รายงานพิเศษ : ถึงเวลาแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ถึงเวลาแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.05 น.
Tag :

ปริมาณฝนตกในปี 2562 ที่ผ่านมาเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 1,342.5มม. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปกติแล้วประเทศไทยจะมีปริมาณฝนรวมตลอดปีอยู่ที่ประมาณ 1,572.5 มม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำต่างๆทั่วประเทศมีน้อย กระทบกิจกรรมใช้ในน้ำในภาคส่วนต่างๆ ทำให้ 20 จังหวัด ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด ตามแผนของรัฐบาลที่ให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่พอใช้จนสิ้นฤดูแล้งปี 2563

ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฤดูฝนจะมาล่าช้ากว่าทุกๆปี อาจเลยถึงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำต้องเป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศถึงจะพอเพียง โดยเฉพาะ “ลุ่มเจ้าพระยา” อู่ข้าวอู่น้ำและเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ


สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ณ วันที่ 28 มกราคม มีท้ังหมด 10,508 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42
โดยปริมาณน้ำใช้การได้ 3,812 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 21 เท่านั้น ขณะที่การปลูกข้าวปรังลุ่มเจ้าพระยาได้รณรงค์ให้งดทำนาต่อเนื่อง
ในฤดูแล้งปี 2562/63 แต่ ขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 1.87 ล้านไร่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมฯตั้ง“ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63” หาแนวทางแก้วิกฤตภัยแล้ง และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน ระยะสั้นได้สำรวจพื้นที่ที่พัฒนา ปรับปรุง สร้างฝาย แก้มลิง สระน้ำกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดก่อนจะถึงฤดูฝน การแก้ปัญหาระยะยาวสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น มีหลายโครงการแต่ที่เป็นไปได้สูงจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้มีประสิทธิภาพคือ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯให้เร่งดำเนินการ เพราะศึกษาแล้วว่าคุ้มค่า สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยาได้ยั่งยืน ผลกระทบไม่มาก แม้วงเงินลงทุนจะสูงกว่า 60,000 ล้านบาทก็ตาม

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า จากสถิติพบน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ6,000-7,000 ล้านลบ.ม. ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานจึงเริ่มศึกษาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลดังกล่าว พบแนวทางเป็นไปได้มากที่สุดคือ ผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน ลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำเมยก่อนไหลลงแม่น้ำสาละวินและไหลออกทะเลที่เมียนมา มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล

ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า ปริมาณน้ำจากแม่น้ำยวมมีมากกว่าปีละ2,800 ล้านลบ.ม. นำมาใช้ประโยชน์ โดยไม่กระทบแม่น้ำเมย และแม่น้ำสาละวิน ไม่น้อยกว่าปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. จึงเป็นโอกาสดีที่จะผันน้ำจำนวนนี้มาเก็บกักไว้ที่เขื่อนภูมิพล เพื่อใช้สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยา แม้จะใช้เงินลงทุนสูง แต่คุ้มค่าและมีผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งได้พลังงานไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้น ทดแทนนำเข้าน้ำมันมาผลิตไฟฟ้า

สำหรับแนวทางผันน้ำจากแม่น้ำยวมดังกล่าว ต้องขุดอุโมงค์ผันน้ำ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง พร้อมสร้างเขื่อนขุนยวม ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดกลาง ความจุณ 68 ล้าน ลบ.ม.กั้นแม่น้ำยวม ก่อนไหลลงแม่น้ำเมย จากนั้นจะสูบน้ำจากเขื่อนแม่ยวมช่วงฤดูน้ำหลากประมาณ 8 เดือน ส่งผ่านอุโมงค์ใต้ดินความยาว 60-68 กิโลเมตร มาลงแม่น้ำปิงบริเวณ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ให้ไหลตามแรงโน้มถ่วงโลกลงเขื่อนภูมิพล โดยจะสูบน้ำช่วงค่าไฟต่ำ (Off Peak)เพื่อประหยัดค่าไฟ วันละ 8 ชั่วโมง จะได้น้ำไปเติมเขื่อนภูมิพลวันละ600,000 ลบ.ม.หรือประมาณ 1,795 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เพิ่มความมั่นคงให้น้ำอุปโภคบริโภคเฉลี่ยเพิ่มปีละ 300 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 3,270 ล้านต่อปี เพื่อการเกษตรทำให้เปิดพื้นที่นาในลุ่มเจ้าพระยาได้อีก 1.6 ล้านไร่ สนับสนุนน้ำเพื่อพื้นที่การเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 160,000ไร่ คิดเป็นมูลค่า 845 ล้านบาทต่อปี ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยาจะบรรเทาลง สิ่งสำคัญอีกส่วนคือ ช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพลอีก 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังส่งเสริมสร้างมูลค่าให้ทั้งด้านประมงและท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในการผันน้ำต้องสร้างเขื่อนขุนยวมกักเก็บน้ำก่อนนั้นจะกระทบที่ทำกินของราษฎร 25 ราย ไม่กระทบที่อยู่อาศัย เพราะผันน้ำมาเติมส่วนที่ว่างของอ่างฯได้อีกถึง 4,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ผันน้ำเติมเพียง 1,795 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ กรมยังมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างอ่างฯแม่ป่าไผ่ท้ายอุโมงค์ส่งน้ำใช้เป็นแหล่งน้ำให้ราษฎรอีกด้วย และโครงการนี้ไม่กระทบป่าไม้ สัตว์ป่าและระบบนิเวศอื่น เพราะสร้างอุโมงค์ใต้ผิวดิน อีกทั้ง จะปลูกป่า 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่สูญเสียไป นอกจากนี้ ยังตั้งสถานีเพาะพันธุ์ปลาสนับสนุนงบให้กรมประมง หรือสถาบันการศึกษาวิจัยเพาะพันธุ์ปลา เพื่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

การดำเนินงานของกรมชลประทานยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมประโยชน์ของประเทศ ประชาชนเป็นหลัก ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยในขณะนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบว่า ควรจะเร่งพัฒนาแหล่งน้ำที่แก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน และมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง?

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top