ประวัตศาสตร์ กับงานของกระทรวงวัฒนธรรม  หนึ่งในหลายๆ งานที่เดินหลงทางมานานหลายปีแล้ว

ประวัตศาสตร์ กับงานของกระทรวงวัฒนธรรม หนึ่งในหลายๆ งานที่เดินหลงทางมานานหลายปีแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
Tag :

หากจะมองกันอย่างผิวเผิน ดูเหมือนจะเห็นว่าภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมนั้นรับผิดชอบเต็มๆ กับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ต้นน้ำจรดถึงปลายน้ำถึงขนาดมีการคาดหวังว่าหากจะมีการสร้างหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์แล้วควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นผู้จัดทำขึ้นแล้ว นำส่งไปให้กระทรวงศึกษาฯใช้เป็นข้อมูลในการสอนให้เด็กรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ความเป็นมาของชาติตนเองจะดีกว่า

ในทางปฏิบัติการสร้างหลักสูตร หรือการค้นหาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ควรเป็นหน้าที่ของนักวิชาการ ซึ่งเขาจะมีความชำนาญ เชี่ยวชาญในด้านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ค้นหาหลักฐาน อย่างเป็นมาตรฐานอยู่เต็มที่แล้ว สิ่งที่ควรทำ ควรเป็น “เพียง” การส่งเสริม สนับสนุนและสร้างคุณค่าเก็บรักษางานประวัติศาสตร์ให้สืบเนื่องตลอดไป อย่าให้สูญหายหรือตกหล่น ขาดๆ เกินๆ จนทำให้โฉมหน้าของประวัติศาสตร์ต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่า”


งานของกระทรวงวัฒนธรรมที่ทำมาโดยตลอดนับเป็นศตวรรษ เราจะพบว่ามีความก้าวหน้าไปในเส้นทางของการ“ส่งเสริม” มากกว่าการ “สร้างคุณค่า และเก็บรักษา”

จึงไม่น่าแปลกใจว่าประเทศไทยมีงานวัฒนธรรมร่วมสมัยเกิดขึ้นหลากหลาย ในรูปแบบที่ทันสมัย โดยไม่มีใครตระหนักเลยว่างานร่วมสมัยที่เกิดขึ้นมาใหม่กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ทับถมคลื่นลูกเก่าให้สลายหายไปตามกระแสแห่งการถาโถม

ยกตัวอย่างที่เห็นอยู่บ่อยๆ จนเกือบจะกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว คือ การจัดวางพวงหรีดในการเคารพศพผู้ตาย ตามจารีตประเพณี พวงหรีดสำหรับเคารพศพผู้วายชนม์ส่วนใหญ่ก็จะทำจากดอกไม้สด และดอกไม้แห้ง แต่วันนี้หลายคนนึกถึง เรื่องของ “ผลประโยชน์” มากกว่า “คุณค่าทางจิตใจ” จึงได้มีการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลงพวงหรีดจากดอกไม้ให้มาเป็นเครื่องใช้สอยที่เกิดประโยชน์กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ทำพัดลมให้เป็นพวงหรีด, ทำจักรยานเพื่อให้เป็นพวงหรีด ด้วยหวังว่าเมื่อเสร็จงานแล้วสิ่งของเหล่านี้จะได้เอาไปทำประโยชน์ให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยไม่นึกถึงจิตใจของคนตาย

จารีต ประเพณี ที่ได้รับการทำกันมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นวัฒนธรรม ทุกคนทราบดีว่า มันเป็นเรื่องของ“จิตวิญญาณ” ไม่ใช่เรื่อง “ผลประโยชน์เฉพาะกิจ” เพราะเมื่อวัฒนธรรมเข้าถึงหรือครอบครองจิตใจของคนได้ทั้งจิตวิญญาณแล้ว นั่นคือ “คุณค่า” ที่คนจะฝังลึกแนบแน่นอยู่ตลอดไป

แต่เมื่อเกิดวัฒนธรรมร่วมสมัยใหม่ๆ ที่คำนึงถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่า คุณค่าทางจิตใจ วัฒนธรรมที่เป็นผลทางจิตใจก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไป และนี่คือคำตอบที่ว่าคนไทยรุ่นใหม่วันนี้จึงไม่คำนึงถึง “รากเหง้า” ที่เราเคยนับถือ ยกย่อง กันมาแต่กาลก่อน กลับมองเพียงผลประโยชน์ว่ามีผลกับตัวเองหรือไม่ คุณค่าของวัฒนธรรมจึงค่อยๆ สลายไปเรื่อยทีละเรื่องทีละเรื่อง

เช่นเดียวกับงานในด้านประวัติศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรมมีพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัย รูปแบบการนำเสนอใหม่ที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ แต่กลับไม่สร้าง คุณค่าให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของเนื้อหาที่เราต้องจดจำให้ฝังลึกลงไปในจิตสำนึกอย่างไม่มีวันลืม คนที่ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จึงได้เห็นแต่ความตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ตระหนักถึงคุณค่าของสรรพสิ่งในพิพิธภัณฑ์

ดังนั้น งานของกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้เริ่มจาก พ.ศ.นี้ กระทรวงจะต้องให้คนที่มาศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของไทย ไม่ว่าจากแหล่งใดๆ จะต้องได้รู้ทั้งเรื่องราวและคุณค่าที่แฝงอยู่ในประวัติศาสตร์อย่างกระจ่างชัดว่าหัวใจและความสำคัญที่คนไทยทุกคนควรตระหนักถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยอยู่ตรงจุดไหน และควรเทิดทูนเก็บรักษาไว้เพื่ออะไร

น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ก็เป็นก้อนผลึกที่สะสมเหตุการณ์มากมายจนกลายเป็นของแข็งดังหินผา และย่อมมีความสึกกร่อนเช่นเดียวกัน ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจำเป็นต้องดูแลก้อนผลึกอันทรงคุณค่านี้อย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดหลุดร่วงหายไป เหมือน ก้อนหินที่แตกออกมาเป็นเม็ดทรายแล้วก็สลายหายไป

หากจะบอกให้ตรงจุดถึงงาน ของกระทรวงวัฒนธรรมในด้านของ ประวัติศาสตร์ สิ่งที่เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงวัฒนธรรมคือ อย่าส่งเสริม แต่เพียงอย่างเดียว ต้องย้ำถึงคุณค่าที่เป็นหัวใจสำคัญด้วย มิฉะนั้นกระทรวงวัฒนธรรมก็จะเป็นแค่ “กระทรวงกิจกรรม” อย่างที่สังคมกระแหนะกระแหนว่า “ทำแต่อีเว้นต์” เป็นหลัก โดยที่กิจกรรมที่มุ่งส่งเสริม คำนึงถึง “ปริมาณ” มากว่า “คุณค่า” ที่ไม่สามารถฝังรากลึกลงไปในจิตใจของคนไทยได้

เริ่มกันเสียใหม่เถิด นับแต่วันนี้ พ.ศ.บอกให้ทุกคนหันมาทำกิจกรรมที่เน้น คุณค่า มากกว่าเน้นความร่วมสมัยที่สอดใส่ความแปลกใหม่เข้าไปให้คนสนใจ เพราะการทำแบบนั้น มันเป็นเพียงการสร้างแฟชั่นที่ทันกับยุคสมัยเท่านั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปทุกอย่างก็สลายไปตามกาลเวลา

คนไทยที่รักทั้งหลายอย่าได้โทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลยว่ากระทรวงศึกษาฯไม่สอนประวัติศาสตร์ให้นักเรียน ครูสอนประวัติศาสตร์ไม่เก่ง ไม่ชำนาญ กระทรวงวัฒนธรรม ไม่สนใจงานด้านประวัติศาสตร์ เพราะความเป็นจริงเท่าที่คนไทยรุ่นใหม่ไม่ซาบซึ้งกับประวัติศาสตร์ ไม่เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ มันอยู่ตรงที่คนไทยรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้คุณค่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มากพอ พวกเขาจึงมองไม่เห็นว่าคุณค่าของประวัติศาสตร์ว่ามันมีอะไรดี?

ยังไม่สายเกินไปที่กระทรวงวัฒนธรรมจะหันมาสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมให้มากกว่าการส่งเสริม เหมือน อย่างที่เคยเป็นมา เพราะคงไม่ยากเกินไปสำหรับปลัดกระทรวงวัฒนธรรมหญิงคนใหม่ “ดร.ยุพา ทวีวัฒนกิจบวร” ซึ่งถือปริญญาเอกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ให้ความสนใจในเรื่องของ “คุณค่า” พอๆ กับการ “สร้างค่า” จะใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่มาสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เห็นเป็นรูปร่าง เป็นผลึกอันแข็งแกร่งที่ใครๆ สามารถจับต้องได้ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะงานทางด้านวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมเดินหลงทางมาหลายปีแล้ว

ผลึกที่มีคุณค่าแม้จะมีในปริมาณน้อย ย่อมดีกว่าการมีผลึกที่ไร้คุณค่าแต่มีเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งก็คงเหมือนๆกับ “จำนวนดอกเตอร์” ในประเทศไทยที่มีจำนวนมากมาย เดินหลบกันไม่พ้น แต่ยากที่จะหาคนที่คุณค่าได้น้อยเต็มทีนั่นแหละ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top