546.jpg
เปิดวิสัยทัศน์คำต่อคำ2ตัวเต็งนายก อบจ.กาญจน์ 'เสี่ยสรรค์'เบอร์ 2 'หมอหนุ่ย'เบอร์ 1

เปิดวิสัยทัศน์คำต่อคำ2ตัวเต็งนายก อบจ.กาญจน์ 'เสี่ยสรรค์'เบอร์ 2 'หมอหนุ่ย'เบอร์ 1

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.59 น.

เปิดวิสัยทัศน์คำต่อคำ2ตัวเต็งนายก อบจ.กาญจน์ 'เสี่ยสรรค์' อดีตนายก 2 สมัยผู้สมัครเบอร์ 2 ชูเปลี่ยนโรงงานกระดาษเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชีวิต พร้อมส่งเสริมการศึกษา ดูแลผู้สูงอายุ คนพิการและเด็กผู้ด้อยโอกาส ด้าน "หมอหนุ่ย" ผู้สมัครเบอร์ 1 อาสาเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลง ชูดันท่องเที่ยวเพิ่มรายได้ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่ากว่านี้

นายรังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ หรือเสี่ยสรรค์ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) กาญจนบุรี หัวหน้าทีมพลังใหม่ เบอร์ 2 ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายขณะเข้าร่วมเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครนายก อบจ.กาญจนบุรี ที่ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดกาญจนบุรี และอีก 7 เครือข่ายจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.63 ที่ผ่านมา


โดยกล่าวว่า...ผมต้องขอเรียนว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรีนั้นมีงบประมาณเพียงส่วนเดียว ส่วนหนึ่งเป็นงบรายจ่ายประจำปี เหลืองบพัฒนาอยู่ประมาณ 100 ล้านบาทเศษ ในอนาคตข้างหน้าเราจะพัฒนาทั้ง 13 อำเภอในจังหวัดกาญจนบุรี

 

 

ทีมพลังใหม่ เราจะเรียงลำดับความสำคัญโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยให้ทางหาประชาชนมาประชุมร่วมกันกับทางหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต.เทศบาล แล้วให้เสนอโครงการที่จำเป็นผ่านมาที่อำเภอ จากนั้นทางอำเภอจะแจ้งเข้ามาที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด จากนั้นจะพิจารณาว่าโครงการไหนมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด

ยกตัวอย่างเช่น อำเภอห้วยกระเจา และ เลาขวัญนั้น มีความแห้งแล้ง ส่วนอำเภอที่อยู่ติดกับอำเภอเมืองมีความแห้งแล้งน้อย เราก็จะมีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ไป อย่างเช่นอำเภอห้วยกระเจาและเลาขวัญ เราจะมีการพัฒนาแหล่งน้ำ

ส่วนโซนอำเภอไทรโยค ทองผาภูมิ และสังขละบุรีนั้น เราจะพัฒนาเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว เพราะพื้นที่โซนนี้ เป็นโซนที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตัวผมนั้นมีบ้านอยู่ที่อำเภอสังขละบุรี

ส่วนกรณีโรงงานกระดาษ ตัวผมนั้นก็มีนโยบายอยู่แล้วว่าจะรับโรงงานกระดาษ มาเป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี แต่เนื่องจากว่าหมดวาระเสียก่อน ซึ่งทีมพลังใหม่จะพัฒนาโรงงานกระดาษ ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชีวิตแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี

สำหรับนโยบายทางด้านการศึกษา ตัวผมนั้นต้องขอเรียนว่า ในช่วงที่ผ่านมาและในอนาคต เราได้อุดหนุนเงินให้กับพื้นที่การศึกษาปีละประมาณ กว่า 10 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาการดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2555-2563 รวม 8 ปีเศษ อุดหนุนไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท

ส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชน เราได้เข้าไปดูแลผู้สูงอายุ คนพิการและเด็กผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นนโยบายของเราอยู่แล้ว โดยให้ประชาชนแจ้งเรื่องไปที่อำเภอ จากนั้นให้ทางอำเภอแจ้งเรื่องส่งมาที่ อบจ.เพื่อให้ทราบว่าท่านใดมีความจำเป็นเดือดร้อนอย่างไร แบบไหนก็ให้แจ้งมาที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด

สำหรับนโยบายต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น หากได้รับเลือกกลับตั้งเข้ามา ตัวผมเองขอยืนยันว่าเราจะอุดหนุนงบประมาณลงไปทั้ง 13 อำเภอ แต่ต้องดูว่าอำเภอนั้นๆต้องการอะไร เพราะสภาพพื้นที่ของแต่ละอำเภอมีความแตกต่างกัน เช่น บางอำเภอต้องการถนน บางอำเภอต้องการแหล่งน้ำ บางอำเภอไม่ต้องการถนน แต่ต้องการปรับปรุงภูมิทัศน์ เราก็จะดำเนินการตามประชาคมที่เสนอผ่านอำเภอขึ้นมา

สุดท้ายนี้ในนามของผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ทีมพลังใหม่ เบอร์ 2 ต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาญจนบุรีทุกๆท่าน ให้โอกาสเลือกทีมพลังใหม่เข้ามาบริหาร อบจ.กาญจนบุรี อีกครั้งหนึ่งด้วย

 

 

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ หรือหมอหนุ่ย ผู้สมัครนายก อบจ.กาญจนบุรี ทีมพลังกาญจน์ เบอร์ 1 กล่าวว่า หลายๆ ท่านอาจจะไม่เคยรู้จักผมมาก่อน เพราะเห็นคอมเม้นสอบถามเข้ามาในเพจเฟซบุ๊กเป็นจำนวนมากว่าผมคือใคร ขอเรียนว่าอดีตที่ผ่านมา ผมเคยลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสนามแย้ อ.ท่ามะกา เมื่อปี พ.ศ.2548 และเคยเป็นนายก อบต.สนามแย้ อยู่ 2 ปี หลังจากนั้นมาก็มาดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารจังหวัด ตอนสมัยท่านนายกรังสรรค์อีก 2 ปี

ต่อมาได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนเลือกเข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.เขต 3 เมื่อปี พ.ศ.2554 เป็นอยู่กว่า 2 ปี แต่แล้วก็ต้องมาถูกเว้นวรรค ทางการเมือง ซึ่งในช่วงนั้นเชื่อว่าพวกเราทุกคนทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงประมาณ 7-8 ปีที่ผ่านมา มาในครั้งนี้ผมได้อาสาลงมารับใช้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เบอร์ 1 จำกันง่ายๆครับคือ เบอร์ 1

สำหรับวิสัยทัศน์และแนวนโยบายจริงๆ แล้ว ผมไม่ชอบงานนิติบัญญัติ คือการออกกฎหมาย และเป็นคนไม่ชอบงานรัฐสภา แต่ผมเป็นคนชอบงานทางด้านบริหารมากกว่า เพราะผมเป็นคนเดินทางบ่อย อีกทั้งผมเป็นคนชอบค้าขาย ผมจึงอาสามาในครั้งนี้

โดยมีวิสัยทัศน์ที่อยากจะเปลี่ยน เปลี่ยนบริบทเปลี่ยนวิธีคิดการบริหารงานของกาญจนบุรี ถามว่าทำไมต้องเปลี่ยนซึ่งมันมีคำถามในใจอยู่แล้ว จริงๆแล้วการที่เราจะเปลี่ยนเราต้องรู้จักก่อน ว่าเราจะเปลี่ยนอะไร และเรามีอะไรให้เปลี่ยนบ้าง

จังหวัดกาญจนบุรีของเรามีเขื่อนขนาดใหญ่อยู่ 2 เขื่อนที่กักเก็บน้ำหล่อเลี้ยงพืชผลการเกษตร ทางชลประทาน ที่สามารถส่งเข้าไปผลิตน้ำประปาในกรุงเทพฯ สองเรามีประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่สำคัญก็คืออนุสรณ์สะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วันนี้ลูกหลานของผู้มีส่วนร่วมลูกหลานของผู้สูญเสียได้ติดตามเข้ามาดูเข้ามาชมเข้ามาเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่เรามีอยู่

สามสิ่งที่เรามีอยู่คือเรามีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศเมียนมา ส่วนตะวันออกก็คือทะเลฝั่งอ่าวไทย ในอนาคตอันใกล้นี้สิ่งที่เราจะเจอและบริบทที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ทางเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทร ทั้งฝั่งทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ฝั่งทะเลจีนใต้ ต่อไปจะเชื่อมสองโลกเข้าด้วยกันรวมทั้งฝั่งยุโรปกับฝั่งอเมริกาด้วย โดยใช้เส้นทางที่เป็นทางบกก็คือท่าเรือที่ระยองกับที่ทวาย โดยใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์นี่คือเรื่องของชายแดน

อันดับที่สี่สิ่งที่เรามองเห็นได้เด่นชัดคือจังหวัดกาญจนบุรีของเรา มีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย เรามีพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบมากกว่าจังหวัดอื่นหรือประเทศอื่นๆ จังหวัดกาญจนบุรีหลากหลายตรงไหน หลากหลายตรงอุณหภูมิ เช่นอุณหภูมิพื้นที่โซนล่างบางครั้งสูงถึง 40 องศา แต่ขณะเดียวกันอุณหภูมิโซนบ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ กลับมีอุณหภูมิเพียงแค่ 14-15 องศาเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราเข้าใจบริบทในการพัฒนาอนาคตเราไม่จำเป็นต้องขับรถไปท่องเที่ยวไกลถึงภูทับเบิก และไม่ต้องนั่งเครื่องบินไปเที่ยวที่ดอยอินทนนท์อีกเลย เพราะเราจะได้สัมผัสอากาศความเย็นที่ใกล้เคียงที่สำคัญเป็นการเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือแค่การยกตัวอย่างเท่านั้น

สิ่งที่พวกเราขาดในมุมมองของผมก็คือทุกวันนี้เราขาดกระบวนการวิธีคิดแบบบูรณาการ เราขาดซอฟต์แวร์ เราขาดการประมวลผล ขาดการเชื่อมโยงการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ทรัพยากรที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ผมคิดว่าเราใช้ประโยชน์ได้ไม่ถึงไม่ถึง 10 หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่แท้จริง

เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้จังหวัดกาญจนบุรียังขาดคนๆหนึ่งยังขาดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ขาดทีมงานทีมหนึ่ง ที่จะอาสาเข้ามาคิดแบบบูรณาการเชื่อมโยงว่าจะทำอย่างไรที่ภาคเอกชน ภาคธุรกิจเข้าไปใช้ประโยชน์โดยที่ไม่เกิดความเสียหายต่อแหล่งทรัพยากรที่เรามีอยู่และทำให้มันสร้างรายได้อย่างเพิ่มพูน และหารายได้เข้าจังหวัดโดยที่ไม่ต้องอาศัยว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไหร่

เราจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวที่มีอยู่ภายในประเทศเอาเงินมาใช้จ่ายในจังหวัดกาญจนบุรีของเรา โดยเมื่อปี พ.ศ.2561 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ ประมาณ 9.2 ล้านคน ปี พ.ศ.2562 เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 9.1 ล้านคน แต่ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 1,800 บาทเท่านั้น เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้นักท่องเที่ยวมีค่าใช้เพิ่มขึ้นถึงคนละ 3,000-5,000 บาทได้ ทั้งหมดนี้มันจะต้องทำให้เกิดอย่างมีเป้าหมาย และเราจะต้องมีวิธีคิดเพื่อทำให้ได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเปลี่ยนเมืองกาญจน์ อยากจะเปลี่ยนวิธีคิด ผมเลยอาสาเข้ามาสร้างทีมงานเข้ามาเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ยึดถือครอบครองที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่ง อบจ.จะเป็นตัวกลางไปเจรจา

ด้วยข้อกฎหมายก็ดี ด้วยข้อตกลงก็ดี ด้วยสิ่งต่างๆที่จะทำให้พ่อแม่พี่น้องบ้านเราสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในทรัพยากรของจังหวัดกาญจนบุรีได้อย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับพวกเรา เมื่อรายได้ของพวกเราเพิ่มขึ้น ทั้งการท่องเที่ยว ทั้งการเพาะปลูก ก็จะดีขึ้นจนกลายเป็นห่วงโซ่ อุปสงค์อุปทาน ซึ่งสามารถพัฒนาเศรษฐกิจยกรายได้ต่อหัวของประชากรของจังหวัดกาญจนบุรีให้เพิ่มขึ้น

นี่คือแนวคิดที่ผมอยากเปลี่ยนแต่สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดผมไม่สามารถทำคนเดียวได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพ่อแม่พี่น้องช่วยสนับสนุนให้ตัวผมและทีมงานของเบอร์ 1 เข้าไปทำงานเข้าไปรับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชน ในฐานะนายก อบจ. และ ส.อบจ.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top