วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อยอดวิวบนโซเชียลมีเดียสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงิน วงการสื่อสารมวลชนกำลังเผชิญกับปัญหาที่ไม่ได้มาจากคู่แข่งที่เป็นสำนักข่าวด้วยกันเอง แต่มาจาก "ครีเอเตอร์" หรือ "อินฟลูเอนเซอร์สายเล่าข่าว" สิ่งนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันถูกจุดประเด็นให้ร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้งผ่านกรณีดราม่าล่าสุดของเพจและช่อง TikTok ชื่อดังอย่าง "Pondonnews" ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามระดับโครงสร้างว่า ในระบบนิเวศสื่อปัจจุบัน ขอบเขตระหว่างการ "อัปเดตข่าวสาร" กับการ "ละเมิดลิขสิทธิ์และชุบมือเปิบ" อยู่ตรงไหน? และเหตุใดผู้คนในยุคนี้จึงเลือกที่จะเชื่อใจ "คนเล่าข่าว" มากกว่า "องค์กรข่าวต้นทาง"
Pondonnews คือใคร และ "คอนเทนต์ตัดสลับ" คืออะไร
"ปอนด์" หรือเจ้าของช่อง Pondonnews คือหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์สายข่าวที่ทรงอิทธิพลในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels ด้วยยอดผู้ติดตามจำนวน 3.7 ล้าน (ช่องทาง tiktok)
จุดเด่นของช่อง Pondonnews คือการหยิบจับประเด็นร้อนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นข่าวอาชญากรรม ข่าวบันเทิง ดราม่าโซเชียล หรือแม้แต่ข่าวเศรษฐกิจการเมือง มาย่อยให้กลายเป็นข้อมูลที่เสพง่าย ภายในเวลา 1 - 3 นาที
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการผลิตคอนเทนต์ที่นำมาสู่ปัญหาในครั้งนี้ คือเทคนิคการตัดต่อวิดีโอแบบ "ตัดสลับ" ที่อินฟลูเอนเซอร์สายข่าวจำนวนมาก รวมถึง Pondonnews ที่มักจะใช้วิธีการนำฟุตเทจ วิดีโอข่าว คลิปการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว หรือคลิปบทสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่สำนักข่าวหลักเป็นผู้ผลิต ไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในคลิปของตนเอง
วิธีการคือการนำวิดีโอต้นฉบับมาเล่น แล้วสลับด้วยภาพใบหน้าของตัวเองที่กำลังบรรยาย แสดงความคิดเห็น หรือรีแอคชั่นต่อเหตุการณ์นั้นๆ แม้ในมุมหนึ่ง นี่คือการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การกระทำเช่นนี้ทำให้ผู้ชมจำนวนมากที่เลื่อนฟีดผ่านๆ เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าตัวอินฟลูเอนเซอร์คือผู้ที่ลงพื้นที่ไปทำข่าว หรือเป็นผู้สัมภาษณ์แหล่งข่าวนั้นด้วยตนเอง ซึ่งไม่มีการให้เครดิตถึงเจ้าของผลงานตัวจริง
ไทม์ไลน์ดราม่าเดือด จากคลิป "เนวิน" สู่เสียงระบายของคนข่าว
ชนวนเหตุที่ทำให้ความอดทนของคนทำงานสื่อสิ้นสุด เกิดจากกรณีที่เพจ "ปอนด์ออนนิวส์" (Pondonnews) ได้นำคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานกลุ่มเพื่อนเนวิน และประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นฟุตเทจลิขสิทธิ์ของค่ายมือถือชื่อดัง มาทำการตัดต่อใหม่ในลักษณะ "ตัดสลับ" (Reaction) โดยนำภาพใบหน้าของตนเองเข้าไปแทรกประกอบการบรรยาย พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ชมจำนวนมากเข้าใจผิด คิดว่าตัวอินฟลูเอนเซอร์เป็นผู้ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวระดับบิ๊กด้วยตัวเอง
เหตุการณ์นี้เป็นสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่นักข่าวภาคสนาม เรื่องราวถูกจุดประเด็นให้ร้อนแรงขึ้นเมื่อผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Kullaya Krajangkul อดีตผู้สื่อข่าว ได้โพสต์ระบายความในใจและตั้งคำถามถึงพฤติกรรมการ "หากินง่ายๆ" เช่นนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากของการทำข่าวที่ต้องทนแดดทนฝน ใช้ทักษะเจาะลึกข้อมูล แต่ผลงานกลับถูกนำไป "ตัดสลับ" เพื่อเรียกยอดวิวหลักล้าน โดยปราศจากการให้เครดิตที่ชัดเจนและไม่ให้เกียรติคนทำงานหน้างาน
สถานการณ์ยิ่งร้อนระอุ เมื่อ ต๊ะ-นารากร ติยายน ผู้ประกาศข่าวรุ่นใหญ่ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ฟาดฟันถึงพฤติกรรมนี้อย่างดุเดือด พร้อมเผยเหตุผลลึกๆ ว่าทำไมคนทำงานข่าวตัวจริงอย่างเธอ ถึงปฏิเสธที่จะเปิดช่องข่าวของตัวเองในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้
"นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันไม่ทำช่องข่าวของตัวเอง เพราะฉันไม่อยากขโมยงานของใคร นักข่าวเป็นอาชีพที่งานหนักรายได้น้อย ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง บางข่าวกว่าจะได้มาต้องรอเป็นวันๆ แต่ทุกวันนี้มีคนที่ไม่ได้เติบโตจากสำนักข่าว ไม่มีรุ่นพี่ในวงการช่วยสอนเรื่องมารยาท ไม่เข้าใจจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่มีความละอายที่แอบลักงานของคนอื่นมาแอบอ้างเป็นของตัวเอง แต่มีโทรศัพท์มือถือ มีแอพตัดต่อฟรี ก็สามารถสร้างตัวเป็น influencer" - นารากร ติยายน
คำวิจารณ์ของต๊ะ นาราตอกย้ำให้เห็นภาพความแตกต่างของ "นักข่าว" กับ "อินฟลูเอนเซอร์" ที่ใช้เพียงมือถือและแอปฯ ตัดต่อ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้
คุณระวี ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) และสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยท้วงติงถึงพฤติกรรมดังกล่าวว่าไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเสียมารยาททางวิชาชีพ แต่ยังเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาอย่างชัดเจน การนำทรัพย์สินทางปัญญาที่องค์กรสื่อลงทุนไปสร้างรายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง ถือเป็นการกระทำที่เอาเปรียบและเป็นการ "ชุบมือเปิบ" ที่ทำลายระบบโครงสร้างของสื่ออย่างรุนแรง
กระแสสังคมตีกลับและการแถลงขอโทษ
ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ปอนด์ เจ้าของเพจ Pondonnews ได้เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านหน้าเพจเฟสบุ๊ค ยอมรับความผิดพลาดในการทำคอนเทนต์ พร้อมน้อมรับคำวิจารณ์และกล่าวคำขอโทษต่อผู้สื่อข่าว
"ในเหตุการณ์นี้ผมน้อมรับ ยอมรับ และขอโทษพี่ๆนักข่าว พี่ๆผู้สื่อข่าว รวมไปถึงช่องข่าวหรือทีมผู้ผลิตอีกครั้ง และตัวผมยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับพี่ๆ นักข่าวหรือผู้สื่อข่าวใดๆ รวมไปถึงช่องข่าวและทีมผู้ผลิตหรือผู้รับสารอื่นๆ"
ทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอ แก้ไขวิธีการให้เครดิตแหล่งที่มาของคลิปอย่างชัดเจน และยุติการทำคลิปในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
"เมื่อคนเชื่ออินฟลูฯ มากกว่านักข่าว" ภาพสะท้อนจากโครงสร้าง
กรณีของ Pondonnews ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เป็นโรคที่กำลังกัดกินวงการสื่อสารมวลชน หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปผ่านมุมมองของ คุณระวี ตะวันธรงค์ กับข้อมูลงานวิจัยจะพบว่าปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายที่ซับซ้อนและน่ากังวลอย่างยิ่ง
คุณระวี ได้เน้นย้ำ "ข่าวไม่ได้เกิดขึ้นฟรีๆ" องค์กรสื่อต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล ตั้งแต่เงินเดือนนักข่าว ช่างภาพ ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ ความเสี่ยงทางกฎหมาย ไปจนถึงกระบวนการบรรณาธิการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ข่าวที่ถูกต้องและรอบด้าน
ในทางกลับกัน "คนเล่าข่าว" บนโซเชียลมีเดียมีต้นทุนในการหาข่าวที่แทบจะเท่ากับศูนย์ พวกเขาทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้รวบรวม" และ "ผู้แสดงความคิดเห็น ดังนั้นโครงสร้างเศรษฐกิจสื่อจึงบิดเบี้ยว คนลงทุนลงแรงไม่ได้ผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ส่วนคนที่หยิบฉวยไปตกแต่งใหม่กลับมีได้จากสปอนเซอร์และยอดโฆษณาไปเต็มๆ หากปล่อยให้ภาวะเช่นนี้ดำเนินต่อไป องค์กรสื่อต้นน้ำอาจล้มหายตายจาก เพราะขาดทุนทรัพย์ในการหล่อเลี้ยง
ทำไมคนถึงเทใจให้ "คนเล่าข่าว"
คำถามสำคัญคือ ทำไมผู้บริโภคจึงเลือกที่จะดูข่าวจากอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าบัญชีทางการของสำนักข่าว? รายงานทิศทางสื่อดิจิทัลประจำปี 2023 และ 2024 (Digital News Report) โดย Reuters Institute for the Study of Journalism มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ให้คำตอบถึงพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารของคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นการหาข่าวจากเว็บไซต์หรือโทรทัศน์อีกต่อไป แต่ค้นหาผ่าน TikTok หรือ Instagram
รายงานระบุชัดเจนว่า บนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ผู้ใช้ "ให้ความสนใจและเชื่อถือบุคคล (Personalities/Influencers) มากกว่าแบรนด์สำนักข่าวหลัก" อินฟลูเอนเซอร์มีความสามารถในการย่อยข้อมูลข่าวสารที่แห้งแล้ง ซับซ้อน หรือเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค ให้กลายเป็นความบันเทิงเชิงสาระ (Edutainment) ที่จับต้องได้
อีกปัจจัยคือ ภาวะหลีกหนีข่าวสาร (News Avoidance) เนื่องจากผู้คนเหนื่อยล้ากับความตึงเครียดและรูปแบบที่เป็นทางการของสื่อหลัก จึงหันไปเสพข่าวจากอินฟลูเอนเซอร์ที่นำเสนอด้วยอารมณ์ร่วมและเป็นกันเองมากกว่า ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่าการสร้าง "ความสัมพันธ์แบบกึ่งเพื่อน" (Parasocial Relationship) ทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันและเกิดความไว้วางใจในบุคคล จนเลือกที่จะให้เครดิตและเชื่อถือ "คนเล่าข่าวที่สนุกสนาน" มากกว่า "นักข่าวต้นทางที่ลงพื้นที่ไปหาความจริง" แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกคัดลอกมาก็ตาม
ปรับตัวหรือสูญพันธุ์
ดราม่าของ Pondonnews จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญของวงการสื่อสารมวลชนไทย การเรียกร้องจริยธรรมและการขู่ฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและเป็นไปได้ยากในยุคที่คอนเทนต์ถูกผลิตซ้ำซ้อน
คำถามที่สื่อหลักต้องกลับมาทบทวนคือ องค์กรจะปรับตัวอย่างไร? สำนักข่าวอาจจำเป็นต้องปลดล็อกรูปแบบการนำเสนอที่สร้าง Personal Branding ให้กับนักข่าวภาคสนามให้กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีตัวตนและจับต้องได้บนโลกออนไลน์ ก่อนที่สื่อหลักจะเสียทั้งคนดูและรายได้ไปมากกว่านี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
- ระวี ฉะ! เบื้องหลัง Influencer สายสรุปข่าว ชุบมือเปิบสร้างรายได้หลักแสน
- ขอโทษจากใจ! ปอนด์ Pondonnews ยอมรับผิดปมดรามาคอนเทนต์ จากนี้ให้เครดิตต้นฉบับชัดเจน
********************
https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/2023
https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/202
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี