533.jpg
ตะลึง!! โรงงาน​อุตสาหกรรม​มีแต่'แรงงานคนแก่' ทนยืนขาแข็งทำงาน​14ชม.​/วัน

ตะลึง!! โรงงาน​อุตสาหกรรม​มีแต่'แรงงานคนแก่' ทนยืนขาแข็งทำงาน​14ชม.​/วัน

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.06 น.

ตะลึง!! โรงงาน​อุตสาหกรรม​มีแต่"แรงงานคนแก่" ทนยืนขาแข็งทำงาน​14ชม.​/วัน​ จนล้มป่วยเพื่อส่งลูกเรียนจนไม่มีเวลาดูแลครอบครัว วอนภาครัฐ​ช่วยพัฒ​นา​ทักษะ​อาชีพ​ใหม่ กลัวตกงานกลางคันจากวิกฤตโควิด-19​

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 นายปัญญา ตลุกไธสง ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี​ ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อติดตามความคืบหน้าการสำรวจเยาวชนแรงงาน อายุไม่เกิน 25 ปี และบุตรหลานผู้ใช้แรงงานที่เป็นเด็กนอกระบบการศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี รายได้ต่ำขาดแคลนทุนทรัพย์หรืออยู่ในภาวะพึ่งพา เพื่อให้ได้เข้าถึงหรือมีโอกาสทางการศึกษาจำนวน 500 คน​ ในโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษาโดยเครือข่ายเชิงพื้นที่ : ภาคตะวันออก (จังหวัดปราจีนบุรี) โดยการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)​ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการทำงานสำรวจและค้นหากลุ่มเป้าหมาย เดิมตั้งเป้าไว้ 5% หรือ คิดเป็น  332 คน จาก 9 โรงงาน ซึ่งมีจำนวนพนักงานประมาณ 6,656 คน แต่ปรากฎว่าประสบปัญหาและอุปสรรคทำให้ตัวเลขไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงลดตัวเลขจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเข้าร่วมโครงการฯ เหลือเพียง 100 - 150 คน


สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่คณะทำงานแต่ละสหภาพประสบ อาทิ สถานประกอบกิจการบางแห่งไม่ให้ความร่วมมืออนุญาตให้กรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงานเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ หรือ อนุญาตให้สำรวจ หรือเปิดเผยข้อมูลจำนวนเยาวชนแรงงานที่ทำงานในโรงงานของตน เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อสายพานการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่อาจต้องหยุดชะงัก หากพนักงานขาดงานมาเข้าร่วมกิจกรรมโครงการฯ เพราะต้องยอมรับว่าช่วงใกล้หน้าเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึง บางโรงงาน ออเดอร์ หรือ คำสั่งซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ทั้งมูลค่าและปริมาณสูงมาก จำเป็นต้องเดินสายพานการผลิตเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง ต้องมีพนักงานประจำเข้าเวร หรือ เข้ากะทำงานตลอดเวลา จนพนักงานไม่สามารถป่วย สาย ขาด หรือ ลาได้

แม้ว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 102 เป็นการให้สิทธิลูกจ้างที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงาน ไปดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมกับโครงการฯ โดยไม่ผิดระเบียบหรือถือเป็นวันลา พร้อมกับทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ให้สถานประกอบกิจการให้ข้อมูลเยาวชนแรงงาน หรือ อนุญาตพนักงานหรือกรรมการสหภาพมาเข้าร่วมกิจกรรมโครงการฯ ได้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการด้านการศึกษานำไปสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในครอบครัวลูกจ้าง​ไปแล้วก็ตาม

สำหรับปัญหาที่เป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถค้นหาเยาวชนแรงงาน เนื่องจากผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ในโรงงานเป็น แรงงานงานอาวุโส เฉลี่ยอายุ 30 ปีขึ้นไป ขณะที่การสำรวจบุตรหลานของผู้ใช้แรงงานที่เป็นแรงงานอาวุโส จำเป็นต้องใช้เวลาในการสำรวจ กล่าวคือ คณะทำงานต้องไปสอบถามหรือสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานว่าผู้ใช้แรงงานแต่ละคน มีบุตรที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา และ อายุไม่เกิน 25 ปี จำนวนกี่คน สนใจจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ ซึ่งช่วงเวลาทำงาน สามารถดำเนินการได้เพียง 2 ช่วงเวลาเท่านั้น คือ ช่วงพักเที่ยง 12.00 - 13.00 น.และช่วงพักกะดึก 17.00 - 17.30 น.ไม่อาจดำเนินการได้ช่วงเวลาทำงานซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากสถานประกอบกิจการก่อน และ แม้สถานประกอบกิจการจะอนุญาต แต่สภาพการจ้างงานในโรงงานไม่เอื้ออำนวย

ตัวอย่างเช่น โรงงานแปรรูปอาหารแช่งแข็งส่งออกไปต่างประเทศ พนักงานจะอยู่แต่ในห้องเย็นอุณหภูมิติดลบกว่าจุดเยือกแข็ง ห้ามเข้า-ออก จนกว่าเวลาพัก ระหว่างทำงานไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้ พอถึงเวลาพักพนักงานส่วนใหญ่จะเร่งรีบรับประทานอาหารแล้วไปพักผ่อน เพราะอ่อนเพลียจากการทำงานที่ต้องยืนทำงานนาน ตั้งแต่ 08.00 - 17.00 และต่อด้วยทำงานล่วงเวลา (โอที) อีก 3 - 4 ชั่วโมงต่อวัน กว่าจะเลิกงานกลับบ้านหลังเวลา 21.00 น.ขึ้นไป เฉลี่ยทำงานวันละ 12 - 14 ชั่วโมง จนทำให้ผู้ใช้แรงงานบางคนเป็นโรคปวดตามข้อกระดูกหรือภาวะเส้นเลือดขอดอุดตันที่ขาจากการยืนทำงานนานเกินไป จึงต้องการเวลาพักผ่อนมากกว่า จึงไม่สนใจกิจกรรมของโครงการฯ บวกกับคณะทำงานจำเป็นต้องใช้เวลาในการอธิบายประโยชน์และสิทธิสวัสดิการด้านการศึกษาของโครงการฯ กสศ.ประมาณ 5 - 10 นาที จึงจำเป็นต้องจับกลุ่มเพื่ออธิบายในคราวเดียวจะได้ช่วยประหยัดเวลามากกว่าหากอธิบายเป็นรายบุคคล

อย่างไรก็ตาม โครงการฯ กสศ.ได้รับเสียงตอบรับดีมากจากผู้ใช้แรงงาน แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ใช้แรงงานที่สนใจส่วนใหญ่เป็นแรงงานอาวุโส หรือแรงงานสูงวัยใกล้เกษียณ เนื่องจากแรงงานเหล่านี้ตระหนักถึงสภาพการจ้างงานในโรงงานและสภาพการดำรงชีวิตอันแสนยากลำบาก จึงต้องการมีทักษะใหม่เพื่อนำไปประกอบอาชีพหลังเกษียณ หรือหวาดกลัวเสี่ยงโดนเลิกจ้างกระทันหันจากวิกฤตเศรษฐกิจโควิด-19 หรือนายจ้างเปลี่ยนไปจ้างแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงาน สปป.ลาว เข้ามาทำงานแทนคนไทย จึงอยากมีอาชีพเสริมระหว่างทำงานในโรงงาน เพราะต้องการหลุดพ้นกับดักค่าจ้าง จากปัจจุบันต้องหาเลี้ยงครอบครัวด้วย ค่าแรงงขั้นต่ำ ค่าล่วงเวลา (โอที) โบนัส และเบี้ยขยัน รายได้เฉลี่ยต่อวัน 500 - 600 บาท แต่ต้องทำงานหนักและนานถึง 12 - 14 ชั่วโมงต่อวันเป็นอย่างน้อย

และผู้ใช้แรงงานบางกลุ่มต้องการทุนการศึกษาให้บุตรที่กำลังศึกษาให้ได้มีอุปกรณ์การเรียนทันสมัยหรือทุนการศึกษาต่อแต่ไม่เข้าเกณฑ์เพราะบุตรกำลังศึกษา และ ผู้ใช้แรงงานอาวุโสส่วนใหญ่ ยอมทำงานหนักในโรงงาน เพื่อหารายได้มาสนับสนุนบุตรให้เข้าถึงการศึกษาให้ได้ไกลที่สุดตามฐานะทางครอบครัว แม้ตัวเองจะมีรายได้ต่ำก็ตาม ด้วยเหตุผลไม่ต้องการให้ลูกของตนเองไร้การศึกษา สุดท้ายต้องมาทำงานในโรงงานเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ใช้แรงงานบางครอบครัว แม้จะยอมทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน กลับไม่มีเวลาดูแลครอบครัวและลูก ก่อเกิดปัญหาความอบอุ่นในครอบครัวตามมา เป็นเหตุให้ลูกหลุดนอกระบบการศึกษา ซึ่งผู้ใช้แรงงานกลุ่มนี้พร้อมจะนำลูกมาเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการฯ เช่นกัน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top