546.jpg
สกู๊ปพิเศษ : สทน.กระตุ้นนำอาหารพื้นบ้านฉายรังสี  ตะลึงปลาร้ามีเชื้อรา-แบคทีเรียสูงเกินมาตรฐาน

สกู๊ปพิเศษ : สทน.กระตุ้นนำอาหารพื้นบ้านฉายรังสี ตะลึงปลาร้ามีเชื้อรา-แบคทีเรียสูงเกินมาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่าจากปัญหาการปนเปื้อนของอาหารพื้นบ้านชนิดต่างๆ เช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม ลาบ ฯลฯ ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในประเทศไทย ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจจะชอบรับประทานแบบดิบๆ เมื่อสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดต่างๆ พยาธิ เข้าสู่ร่างกายจะเกิดภาวะอาหารเป็นพิษส่งผลให้ผู้บริโภคเจ็บป่วย หรือร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต จากสถิติของกรมควบคุมโรคสถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-11 พ.ค. 2563 มีรายงานผู้ป่วยแล้ว 29,253 ราย และจากการตรวจสอบปลาร้า ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ผลิตออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยสุ่มตัวอย่างจากตลาดในกรุงเทพฯ 10 แห่ง นำมาตรวจวิเคราะห์โดยเน้นเชื้อโรคในกลุ่มเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้ อาหารเป็นพิษทำให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย อาเจียน และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผลปรากฏว่า 9 จาก 10 ตัวอย่างมีปริมาณเชื้อราสูงกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่กำหนดไว้ และทั้ง 10 ตัวอย่าง มีปริมาณแบคทีเรียสูงเกินกว่ามาตรฐาน


รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ 

ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนด้วย ตัวอย่างเช่น ปลาร้า ในแต่ละปีทั่วประเทศมีปริมาณการผลิตถึง 40,000 ตัน ยอดขายในประเทศ 800 ล้านบาท/ปี และยอดส่งออกปีละ 20 ล้านบาทดังนั้น ปัญหาคุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้า จึงส่งผลกระทบต่อชุมชนค่อนข้างมาก

วิธีการหนึ่งที่จะทำให้อาหารพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมเกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ปราศจากเชื้อปนเปื้อน คือการนำอาหารไปฉายรังสี การฉายรังสีในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยฆ่าเชื้อที่ปนเปื้อนมากับอาหาร ทำให้อาหารปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดยที่รสชาติ สี กลิ่น ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น เพื่อส่งเสริมและยกกระดับคุณภาพ ความปลอดภัยของอาหารพื้นบ้าน และส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโตไปอย่างมั่นคง สทน. จึงได้ทำเรื่องเสนอของบประมาณจากรัฐบาลตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนำเสนอผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในรูปแบบต่างๆ ลงไปส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะการฉายรังสีอาหาร จะมุ่งเน้นไปที่อาหารพื้นถิ่นในแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ สทน.จะดำเนินการในรูปแบบการสร้างองค์ความรู้ การทดลองร่วมกัน จัดหาตลาดที่เหมาะสมให้กับชุมชน และสนับสนุนให้นำผลิตภัณฑ์อาหารที่มีศักยภาพของชุมชน และอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากเชื้อโรคต่างๆ มาฉายรังสีเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค เพื่อช่วยยกระดับอาหารให้มีความปลอดภัย มีอายุการจัดจำหน่ายที่ยาวนานขึ้น และสามารถเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายตัวของธุรกิจชุมชนต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สทน.ยังมีนวัตกรรมอื่นๆ ที่ชุมชนหรือเกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้อีก อาทิ โครงการเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่เกษตรกรรม หรือผืนป่า โดยการใช้พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูงในพื้นที่ภาคอีสานของไทย และโครงการการจัดการแมลงวันผลไม้ในพื้นที่กว้าง เพื่อลดความเสียหายและเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรใน 6 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยโครงการที่กล่าวมาข้างต้นนอกจากเป็นการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์สำหรับภาคการเกษตรและชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ทั้งสองโครงการยังสามารถทำให้เกิดการจ้างงานประชาชนในพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 500 อัตราตลอดการดำเนินโครงการ

'วิธีการหนึ่งที่จะทำให้อาหารพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมเกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ปราศจากเชื้อปนเปื้อน คือการนำอาหารไปฉายรังสี การฉายรังสีในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยฆ่าเชื้อที่ปนเปื้อนมากับอาหาร ทำให้อาหารปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดยที่รสชาติ สี กลิ่น ไม่เปลี่ยนแปลง'

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top