วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบดูแลสัตว์น้ำและการประกอบอาชีพประมงให้เกิดการนำมาใช้ประโยชน์ถูกต้องเหมาะสม และสมดุลกับกำลังผลิตของธรรมชาติ จึงได้ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเพิ่มผลผลิตควบคู่ไปกับการใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำจืดในฤดูปลาน้ำจืดมีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานถึง 56 ปี (เริ่มปี พ.ศ. 2507) โดยมีการกำหนด ห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงที่มีประสิทธิภาพสูงจับสัตว์น้ำจืดในช่วงเวลาและพื้นที่น้ำจืดพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ทรัพยากรสัตว์น้ำได้ฟื้นตัวเกิดขึ้นใหม่ทดแทนและดำรงอยู่อย่างยั่งยืน
แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน สภาพแวดล้อม สภาวะทรัพยากรและเหตุปัจจัยอื่นๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น การศึกษาข้อมูลวิชาการของปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำท่า (น้ำที่ปล่อยจากเขื่อน) ที่ไหลจากเหนือลงใต้ ย้อนหลังไป 30 ปีจนถึงปัจจุบัน พบว่า เรากำหนดช่วงเวลาฤดูน้ำแดง (ช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำลำคลองหลายแห่งเพิ่มขึ้นจนเกิดสะสมเป็นปริมาณน้ำท่าประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาชะล้างหน้าดินและพัดเอาตะกอนธาตุอาหารลงแม่น้ำลำคลอง จนน้ำกลายเป็นสีแดงซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เป็นปัจจัยไปกระตุ้นให้ปลาน้ำจืดผสมพันธุ์วางไข่)นั้น แต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับชีววิทยาการสืบพันธุ์ของปลาน้ำจืด ซึ่งส่วนใหญ่จะวางไข่อยู่ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน ประกอบกับได้จัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนชาวประมงทั่วประเทศ ถึงความเหมาะสมต่อการกำหนดพื้นที่และห้วงเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่เพื่อลดผล
กระทบให้น้อยที่สุด
ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รักษาสัตว์น้ำและระบบนิเวศเกิดความยั่งยืน ในมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ (ฤดูน้ำแดง) ประจำปี 2563 กรมประมงจึงออกประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัววัยอ่อน และกำหนดเครื่องมือ วิธีทำประมงและเงื่อนไขทำประมง ให้สอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝน น้ำท่าและข้อมูลด้านประมงที่เป็นปัจจุบัน เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ รักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศไว้อย่างยั่งยืน ห้ามมิให้ผู้ใดทำประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ในเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้ วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 : ใน 32 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
วันที่ 16 มิถุนายน ถึงวันที่ 15 กันยายน 2563 : ใน 32 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 : ใน 8 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด วันที่ 16 กันยายน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 : ใน 5 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา
โดยเครื่องมือ วิธีทำการประมงที่อนุญาตให้ทำประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ได้ มีดังนี้ 1. เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราวเบ็ดพวง หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน 2. ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำประมงด้วยวิธีประดาตั้งแต่สามเครื่องมือขึ้นไป 3. สุ่ม ฉมวก และส้อม 4. ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน5. แหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร) 6. การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลองทางวิชาการ หรือโครงการที่ดำเนินการของทางราชการ โดยได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมง ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ห้าพันถึงห้าหมื่นบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี