"ผู้ตรวจการแผ่นดิน"เร่งหารือแก้ปัญหาประมงไทย ชี้ต้องแก้ไขเชิงระบบ ลดภาระปชช. ปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เตรียมส่งข้อเสนอแจงผลกระทบจาก IUU ผ่านเวทีผู้ตรวจการแผ่นดินโลก
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วย พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายพินิจ ตันติวิญญูพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 3 ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง , นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า , พล.ร.ท.มนตรี รอดวิเศษ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) , นายวีระพันธุ์ ทองมาก ผู้อำนวยการส่วนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , นายมนตรี มณีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และนายกำจร มงคลตรีลักษณ์ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาประมงไทยภายใต้กฎหมายประมง ภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบประมงภาคใต้พบทั้งปัญหาจำกัดวันทำการ แรงงานขาดแคลน การบังคับใช้กฎหมาย ทรัพยากรทางทะเลเสื่อมโทรม ทำเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมประมงไทยซบเซา
พล.อ.วิทวัส เผยว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับทราบปัญหาเกี่ยวกับการทำประมงอย่างต่อเนื่อง จนได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาศึกษาถึงปัญหา อุปสรรค และผลกระทบของการทำประมงภายใต้กฎหมายประมงในภาพรวมของประเทศ ซึ่งหลายประเด็นมีการสืบเนื่องจากการออกกฎหมายหรือข้อบังคับให้รับลูกกับระเบียบ IUU (Illegal, Unreported and Unregulated fishing) ที่กดดันประเทศไทยในช่วงปี 2558 แต่อาจไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้ลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริงในโซนประมงภาคใต้ทั้งจังหวัดสงขลาและปัตตานีมาแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประมงในจังหวัดปัตตานีซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งประมงสำคัญและมีชื่อเสียงของประเทศไทยนั้นซบเซาลงมาก จากข้อมูลของสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานีพบว่า เดิมในปี 2558 มีเรือกว่า 1,100 ลำ เข้า - ออก ในน่านน้ำปัตตานี แต่ในระหว่างดือนตุลาคม 2563 - กุมภาพันธ์ 2564 เหลือเพียง 437 ลำ มีผู้ประกอบการได้รับความเสียหายต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่อาชีพบนเรือจนถึงอาชีพบนฝั่ง เช่น พ่อค้าแม่ค้าตลาดปลา โรงน้ำแข็ง ห้องเย็น อู่ซ่อมเรือ และโรงกลึง ทั้งนี้ มีประเด็นปัญหาหลัก ได้แก่ 1) ปัญหาจำกัดวันทำการประมง - กรมประมงกำหนดวันทำการประมงไว้เฉลี่ย 240 วันต่อปี ในขณะที่ชาวประมงต้องรับภาระจ่ายค่าแรงคนงานเป็นรายเดือน นับเป็นจำนวน 365 วัน
ซึ่งขณะนี้กรมประมงอยู่ระหว่างแก้ไขประกาศที่จะกำหนดวันทำการประมงเพิ่มขึ้น อีกทั้งลูกจ้างส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว ซึ่งไม่สะดวกในการเดินทางและไม่สะดวกในการทำธุรกรรม จึงต้องการรับเงินค่าจ้างแรงงานเป็นเงินสดมากกว่าผ่านบัญชีธนาคาร 2) ปัญหาแรงงานประมงขาดแคลน - การจ้างแรงงานต่างด้าวมีขั้นตอน กระบวนการ และระยะเวลาในการทำบัตรแรงงานค่อนข้างนาน ประมาณ 100 วันทำการ และมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ค่อนข้างสูงกว่า 19,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการทำพาสปอร์ต 5,000 - 10,000 บาท อันเป็นภาระและค่าใช้จ่ายของนายจ้าง ทางสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานีจึงขอให้มีการเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวตลอดปี
โดยที่ผ่านมากรมประมงอยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาแก้ไขและได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อผ่อนคลายแนวทางการปฏิบัติแล้ว 3) ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม - ชาวประมงที่กระทำความผิดมีทั้งโดยไม่เจตนา หรือการลงเอกสารผิดพลาด หรือความผิดเล็กน้อย ควรพิจารณาบทลงโทษตามความเหมาะสมเพื่อเป็นการผ่อนคลายและยังทำให้ชาวประมงยังคงประกอบอาชีพต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการขุดลอกร่องน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของจังหวัดปัตตานี ปัญหาการซื้อเรือออกนอกระบบ และปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
พล.อ.วิทวัส กล่าวต่อว่า ในการประชุมมีหารือเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และผลกระทบของการทำประมงในภาพรวมของประเทศไทย อันจะนำไปสู่การจัดทำแผนแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่อาจสร้างภาระแก่ประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงในประเทศไทยให้สามารถสอดรับกับวิถีปฏิบัติจริง รวมถึงสามารถบริหารจัดการภาคอุตสาหกรรมประมงได้อย่างยั่งยืน สำหรับกฎข้อบังคับบางประการที่อาจเกี่ยวเนื่องมาจากระเบียบ IUU แล้วส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงไทย รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในอาเซียนที่มักจะมีรูปแบบการทำประมงคล้ายคลึงกัน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เนื่องด้วยมีวิถีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันและสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานแต่อดีต ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินไทยในฐานะที่มีบทบาทเป็น 1 ใน 5 คณะกรรมการบริหารของสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ หรือ IOI จะนำข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะจากกรณีนี้เข้าหารือระหว่างองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้สถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศเสนอแนะการแก้ไขปัญหา IUU ไปยังคณะกรรมาธิการประมง (Committee on Fisheries หรือ COFI) ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) เป็นการสะท้อนถึงการรักษาและอนุรักษ์ไว้ซึ่งวิถีชีวิต ผลประโยชน์ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนในภูมิภาคนี้
พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ยั่งยืน ทั้งภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกันส่งเสริมองค์ความรู้และงบประมาณด้านประมงท้องถิ่นในการสร้างศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจประจำถิ่น ส่งเสริมชุมชนชาวประมงในการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้เหมาะสมกับถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำแต่ละชนิด ถือหลักการที่ว่าจับมาและต้องปล่อยไป เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำให้มีโอกาสเติบโตและขยายพันธุ์ต่อไป ทำให้ธรรมชาติและการประมงไทยอยู่คู่เคียงกันอย่างสมดุลยั่งยืน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี