546.jpg
นายทุนยอมรื้อรีสอร์ต 'กระท่อมริมธาร' อีกรายยังดื้อยื่นคำขาดใน7วันไม่รื้อโดนโทษหนัก

นายทุนยอมรื้อรีสอร์ต 'กระท่อมริมธาร' อีกรายยังดื้อยื่นคำขาดใน7วันไม่รื้อโดนโทษหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.18 น.

นายทุนเจ้าของยอมรื้อรีสอร์ต "กระท่อมริมธาร" ในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ หลังกรมอุทยานฯเอาจริง พร้อมเดินหน้าขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดีเจ้าของรีสอร์ตหรูอีกรายในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี ให้รื้อภายใน 7 วัน ตามกฎหมาย พรบ.อุทยานฯฉบับใหม่ โทษหนักปรับอีกเพียบ 

วันที่ 3 ธ.ค.63  นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมานายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มอบนโยบายให้อุทยานฯดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับนายทุนผู้บุกรุกป่าเพื่อนำพื้นที่ป่าที่ยึดคืนมาฟื้นฟูให้กลับมาเป็นผืนป่าดังเดิมเพื่อเป็นประโยชน์ของประชาชนทุกๆคน 


โดยเมื่อวันที่ 27 ต.ค.63 ที่ผ่านมานายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายทุนชาวคนหนึ่งในพื้นที่ตำบลท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ในข้อหายึดถือครอบครองหรือกระทำด้วยประการใดๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุก 4-20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000-2,000,000 บาท 

 

 

ส่วนพื้นที่ที่ถูกยึดคืนเดิมเป็นของรีสอร์ตกระท่อมริมธาร ตั้งอยู่หมู่ 2 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ รวมเนื้อที่ 1 ไร่ภายในมีบ้านพักจำนวน 4 หลังและเมื่อวันที่ 11 พ.ย.63 เจ้าหน้าที่ได้นำป้ายประกาศคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 หลังออกไปให้พ้นเขตอุทยานฯทั้งหมดภายใน 30 วันหากฝ่าฝืนไม่ยอมรื้อถอนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีปรับไม่เกิน 3 แสนบาท ปรับอีกวันละ 1 หมื่นบาทและจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเป็นจำนวนเงิน 6 หมื่นบาทให้กับทางราชการ 

โดยวันนี้นายทุนคนดังกล่าวได้ดำเนินการรื้อถอนบ้านพักทั้ง 4 หลังออกไปหมดแล้ว ดังนั้น เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมจึงนำรถไถเข้าทำการปรับพื้นที่เพื่อเตรียมทำการนำกล้าไม้มาปลูกเพื่อฟื้นฟูผืนป่าให้กลับมาเป็นธรรมชาติดังเดิม 

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับความคืบหน้าคดีรื้อถอนโรงแรมหรู มูลค่า 40 ล้านชื่อ "พรไพลิน รีเวอร์ไซด์ รีสอร์ท" ที่ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ท้องที่หมู่ 1 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม รวมเนื้อที่ 2-3-8 ไร่นั้นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมได้ดำเนินการติดประกาศคำสั่งรื้อถอนไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ก.ย.โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้นเขตอุทยานฯภายใน 30 วันและได้ปิดประกาศคำเตือนอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 2 ต.ค.63 โดยให้รื้อถอนโรงแรมหรูดังกล่าวออกไปภายใน 15 วัน แต่ผู้ประกอบการก็ยังฝ่าฝืน 

 

 

ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้ติดประกาศคำเตือนเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 พ.ย.63 ที่ผ่านมา ด้วยการสั่งให้รื้อถอนโรงแรมให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน แต่เมื่อครบกำหนดเวลา ปรากกฎว่าทางเจ้าของยังดื้อแพ่งไม่ยอมรื้อถอนโรงแรมตามประกาศคำสั่ง พ.ร.บ.อุทยานฯแห่งชาติฉบับแต่อย่างใด

ดังนั้นวันนี้ 3 ธ.ค.63 นายเทวินทร์  มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม พร้อมด้วยนายสุภาพ งามทองเหลือง ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จึงเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของในข้อหาฝ่าฝืนไม่ยอมรื้อถอน ตามมาตรา 35 (2) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 ซึ่งมีโทษหนักจำคุก 1-3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาทและจะต้องถูกปรับเป็นรายวันอีกวันละ 1 หมื่นบาทจนกว่าจะรื้อถอนแล้วเสร็จ  

สำหรับคดีข้อหาฝ่าฝืนไม่ยอมรื้อถอนตามประกาศคำสั่งของหัวหน้าอุทยานเขาแหลมในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นคดีแรกของประเทศไทย ที่บังคับใช้กฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ พ.ศ. 2562 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.62 เป็นต้นมา เนื่องจากกฎหมายอุทยานฯฉบับใหม่ พ.ศ. 2562 ได้กำหนดเอาไว้ว่า กรณีผู้กระทำผิดไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือต้นไม้ ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขออนุมัติใช้เงินรายได้ จากกรมอุทยานแห่งชาติฯตามมาตรา 32 (2) ได้ประกอบกับโรงแรมหรูดังกล่าว มีขนาดใหญ่ โครงสร้างแข็งแรงคงทนถาวร มีวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งภายในเป็นจำนวนมาก

 

 

อาคารบางส่วนก็อยู่ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์โดยคาดว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนประมาณ 1.2  ล้านบาทจากนั้นจะทำการ e-bidding จัดจ้างตามระเบียบพัสดุ พ.ศ. 2560 เพื่อหาผู้รับจ้างที่มีความชำนาญการในการรื้อถอนแต่ระหว่างรอการอนุมัติเงินจากกรมอุทยานฯ เจ้าของโรงแรมจะต้องถูกปรับวันละ 1 หมื่นบาท จนกว่าจะรื้อถอนโรงแรมแล้วเสร็จ

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจึงเป็นผลเสียต่อเจ้าของโรงแรมที่ฝ่าฝืนไม่ยอมรื้อถอนด้วยตนเอง เพราะอย่างไรเสียก็ต้องถูกรื้อถอน ซึ่งนอกจากถูกต้องถูกปรับเงินเป็นจำนวนมากแล้ว จะต้องมาถูกดำเนินคดี และอาจติดคุกในข้อหา "ฝ่าฝืนไม่ยอมรื้อถอน" ด้วย เพราะฉะนั้นจึงขอเตือนเจ้าของรีสอร์ต หรือเจ้าของโรงแรมที่ปลูกสร้างบุกรุกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า โดยมิชอบโดยกฎหมาย หากรู้ตัวอยู่แล้วขอให้ทำการรื้อถอนด้วยตนเองจะดีที่สุด
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top