วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฤดูฝนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลว่า กอนช.ตั้งคณะทำงานด้านบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลขึ้น เป็นคณะทำงานคณะที่ 5 มี พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธาน ทำหน้าที่บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนรองรับการระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมขังและปริมณฑลช่วงฤดูฝนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้ขุดลอกขยายคูคลอง ทำความสะอาด กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดแนวถนนวิภาวดีรังสิต และในพื้นที่เสี่ยงทั้งในเขตกรุงเทพฯปริมณฑลมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำให้ไหลออกแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำบางปะกง ได้โดยเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ฝนตกหนัก
สำหรับการวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกทม.และปริมณฑลนั้น ได้วางแผนรับมือแบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำการเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด (Rule Curve) ซึ่งขณะนี้ 4 เขื่อนใหญ่ที่มีผลต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำรวมกัน 7,617 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 31 ของปริมาณกักเก็บยังรองรับน้ำได้อีกกว่า 17,254 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพื้นที่กลางน้ำที่จะใช้เป็นทุ่งรับน้ำหลากของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มี 13 ทุ่ง กรมชลประทานคาดการณ์ว่า ปีนี้จะมีทุ่งที่รับน้ำได้เพียง 6 ทุ่งเท่านั้นคือทุ่งบางระกำ ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งพระยาบรรลือ และทุ่งรังสิตใต้ รับน้ำได้รวม 810 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขณะนี้เตรียมพร้อมรองรับปริมาณน้ำจากฝนที่ตกตอนบนของประเทศ ในส่วนที่เหลืออีก 7 ทุ่ง เกษตรกรเพิ่งเริ่มเพาะปลูก เก็บเกี่ยวได้เดือนพฤศจิกายนปีนี้ ทำให้ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำเข้าทุ่งได้
ส่วนพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตกทม.และปริมณฑลนั้น นอกจากขุดลอกขยายคูคลอง ทำความสะอาด กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำดังกล่าวแล้ว กรุงเทพมหานครยังตรวจสอบระบบไฟฟ้าเครื่องกลของประตูระบายน้ำบ่อสูบน้ำที่ลุ่มต่ำให้พร้อมใช้งาน เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังให้เร็วที่สุด รวมถึงประสานการกำหนดเกณฑ์เปิดปิดประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำและคลองของกรุงเทพมหานคร ที่เชื่อมกับจังหวัดโดยรอบให้สอดคล้องกัน ป้องกันท่วมพื้นที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นเวลานาน จนท้ายที่สุดคือ การเตรียมพร้อมสถานีสูบน้ำทางชายฝั่งทะเลตะวันออก แก้มลิงมหาชัยทางฝั่งตะวันตกและเครื่องมือหนักจักรกล เพื่อบริหารจัดการมวลน้ำส่วนเกินก่อนผลักดันออกสู่ทะเล
นอกจากนี้ ยังมีถังเก็บน้ำใต้ดินที่พร้อมใช้งานแล้วบริเวณวงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน และซอยสุทธิพร เขตดินแดง มีท่อใต้ดินขนาดใหญ่บริเวณแยกเกษตร ถนนพหลโยธิน เพื่อดึงน้ำออกจากพื้นที่ได้โดยเร็ว ทั้งหมดเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำท่วมฉับพลันได้อีกทาง ขณะเดียวกัน ยังให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต รณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะนัดพบการจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ และขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะในแม่น้ำคูคลองที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยประชาชนติดต่อขอรับการกำจัดขยะชิ้นใหญ่ได้ที่ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานครทุกเขต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานประชุมวางแผนแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน โดยวิเคราะห์พื้นที่เขตกทม.พบมีจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก 10 จุด ได้แก่ 1.ถนนแจ้งวัฒนะ ช่วงจากคลองประปาถึงคลองเปรมประชากร 2.ถนนรัชดาภิเษกบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ 3.ถนนพหลโยธินบรเิวณหน้าตลาดอมรพันธุ์และแยกเกษตร 4.ถนนประชาราษฎร์สาย 2 บริเวณแยกเตาปูน 5.ถนนราชวิถี หน้าราชภัฏสวนดุสิต และเชิงสะพานกรุงธน 6.แยกพญาไท กรมปศุสัตว์ แยกพญาไท สน.พญาไท 7.ถนนจันทน์ช่วงจากซอยบำเพ็ญกุศล ถึงที่ทำการไปรษณีย์ยานนาวา 8.ถนนสุวินทวงศ์ช่วงจากคลองสามวาถึงคลองแสนแสบ 9.ตลาดบางแคและหมู่บ้านเศรษฐกิจ และ 10.ถนนบางขุนเทียนชายทะเลช่วงจากถนนพระรามที่ 2 ถึงคลองสะแกงาม โดยจุดเสี่ยงทั้ง 10 จุดดังกล่าว สามารถติดตั้งเครื่องสูบน้ำ พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพรับน้ำในฤดูฝนได้สูงขึ้น บางพื้นที่สามารถพัฒนาเป็นแก้มลิงและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม โดยวางแผนที่ระบายน้ำไม่ให้ท่วมขังได้ทุกจุดภายในเวลา 30 นาที
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี