใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ได้ รัฐบาลต้องหาสารมาทดแทนที่เหมาะสมทั้งประสิทธิภาพและต้นทุน ซึ่งจะส่งผลต่อการทำเกษตรอื่นด้วย เพราะจะไม่มีเมล็ดพันธุ์ใช้ จึงอยากให้ชะลอการแบน 3 สารนี้ออกไปก่อนจนกว่าจะได้สารทดแทนที่มีประสิทธิภาพ

อีกด้านหนึ่ง นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรที่เดือดร้อนจากการยกเลิกใช้พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสทั่วประเทศ พร้อมใจแต่งชุดดำ เพื่อเข้าร้องเรียนความเดือดร้อนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันที่ 26 พฤศจิกายน โดยเลื่อนจากเดิมที่นัดหมายวันที่ 28 พฤศจิกายน ทั้งนี้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมวันที่ 27 พฤศจิกายน

สำหรับการยื่นข้อร้องเรียนต่อนายกฯครั้งนี้ จะนำข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการยกเลิกใช้ 3 สารที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมอบให้กรมวิชาการเกษตร ยกร่างประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็น ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯเปิดเผยว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกถึงร้อยละ75จากผู้แสดงความคิดเห็นประมาณ 40,000 คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบก่อนลงนามยกเลิก เพราะผลรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

วันเดียวกัน สมาคมอารักขาพืชไทย สมาคมฯ นวัตกรรมเกษตรไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจออกแถลงการณ์ร่วมหลังประชุมกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯว่าสมาคมฯไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรทั้ง3ชนิด เพราะหลังจัดรับฟังความเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการออกความเห็นผ่านออนไลน์ มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกใช้ 3 สารดังกล่าว ร้อยละ58 และเห็นด้วยร้อยละ 42

ส่วนการรวบรวมผลรับฟังความคิดเห็น ผ่านแบบสอบถามของเกษตรกรที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ได้ มีผู้ไม่เห็นด้วยต่อการแบนคิดเป็นร้อยละ 70 นอกจากนี้ ไม่มีมาตรการรองรับการยกเลิกหรือชี้แจงให้ผู้มีผลกระทบรับทราบเพื่อเตรียมการรับมือแต่อย่างใด รวมถึงการกำหนดให้ผู้เสียหายรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเหล่านี้เองนั้น ถือเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่งเพราะสารทั้ง 3 ชนิดได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีมติให้แบนสารดังกล่าว โดยมีผลทางกฎหมายวันที่ 1 ธันวาคม สารทั้ง 3 ชนิดจะกลายเป็นสารที่ผิดกฎหมายทันที

“เมื่อภาครัฐมีมติให้แบนจึงหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย รัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยความเสียหายทั้งหมด ค่าใช้จ่ายเก็บส่งรัฐ ค่าใช้จ่ายเก็บรักษา และค่าใช้จ่ายทำลาย จึงไม่ควรผลักภาระนี้ให้เอกชนและเกษตรกรรับผิดชอบเอง”แถลงการณ์ 3 สมาคมระบุ

ทั้งนี้ สมาชิกของทั้ง 3 สมาคมปฏิบัติตามหลักกฎหมายอย่างดีเสมอมา ตั้งแต่ที่กรมวิชาการเกษตรมีมาตรการลดปริมาณการนำเข้า ฝึกอบรมผู้ใช้ผู้ขาย ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติตามสากล ดังนั้น การจัดการสินค้าทั้งระบบ ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 3๐,๐๐๐ ตัน ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการจัดการสินค้า โดยเทียบเคียงกับที่ผ่านมาประมาณ 2 ปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในฤดูเพาะปลูกหลัก และลดความเสียหายสำหรับภาคเกษตรอุตสาหกรรม ระยะเวลาที่กำหนดให้เก็บผลิตภัณฑ์นำส่งรัฐภายใน 15 วันนั้นเป็นระยะเวลาที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง การสืบและพิสูจน์สตอกสินค้าโดยปกติแล้วใช้ระยะเวลาอย่างต่ำ 6 เดือน ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงระยะเวลาเรียกเก็บคืนและนำส่งเพื่อทำลาย

ส่วนน.ส.มนัญญาจะให้ส่งออกกลับคืนประเทศต้นทางหรือประเทศที่ 3 นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อนำเข้ามาแล้ว มีการนำมาปรับสูตรให้เหมาะสมกับปัญหาวัชพืชและศัตรูพืชในประเทศ ไม่ได้เป็นการผสมสารอื่น ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อปรับให้เป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ซึ่งถือเป็นของผิดกฎหมายไทย จึงไม่มีประเทศใดรับให้นำเข้าประเทศได้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top